รพช.-ผู้ป่วย ขอหมอรัชตะลดขัดแย้งในสธ. ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

Mon, 2015-01-05 15:31 -- hfocus
Print this pagePrint this page

หมออารักษ์วอนสธ.รู้ถึงบทบาทและหน้าที่ อย่าทำอะไรนอกกฎเกณฑ์ ชี้ 12 ปีที่ผ่านมาของบัตรทอง ช่วยคนไทยเข้าถึงรักษา ประชาชนมีส่วนร่วม ด้านหมอวรวิทย์ขอสธ.และสปสช.หามาตรการให้รพ.ชายแดนอยู่ได้ ให้สปสช.มองหลักมนุษยธรรมด้วย อย่ายึดแต่ข้อกฎหมายอย่างเดียว ขณะที่เครือข่ายผู้ป่วยยันขอให้ย้ายปลัดสธ.เป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ส่วนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขอให้ยกระดับบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มช่องทางให้บริการ แก้ปัญหาบุคลากรสธ.ไม่เพียงพอ เผย 3 เดือนแล้วแต่ยังไม่เห็นผลงานรูปธรรม

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขด้านสุขภาพของประชาชน ดังนั้นสิ่งที่อยากได้เป็นของขวัญปีใหม่ จึงต้องการให้กระทรวงฯ รู้ถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเอง โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างกรณีล่าสุด การที่โรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดฯ ระบุว่าจะไม่ส่งข้อมูลงบบัตรทองไปยัง สปสช. ต้นเหตุก็เกิดจากการที่ผู้บริหารกระทรวงฯ ต้องการดำเนินการซึ่งอยู่นอกเหนือบทบาทหน้าที่ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ทั้งนี้ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 12 ปี ระบบหลักประกันสุขภาพ ช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงบริการสุขภาพมากขึ้น เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับฝ่ายข้าราชการ แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าการที่ฝ่ายข้าราชการพยายามทำอะไรที่นอกเหนือหลักเกณฑ์ กำลังเพิ่มปัญหาความขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้น ตรงนี้ต้องการให้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางยุติปัญหานี้โดยเร็วที่สุด

นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์

นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง กล่าวว่า แม้ส่วนตัวจะไม่ต้องการได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ แต่ในฐานะคนทำงานในพื้นที่ชายแดน ก็อยากให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ร่วมกันวางมาตรการเพิ่มความคล่องตัว ให้กับโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเขตชายแดน สามารถรักษาผู้ป่วยทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเชื้อชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาจะติดปัญหาด้านงบประมาณ ตรงนี้จึงอยากให้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะ สปสช. มองถึงหลักมนุษยธรรมด้วย ไม่ใช่อ้างว่าขัดกับหลักกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีช่องทางที่สามารถช่วยเหลือได้ แต่ก็ไม่ยอมพิจารณาหาช่วยเหลือ ส่วนตัวจึงต้องการให้ผู้บริหาร เร่งหาทางช่วยเหลืออย่ามัวแต่ใจดำ โดยเฉพาะกลุ่มคนไร้รัฐซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เกิด แต่เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล จึงไม่ได้มีเลขทะเบียนในสารบบ เพื่อให้เป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพแพทย์ ในการรักษาผู้ป่วยทุกคนโดยไม่มีเส้นแบ่งด้านเชื้อชาติ

นายธนพล ดอกแก้ว เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต กล่าวว่า สิ่งที่เครือข่ายผู้ป่วยต้องการได้รับเป็นของขวัญปีใหม่ จากกระทรวงสาธารณสุข คือการย้ายปลัดกระทรวงฯ ออกไปดำรงตำแหน่งอื่น เพราะเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างกระทรวงฯ กับ สปสช. จนเกิดกรณีโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัด จะไม่ส่งข้อมูลบริการประชาชน เพื่อเบิกเงินเหมาจ่ายรายหัวกับ สปสช. ตรงนี้ถือเป็นการเอาผู้ป่วยมาเป็นตัวประกัน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหากมีการทำอย่างที่พูดจริง จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการยุติปัญหาความขัดแย้ง จึงต้องย้ายต้นตอของปัญหาออกไป ส่วนนโยบายใหญ่ในภาพรวมทั้ง 10 ข้อ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงล่าสุดนั้น ตรงนี้ทางเครือข่ายผู้ป่วยยอมรับได้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่าจะพัฒนาไปถึงจุดที่คนทุกสิทธิได้รักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน

นางสาวสุรีรัตน์ ตรีมรรคา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า สิ่งที่อยากขอให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่กับประชาชนคนไทย คือยกระดับบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุม ซึ่งหากทำได้ก็จะช่วยให้คนไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากคณะผู้บริหารชุดใหม่ เข้ามาบริหารกระทรวงฯ ขณะนี้แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือน กลับยังไม่ปรากฎผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม หลังจากนี้จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งแก้ปัญหาระบบสุขภาพอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบราชการให้ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาบุคลากรด้านสาธารณสุขไม่เพียงพอ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ ที่กระทบต่อระบบบริการในภาพรวม