‘ข้าราชการไทย’ ใช้ยารักษา ‘จอตา’ แพงกว่าทั่วโลก 80 เท่า

ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณราวๆ ปีละ 500 ล้านบาท โดยเปล่าประโยชน์

เงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้น คืองบประมาณสำหรับซื้อยา “รักษาจอตา” ที่ชื่อว่า รานิบิซูแมบ (Ranibizumab) เฉลี่ยแล้ว เข็มละ 4.5 หมื่นบาท

ยา Ranibizumab เป็นยารักษาจอตา ได้รับการขึ้นทะเบียนว่าเป็นยาสำหรับรักษาโรคจอตา

ทว่า ส่วนผสมในยา Ranibizumab กลับคล้ายคลึงกับ “ยาต้านมะเร็ง” ที่ชื่อว่า บีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) ซึ่งมีราคาเพียงเข็มละ 500-1,000 บาท

ที่สำคัญคือ ยาทั้งสองชนิดนี้ผลิตขึ้นโดยบริษัทยาข้ามชาติเดียวกัน

ต่างกันแค่เพียง ยาชนิดแรกระบุข้อบ่งชี้ไว้ว่าสำหรับรักษาจอตา ส่วนยาชนิดหลังระบุไว้ว่าเป็นยาต้านมะเร็ง

เดิมทีบริษัทยาข้ามชาติได้ผลิตยาต้านมะเร็งขึ้นมาก่อน ยาดังกล่าวถูกใช้อย่างแพร่หลาย และมีจักษุแพทย์ในต่างประเทศนำเอาไปใช้รักษา “โรคจอตา” เพราะมีราคาถูก

แม้ว่ายอดขายยาต้านมะเร็งจะเพิ่มมากขึ้น แต่บริษัทยาข้ามชาติผู้ผลิตมองว่าเป็นการใช้ยาผิดประเภท จึงทำการผลิตยาออกมาอีกหนึ่งชนิด ส่วนผสมคล้ายคลึงกับของเดิม แต่ระบุข้อบ่งชี้ไว้ว่าใช้สำหรับรักษาจอตาโดยเฉพาะ

ราคาเปิดตัวแพงขึ้นกว่าเดิม 40-80 เท่าตัว

...

ที่ประเทศอังกฤษ บริษัทยาได้ยื่นฟ้องแพทย์ท้องถิ่นจากพฤติกรรมนำยาต้านมะเร็งมารักษาโรคจอตา

ทว่า เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศาลแห่งอังกฤษและเวลส์ได้พิพากษาว่าจักษุแพทย์ท้องถิ่น “ไม่ผิด”

ศาลวินิจฉัยว่า การที่แพทย์เลือกใช้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab ด้วยเหตุผลด้านราคาเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

นั่นเพราะ ทั้งยาต้านมะเร็งและยารักษาจอตาของบริษัทยา ไม่ได้มีผลการรักษาและความปลอดภัยที่แตกต่างกัน

ปัจจุบัน จักษุแพทย์หลายประเทศทั่วโลกยังคงใช้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab รักษาโรคจอตา เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการรักษาได้

...

สำหรับประเทศไทย ทุกวันนี้มีผู้ป่วยจอตาเสื่อมจากภาวะสูงอายุ หรือโรคเบาหวาน ประมาณปีละ 1 หมื่นราย

แนวโน้มผู้ป่วยยังเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี

การรักษาด้วยยาฉีดชนิดนี้ เฉลี่ยแล้วผู้ป่วย 1 ราย รวมแล้วจะต้องฉีด 6 เข็ม (ข้างละ 3 เข็ม)

ถ้าใช้ยารักษาจอตา สนนราคาเฉียดๆ 3 แสนบาท

ถ้าใช้ยาต้านมะเร็ง คาดว่าไม่เกิน 6,000 บาท

...

ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2555

คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ประกาศให้บรรจุยาต้านมะเร็ง Bevacizumab สำหรับรักษาโรคจอตาได้ “เป็นประเทศแรกของโลก”

ถัดจากนั้น 1 ปี องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab อยู่ในรายการยา Model Lists of Essential Medicines (รายชื่อยาจำเป็นที่มีในบัญชียา) สำหรับโรคจอตา

...

