วันอังคาร ที่ 24 มกราคม 2560
อัพเดทล่าสุด 1 ชั่วโมง 36 นาที ที่ผ่านมา

Hfocus.org

เจาะลึกระบบสุขภาพ

เหลียวหลัง

Friday, March 28, 2014 - 19:32
ระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา นับว่าได้เจริญรุดหน้าไปมาก โดยเฉพาะการขยายระบบบริการรักษาพยาบาลและการสาธารณสุข แม้ว่าจะยังมีปัญหาการเข้าถึงอยู่บ้างในบางพื้นที่ แต่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น ปัจจุบันเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีจำนวน 827 แห่ง แยกเป็น โรงพยาบาลศูนย์ 25 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลจังหวัด 70 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชนอีก 732 แห่ง ไม่นับรวมสถานีอนามัยที่ได้ยกระดับเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 9,770 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานอื่น
Saturday, March 1, 2014 - 18:24
ในช่วง พ.ศ. 2485 หลังการปฏิรูปการปกครองประเทศ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  จึงได้มีการสถาปนากรมสาธารณสุขขึ้นเป็น “กระทรวงสาธารณสุข” พร้อมทั้งมีการรวบกิจการแพทย์และสาธารณสุขที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน  เช่น กรมสาธารณสุข กรมประชาสงเคราะห์ กองสุขาภิบาล โรงเรียนของกรมพลศึกษา การสาธารณสุขและการแพทย์ของเทศบาล แผนกอนามัย และสุขาภิบาลของกรมราชทัณฑ์ กองเภสัชกรรมและโรงงานเภสัชกรรมไทยของกรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงการเศรษฐกิจ และกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวกับแพทยศาสตร์เหล่านี้ให้มารวมอยู่ ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานเดียว
Saturday, February 1, 2014 - 17:19
นับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ระบบการรักษาพยาบาลของระบบสุขภาพไทย หลังจากที่มีการเดินหน้า “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ไม่เพียงแต่ช่วยให้คนทั้งประเทศเข้าถึงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยประชาชนส่วนหนึ่งไม่ให้เกิดภาวะล้มละลายจากภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม แม้ว่าจะถูกตราว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” ที่ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงภายใต้สโลแกน “30 บาท รักษาทุกโรค” ได้รับคะแนนเลือกตั้งอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทลายก็ตาม
Tuesday, November 19, 2013 - 20:20
Hfocus -ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubere) เอกอัครราชทูตแห่งราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเดินทางเข้ามาในอาณาจักรอยุธยาครั้งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2230 (ค.ศ. 1687) ได้บันทึกเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ของสยามในเวลานั้นไว้ โดยเขาเห็นว่า การแพทย์ไทยในเวลานั้นไว้หลายเรื่อง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการรักษาแบบตะวันตกที่เขาคุ้นเคย ดูเหมือนว่าการแพทย์ของสยามจะด้อยกว่ามาก เนื่องเพราะแพทย์ไทยไม่มีความรู้เรื่องศัลยกรรมและกายวิภาค ไม่มีความรู้ในเรื่องวิชาเคมี เชื่อถือโชคลางและไสยศาสตร์ เฉพาะในด้านการศัลยกรรมนั้นเขาบอกว่า “…ชาวสยามไม่รู้จักวิชาศัลยกรรม ต้องพึ่งแพทย์ชาวยุโรปในการเจาะกระดูก โดยเฉพาะการเจาะกะโหลกศรีษะ การผ่าตัดต่างๆ การสูบโลหิตที่เป็นพิษออกมา ไม่สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์ ไม่สนใจผ่าสัตว์ หรือศพคนตาย…”
Tuesday, November 12, 2013 - 11:45
Hfocus -ก่อนหน้าที่การผ่าตัดจะเจริญก้าวหน้าอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดล้วนแต่ต้องใช้ความอดทนในเผชิญกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากการรักษา มีบันทึกที่เขียนเมื่อ พ.ศ. 2353 (ค.ศ.1810) ของ ฟรานเชส เบอร์นีย์ (Frances Burney) นักเขียนหญิงชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ที่ต้องทำการผ่าตัดเต้านมออกเนื่องจากมะเร็งที่เต้านม พรรณาถึงความเจ็บปวดจากการผ่าตัด เพราะการผ่าตัดในครั้งนั้น เป็นการผ่าตัดที่ทำกันในยุคที่ยังไม่มีการค้นพบยาชา ยาสลบ แต่อย่างใด ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องเผชิญคือความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยต้องรับไว้บางครั้งก็หนักหนาสาหัสจนทำให้หลายคนไม่สามารถทนต่อพิษจากบาดแผลได้และสิ้นชีวิตไป ทำให้เกิดความพยายามจากผู้คนหลากหลายที่พยายามค้นหาสิ่งที่จะมาบรรเทาภาวะเช่นนี้
