วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน 2560
อัพเดทล่าสุด 15 ชั่วโมง 59 นาที ที่ผ่านมา

Hfocus.org

เจาะลึกระบบสุขภาพ

เหลียวหลัง

Sunday, June 22, 2014 - 09:23
หลังจากตอนที่ 1 ได้บรรยายถึงประเภทของไพร่ ว่ามีทั้งไพร่หลวง ไพร่สม ไพร่ส่วย การจัดทำทะเบียนขึ้นสังกัด การสักหมายหมู่หรือสักเลกแล้ว จะได้กล่าวถึงลักษณะการเกณฑ์ไพร่ และภาระงานที่ไพร่ต้องกระทำต่อไป
Monday, June 16, 2014 - 22:31
คำว่า “ไพร่” เป็นคำเรียกขานประชาชนในสังคมไทยมานาน นอกจากจะเป็นสถานะทางสังคมอย่างหนึ่งแล้ว ระบบไพร่ ยังเป็นระบบบริหารราชการ และ ระบบจัดเก็บภาษีอีกด้วย เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม และในอดีตก็มีที่ดินว่างเปล่ามากมาย "คน"จึงเป็นที่ต้องการมากที่สุด และต้องมีระบบการควบคุมและจัดสรรประโยชน์จากกำลังคนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสถียรภาพด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอาณาจักร
Wednesday, June 11, 2014 - 06:44
ย้อนไปเมื่อกว่า 60 ปีมาแล้ว ก่อนที่จะมาเป็นสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีนั้น เดิมเป็นแผนกเด็กในโรงพยาบาลหญิง(โรงพยาบาลราชวิถี) ซึ่งขณะนั้นมีเตียงรับผู้ป่วยเด็กเพียง 25 เตียง  และในปี พ.ศ. 2496 รัฐบาลได้อนุมัติเงินงบประมาณในการก่อสร้างอาคารแผนกเด็ก และสามารถขยายงานในการดูแลผู้ป่วยเด็กหลายสาขา รับผู้ป่วยได้ 137 เตียง และให้ชื่อว่า“โรงพยาบาลเด็ก” ในการบังคับบัญชายังขึ้นกับโรงพยาบาลหญิง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มาทำพิธีเปิดอาคารของโรงพยาบาลเด็กในวันที่ 24  มิถุนายน พ.ศ. 2497
Friday, May 30, 2014 - 10:27
วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2457 นับเป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนวิชาการพยาบาลในประเทศไทย โดยได้วิวัฒนาการมาจากโรงเรียนนางพยาบาลสภากาชาดสยาม เป็นโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยสภากาชาดไทย จนถึงวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทยในปัจจุบัน
Monday, April 14, 2014 - 20:21
ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา “โรงพยาบาลชุมชนประจำเภอ” และ “สถานีอนามัย” (ปัจจุบันเปลื่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล : รพ.สต.) นับเป็นกลไกสำคัญของการกระจายระบบบริการรักษาพยาบาล ทำให้ประชาชนเข้าถึงรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง โดยในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในปี 2475 เป็น “ระบอบประชาธิปไตย” การจัดตั้งโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยอยู่ในช่วงก้าวกระโดด ตามแนวคิด “รัฐเวชกรรม” ที่เป็นนโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รวมถึงการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน โดยถือเป็นหน้าที่ของรัฐ
Friday, April 4, 2014 - 20:39
นับเป็นเวลาเกือบ “ครึ่งศตวรรษ” หลังการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติยา 2510” ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน ที่ผ่านมามีการปรับแก้ไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ล้าหลังอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยด้านต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ไม่สามารถดูแลและคุ้มครองประชาชนด้านยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาจึงมีการรวมตัวเพื่อร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับประชาชนขึ้น
Friday, March 28, 2014 - 19:32
ระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา นับว่าได้เจริญรุดหน้าไปมาก โดยเฉพาะการขยายระบบบริการรักษาพยาบาลและการสาธารณสุข แม้ว่าจะยังมีปัญหาการเข้าถึงอยู่บ้างในบางพื้นที่ แต่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น ปัจจุบันเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีจำนวน 827 แห่ง แยกเป็น โรงพยาบาลศูนย์ 25 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลจังหวัด 70 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชนอีก 732 แห่ง ไม่นับรวมสถานีอนามัยที่ได้ยกระดับเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 9,770 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานอื่น
Saturday, March 1, 2014 - 18:24
ในช่วง พ.ศ. 2485 หลังการปฏิรูปการปกครองประเทศ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  จึงได้มีการสถาปนากรมสาธารณสุขขึ้นเป็น “กระทรวงสาธารณสุข” พร้อมทั้งมีการรวบกิจการแพทย์และสาธารณสุขที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน  เช่น กรมสาธารณสุข กรมประชาสงเคราะห์ กองสุขาภิบาล โรงเรียนของกรมพลศึกษา การสาธารณสุขและการแพทย์ของเทศบาล แผนกอนามัย และสุขาภิบาลของกรมราชทัณฑ์ กองเภสัชกรรมและโรงงานเภสัชกรรมไทยของกรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงการเศรษฐกิจ และกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวกับแพทยศาสตร์เหล่านี้ให้มารวมอยู่ ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานเดียว
Saturday, February 1, 2014 - 17:19
นับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ระบบการรักษาพยาบาลของระบบสุขภาพไทย หลังจากที่มีการเดินหน้า “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ไม่เพียงแต่ช่วยให้คนทั้งประเทศเข้าถึงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยประชาชนส่วนหนึ่งไม่ให้เกิดภาวะล้มละลายจากภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม แม้ว่าจะถูกตราว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” ที่ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงภายใต้สโลแกน “30 บาท รักษาทุกโรค” ได้รับคะแนนเลือกตั้งอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทลายก็ตาม
Tuesday, November 19, 2013 - 20:20
Hfocus -ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubere) เอกอัครราชทูตแห่งราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเดินทางเข้ามาในอาณาจักรอยุธยาครั้งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2230 (ค.ศ. 1687) ได้บันทึกเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ของสยามในเวลานั้นไว้ โดยเขาเห็นว่า การแพทย์ไทยในเวลานั้นไว้หลายเรื่อง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการรักษาแบบตะวันตกที่เขาคุ้นเคย ดูเหมือนว่าการแพทย์ของสยามจะด้อยกว่ามาก เนื่องเพราะแพทย์ไทยไม่มีความรู้เรื่องศัลยกรรมและกายวิภาค ไม่มีความรู้ในเรื่องวิชาเคมี เชื่อถือโชคลางและไสยศาสตร์ เฉพาะในด้านการศัลยกรรมนั้นเขาบอกว่า “…ชาวสยามไม่รู้จักวิชาศัลยกรรม ต้องพึ่งแพทย์ชาวยุโรปในการเจาะกระดูก โดยเฉพาะการเจาะกะโหลกศรีษะ การผ่าตัดต่างๆ การสูบโลหิตที่เป็นพิษออกมา ไม่สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์ ไม่สนใจผ่าสัตว์ หรือศพคนตาย…”

Pages