เมื่อยาต้านมะเร็ง Bevacizumab อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จึงให้สิทธิโรงพยาบาลเบิกจ่ายเพื่อใช้รักษาคนไข้ได้อย่างฟรีๆ

ทว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจและข้าราชการ กรมบัญชีกลางเปิดช่องให้ใช้ยาชนิดใดก็ได้

แพทย์ส่วนใหญ่จึงเลือกเบิกแต่ยารักษาจอตา Ranibizumab

งบประมาณประเทศจึงพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล

ประมาณการกันว่า แต่ละปีหมดเงินไปไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท กับยาชนิดนี้เพียงอย่างเดียว

...

เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจอย่างปราศจากข้อสงสัย

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนงบประมาณให้ โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ ชมรมจอตา ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลขอบการฉีดยาต้านมะเร็ง Bevacizumab และ Ranibizumab เข้าวุ้นตาในการรักษาผู้ป่วย

ผลการศึกษา ชี้ชัดว่า ยาทั้งสองชนิดนี้ ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่ของ “ความปลอดภัย”

ขณะที่ “ประสิทธิผล” ในการรักษา หากผู้ป่วยได้รับการฉีดครบ 3 เข็ม ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab ให้ผลการรักษาที่ดีมากกว่าด้วย

คิดเป็น 47% ต่อ 28-38%

แต่หากฉีดแค่เข็มเดียว ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab ให้ผลการรักษาที่น้อยกว่าเล็กน้อย

คิดเป็น 33-35% ต่อ 36-42%

...

คณะนักวิจัย ได้สรุปผลการศึกษาเสนอต่อ รมว.สาธารณสุข โดยให้ความเห็นว่า ควรให้ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ กำหนดให้ใช้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab เป็นทางเลือกแรก สำหรับผู้ป่วยโรคจุดภาพชัดของจอตาเสื่อมจากเหตุสูงวัยชนิดที่มีหลอดเลือดงอกผิดปกติ (AMD) และโรคจุดภาพชัดบวมน้ำจากโรคเบาหวาน (DME)

ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุน และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจาก 2 โรคข้างต้นแล้ว การใช้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab รักษาโรคหลอดเลือดดำที่จอตาอุดตัน (RVO) มีโอกาสทำให้ผู้ป่วยมีค่าระดับสายตาดีขึ้นด้วย จึงเสนอให้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ขยายข้อบ่งชี้ต่อไป

...

ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ แพทย์และนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ก่อตั้ง HITAP และหัวขบวนในการทำการศึกษาวิจัย อธิบายว่า ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab ผลิตออกมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และจักษุแพทย์เห็นว่าผลของยาน่าจะใช้รักษาโรคจอตาได้ จึงมีการทดลองใช้ และพบว่าผลการรักษาเป็นไปในทิศทางที่ดีกว่าวิธีการรักษาเดิมคือการฉายแสง

จึงตีพิมพ์เป็นรายงานทางการแพทย์ต่อๆ กันทั่วทั้งโลก และทั่วทั้งโลกก็เลือกใช้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab มาฉีดรักษาจอตา

เมื่อบริษัทยาทราบว่าผลการรักษาโรคจอตาด้วยยาต้านมะเร็ง Bevacizumab ดีมาก และเป็นที่ยอมรับของแพทย์ทั่วโลก จึงผลิตยาตัวใหม่ออกมาขาย ระบุข้อบ่งชี้ว่าใช้สำหรับรักษาโรคตา โดยบวกราคาเพิ่มมากถึง 40-80 เท่า

“จากนั้นบริษัทยาจึงไปฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นในประเทศอังกฤษ ว่าซื้อยาไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย นั่นทำให้จักษุแพทย์ในไทยจำนวนมากเป็นกังวล ไม่กล้าฉีด แต่หากไม่ฉีดก็จะทำให้คนไข้ปีละ 700-800 ราย ตาบอด จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัย เพื่อนำเสนอ รมว.สธ.ให้มีนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง” ดร.นพ.ยศ กล่าว