Monday, November 4, 2013 - 16:19
Hfocus -คัมภีร์ครรภ์ทรักษาของหมอบรัดเล นับเป็นการเข้ามาของความรู้ด้านการผดุงครรภ์แบบตะวันตกในสังคมไทย ในคริสต์ศตวรรษที่19 ถือได้ว่าเป็นตำราทางการแพทย์แบบตะวันตกเล่มแรกที่ตีพิมพ์ในภาษาไทย (ที่ยังมีหลักฐานเอกสารเหลืออยู่) ถูกตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) โดยตีพิมพ์เป็นจำนวน 200 ฉบับ แจกจ่ายให้กับบรรดาหมอหลวงในเวลานั้น หมอบรัดเลย์ได้เขียนไว้ในหน้าปกและคำนำว่าเป็นการแปลย่นความ (ย่อความ) จากคัมภีร์ครรภ์ทรักษาของแพทย์อเมริกาและแพทย์ยุโรปในเวลานั้น  
Tuesday, October 29, 2013 - 11:53
Hfocus -นอกจากการก่อตั้งสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นการเฉพาะแล้ว ปัจจุบันการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและใส่ใจในทุกมิติในโรงพยาบาล ได้พัฒนาดีขึ้นมากกว่าในอดีตและยังขยายออกไปครอบคลุมผู้ป่วยที่ไม่ใช่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายอีกด้วย ผู้ที่ให้กำเนิดแนวคิดเรื่องการดูแลแบบประคับประคองในทวีปอเมริกาตอนเหนือได้แก่ นายแพทย์บัลโฟร์ เมาท์ ศัลยแพทย์รักษามะเร็ง อาจารย์อยู่ที่โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแมคกิล (McGill University) ในแคนาดา เมื่อปี พ.ศ.2516 เขาได้เข้าร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง On Death and Dying ซึ่งทำให้เขาตระหนักว่า แม้จะเป็นหมอมานานหลายสิบปี แต่ตนเองไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับความตายเลย
Tuesday, October 22, 2013 - 15:18
Hfocus -เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้เกิดเครื่องมือที่จะช่วยยื้อชีวิต (หรือกล่าวอีกด้านหนึ่งคือยืดความตาย) ให้ยาวออกไปอีก การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมทำให้การตายเป็นเรื่องต้องห้าม (Taboo) ในหลายๆ วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่พูดกันอย่างเปิดเผยไม่ได้ กลายเป็นเรื่องอัปมงคล ฯลฯ รวมไปถึงความสามารถในการจัดการดูแลการตายที่เคยทำกันได้ในบ้านหรือในชุมชนของคนทั่วไปก็ลดลง คนต้องพึ่งพาระบบการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่มีทางเลือกอื่น ที่ตายของคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่จึงเป็นที่โรงพยาบาล ในขณะเดียวกันแพทย์ก็ใช้เครื่องมือเครื่องไม้ในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการรักษาอาการของผู้ป่วย จนหลงลืมไปว่างานที่ควรทำกันคือ การรักษาคนมากกว่าจะรักษาโรคหรืออาการของโรคโดยไม่คำนึงถึงตัวผู้ป่วย วิถีชีวิตของเขา และโลกที่แวดล้อมเขาอยู่
Sunday, October 13, 2013 - 18:27
Hfocus -ในช่วงระหว่างวันที่ 10-13  ตุลาคม 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมเครือข่ายฮอสพิซและการดูแลแบบประคับประคองแห่งเอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 10 (10TH ASIA PACIFIC HOSPICE CONFERENCE 2013) โดยมีธีมของการประชุมว่า Integration and harmony of wisdom โดยมีสมาคมบริบาลแห่งประเทศไทยเป็นแม่งานหลัก มีผู้เข้าร่วมประชุมนับพันคน ในการประชุมมีแพทย์ พยาบาล นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัคร จำนวนนับร้อยคนที่ทำงานด้านนี้จากหลากหลายประเทศ มานำเสนองานที่พวกเขาทำกันในหลายมิติ แม้แต่ประเทศที่อยู่ใกล้ๆ เรา อย่าง สิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย ก็ทำงานในเรื่องนี้ก้าวหน้าไปเรามากกว่า ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์อาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่า ฮอสพิซ (Hospice) หรือ การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) และคงมีคำถามว่าแปลว่าอะไร เป็นสถานที่อย่างไร บทความในวันนี้จะจึงถือเป็นโอกาสดีที่คุยกันในเรื่องนี้
Thursday, September 5, 2013 - 22:19
ในฐานะคนทำงานหอจดหมายเหตุและพิพิธภันฑ์สุขภาพไทย จึงได้มีโอกาสค้นคว้าเส้นทางประวัติศาสตร์สุขภาพของประเทศไทย และการเกิด “โรคระบาด” ในอดีตเป็นอีกเรื่องหนึ่งในเส้นทางประวัติศาสตร์สุขภาพที่ นายนภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ผู้จัดการหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย ได้ทำการศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงการวิวัฒนาการงานด้านการป้องกันและควบคุมโรค

Pages