วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม 2560
อัพเดทล่าสุด 2 ชั่วโมง 22 นาที ที่ผ่านมา

Hfocus.org

เจาะลึกระบบสุขภาพ

เหลียวหลัง

Friday, May 30, 2014 - 10:27
วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2457 นับเป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนวิชาการพยาบาลในประเทศไทย โดยได้วิวัฒนาการมาจากโรงเรียนนางพยาบาลสภากาชาดสยาม เป็นโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยสภากาชาดไทย จนถึงวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทยในปัจจุบัน
Monday, April 14, 2014 - 20:21
ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา “โรงพยาบาลชุมชนประจำเภอ” และ “สถานีอนามัย” (ปัจจุบันเปลื่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล : รพ.สต.) นับเป็นกลไกสำคัญของการกระจายระบบบริการรักษาพยาบาล ทำให้ประชาชนเข้าถึงรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง โดยในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในปี 2475 เป็น “ระบอบประชาธิปไตย” การจัดตั้งโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยอยู่ในช่วงก้าวกระโดด ตามแนวคิด “รัฐเวชกรรม” ที่เป็นนโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รวมถึงการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน โดยถือเป็นหน้าที่ของรัฐ
Friday, April 4, 2014 - 20:39
นับเป็นเวลาเกือบ “ครึ่งศตวรรษ” หลังการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติยา 2510” ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน ที่ผ่านมามีการปรับแก้ไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ล้าหลังอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยด้านต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ไม่สามารถดูแลและคุ้มครองประชาชนด้านยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาจึงมีการรวมตัวเพื่อร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับประชาชนขึ้น
Friday, March 28, 2014 - 19:32
ระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา นับว่าได้เจริญรุดหน้าไปมาก โดยเฉพาะการขยายระบบบริการรักษาพยาบาลและการสาธารณสุข แม้ว่าจะยังมีปัญหาการเข้าถึงอยู่บ้างในบางพื้นที่ แต่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น ปัจจุบันเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีจำนวน 827 แห่ง แยกเป็น โรงพยาบาลศูนย์ 25 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลจังหวัด 70 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชนอีก 732 แห่ง ไม่นับรวมสถานีอนามัยที่ได้ยกระดับเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 9,770 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานอื่น
Saturday, March 1, 2014 - 18:24
ในช่วง พ.ศ. 2485 หลังการปฏิรูปการปกครองประเทศ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  จึงได้มีการสถาปนากรมสาธารณสุขขึ้นเป็น “กระทรวงสาธารณสุข” พร้อมทั้งมีการรวบกิจการแพทย์และสาธารณสุขที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน  เช่น กรมสาธารณสุข กรมประชาสงเคราะห์ กองสุขาภิบาล โรงเรียนของกรมพลศึกษา การสาธารณสุขและการแพทย์ของเทศบาล แผนกอนามัย และสุขาภิบาลของกรมราชทัณฑ์ กองเภสัชกรรมและโรงงานเภสัชกรรมไทยของกรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงการเศรษฐกิจ และกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวกับแพทยศาสตร์เหล่านี้ให้มารวมอยู่ ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานเดียว
Saturday, February 1, 2014 - 17:19
นับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ระบบการรักษาพยาบาลของระบบสุขภาพไทย หลังจากที่มีการเดินหน้า “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ไม่เพียงแต่ช่วยให้คนทั้งประเทศเข้าถึงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยประชาชนส่วนหนึ่งไม่ให้เกิดภาวะล้มละลายจากภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม แม้ว่าจะถูกตราว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” ที่ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงภายใต้สโลแกน “30 บาท รักษาทุกโรค” ได้รับคะแนนเลือกตั้งอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทลายก็ตาม
Tuesday, November 19, 2013 - 20:20
Hfocus -ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubere) เอกอัครราชทูตแห่งราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเดินทางเข้ามาในอาณาจักรอยุธยาครั้งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2230 (ค.ศ. 1687) ได้บันทึกเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ของสยามในเวลานั้นไว้ โดยเขาเห็นว่า การแพทย์ไทยในเวลานั้นไว้หลายเรื่อง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการรักษาแบบตะวันตกที่เขาคุ้นเคย ดูเหมือนว่าการแพทย์ของสยามจะด้อยกว่ามาก เนื่องเพราะแพทย์ไทยไม่มีความรู้เรื่องศัลยกรรมและกายวิภาค ไม่มีความรู้ในเรื่องวิชาเคมี เชื่อถือโชคลางและไสยศาสตร์ เฉพาะในด้านการศัลยกรรมนั้นเขาบอกว่า “…ชาวสยามไม่รู้จักวิชาศัลยกรรม ต้องพึ่งแพทย์ชาวยุโรปในการเจาะกระดูก โดยเฉพาะการเจาะกะโหลกศรีษะ การผ่าตัดต่างๆ การสูบโลหิตที่เป็นพิษออกมา ไม่สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์ ไม่สนใจผ่าสัตว์ หรือศพคนตาย…”
Tuesday, November 12, 2013 - 11:45
Hfocus -ก่อนหน้าที่การผ่าตัดจะเจริญก้าวหน้าอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดล้วนแต่ต้องใช้ความอดทนในเผชิญกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากการรักษา มีบันทึกที่เขียนเมื่อ พ.ศ. 2353 (ค.ศ.1810) ของ ฟรานเชส เบอร์นีย์ (Frances Burney) นักเขียนหญิงชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ที่ต้องทำการผ่าตัดเต้านมออกเนื่องจากมะเร็งที่เต้านม พรรณาถึงความเจ็บปวดจากการผ่าตัด เพราะการผ่าตัดในครั้งนั้น เป็นการผ่าตัดที่ทำกันในยุคที่ยังไม่มีการค้นพบยาชา ยาสลบ แต่อย่างใด ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องเผชิญคือความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยต้องรับไว้บางครั้งก็หนักหนาสาหัสจนทำให้หลายคนไม่สามารถทนต่อพิษจากบาดแผลได้และสิ้นชีวิตไป ทำให้เกิดความพยายามจากผู้คนหลากหลายที่พยายามค้นหาสิ่งที่จะมาบรรเทาภาวะเช่นนี้
Monday, November 4, 2013 - 16:19
Hfocus -คัมภีร์ครรภ์ทรักษาของหมอบรัดเล นับเป็นการเข้ามาของความรู้ด้านการผดุงครรภ์แบบตะวันตกในสังคมไทย ในคริสต์ศตวรรษที่19 ถือได้ว่าเป็นตำราทางการแพทย์แบบตะวันตกเล่มแรกที่ตีพิมพ์ในภาษาไทย (ที่ยังมีหลักฐานเอกสารเหลืออยู่) ถูกตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) โดยตีพิมพ์เป็นจำนวน 200 ฉบับ แจกจ่ายให้กับบรรดาหมอหลวงในเวลานั้น หมอบรัดเลย์ได้เขียนไว้ในหน้าปกและคำนำว่าเป็นการแปลย่นความ (ย่อความ) จากคัมภีร์ครรภ์ทรักษาของแพทย์อเมริกาและแพทย์ยุโรปในเวลานั้น  
Tuesday, October 29, 2013 - 11:53
Hfocus -นอกจากการก่อตั้งสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นการเฉพาะแล้ว ปัจจุบันการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและใส่ใจในทุกมิติในโรงพยาบาล ได้พัฒนาดีขึ้นมากกว่าในอดีตและยังขยายออกไปครอบคลุมผู้ป่วยที่ไม่ใช่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายอีกด้วย ผู้ที่ให้กำเนิดแนวคิดเรื่องการดูแลแบบประคับประคองในทวีปอเมริกาตอนเหนือได้แก่ นายแพทย์บัลโฟร์ เมาท์ ศัลยแพทย์รักษามะเร็ง อาจารย์อยู่ที่โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแมคกิล (McGill University) ในแคนาดา เมื่อปี พ.ศ.2516 เขาได้เข้าร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง On Death and Dying ซึ่งทำให้เขาตระหนักว่า แม้จะเป็นหมอมานานหลายสิบปี แต่ตนเองไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับความตายเลย

Pages