ดร.นพ.ยศ อธิบายต่อว่า เมื่อราวๆ 5 ปีก่อน ประเทศไทยได้ประกาศให้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab อยู่ในยาบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยมีข้อบ่งชี้ในการฉีดตาได้ ขณะนั้นเกิดเป็นเรื่องใหญ่เพราะบริษัทยาข้ามชาติจะฟ้องรัฐบาลไทย

ทว่า ขณะนี้ผลการพิพากษาของศาลอังกฤษก็ระบุออกมาแล้วว่า องค์กรท้องถิ่นซื้อยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนรักษาตามาฉีดตา ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขึ้นทะเบียนของบริษัทยาแต่อย่างใด

“หน้าที่ของบริษัทยาคือการขึ้นทะเบียน แต่การใช้เป็นเรื่องของแพทย์ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้เพื่อรักษาโรคอื่นๆ แต่หากยานั้นมีประโยชน์และใช้รักษาได้ ย่อมเป็นเรื่องของแพทย์ในการนำไปใช้ ตัวอย่างเช่น ยาไวอาก้า ในขนาดที่เหมาะสม สามารถช่วยรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจรั่วในเด็กได้” อาจารย์ยศ กล่าว

...

นอกจากทิศทางของนโยบายในการกำหนดให้ใช้ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab เป็นทางเลือกแรกในการรักษาผู้ป่วยจอตาแล้ว

อีกสิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขควบคู่กันไปก็คือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ทุกวันนี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในแวดวงการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก เนื่องจากบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

กรณียาต้านมะเร็ง Bevacizumab ซึ่งบริษัทยาข้ามชาติจะขายเป็นขวดใหญ่ แต่การนำมาใช้รักษาโรคจอตานั้นจะใช้เพียงเล็กน้อย

ยาต้านมะเร็ง Bevacizumab 1 ขวด สามารถแบ่งฉีดได้ 40-60 เข็ม

ทว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือโรงพยาบาลขนาดเล็กไม่มีงบประมาณที่จะซื้อยาขวดใหญ่ และไม่สามารถแบ่งยาเหล่านี้ได้ เนื่องจากไม่มีสถานที่ เทคโนโลยี และความชำนาญในการแบ่งยา

ทางออกคือ โรงพยาบาลขนาดเล็กต้องไปขอแบ่ง หรือขอซื้อต่อมาจากโรงพยาบาลใหญ่

ทว่า พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ระบุว่า การดำเนินการเช่นนี้ทำไม่ได้

นั่นคืออุปสรรคหนึ่งของการรักษา และสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ขรก.ผิดอีกแล้ว • 2018-11-26, 11:40
เรื่องของหมอ เรื่องของกรมบัญชีกลาง เรื่องของรัฐบาล แต่พาดหัวข่าวยังกับว่าข้าราชการไทยทุจริตประพฤติมิชอบในการซื้อยาแพงมาใช้เอง......"‘ข้าราชการไทย’ ใช้ยารักษา ‘จอตา’ แพงกว่าทั่วโลก 80 เท่า"..... ทั้งๆที่ข้าราชการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยว่าเป็นยาอะไร ราคาเท่าไหร่ ขอให้รักษาตา(ที่ไม่ใช่ผัวของยาย)ให้หายก็แล้วแต่หมอจะพิจารณาดำเนินการ และไม่เฉพาะแต่ข้าราชการหรอกครับ คนไทยที่พอมีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองเขาก็คงซื้อยาตัวนี้แพงในระดับเดียวกัน หรืออาจจะแพงกว่าอีกหลายเท่าตัวถ้าหากไปใช้บริการใน รพ.เอกชน

ความคิดเห็นล่าสุด

...
kelvin carmichael
12 ชั่วโมง 32 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

...
kelvin carmichael
12 ชั่วโมง 32 นาที ago
กลับด้านบน