วารสารการแพทย์ระดับโลกตีพิมพ์นวัตกรรมคนไทย สมุนไพรเพิ่มน้ำนม ผลชัดเพิ่มน้ำนมแม่หลังคลอด 103%

“Breastfeeding Medicine” วารสารการแพทย์ระดับโลก ตีพิมพ์เผยแพร่ นวัตกรรมฝีมือคนไทย สมุนไพรเพิ่มน้ำนม “ฟีนูแคปพลัส” ผลทดลองคลินิกชัด ช่วยเพิ่มน้ำนมแม่หลังคลอด 103% ใน 4 สัปดาห์ ทั้งน้ำนมมีคุณภาพ วิตามินเอสูงช่วยการมองเห็น หลัง อย.ออกข่าวเตือนกระทบธุรกิจ ต้องใช้วิทยาศาสตร์พิสูจน์นาน 3 ปี ระบุไม่โทษ อย.เป็นหน้าที่ ทำตาม กม. แต่ควรถามข้อมูลฝ่ายถูกกล่าวหาก่อนออกข่าว

นายพินิจ เขื่อนสุวงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สมุนไพรบ้านอาจารย์ จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมสมุนไพรเพิ่มน้ำนม ภายใต้สิทธิบัตรแบรนด์ “ฟีนูแคปพลัส” ว่า เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ช่วงภรรยาตั้งท้องเราตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่พอหลังคลอดน้ำนมแม่มีน้อยมาก แม้ว่าภรรยาจะกินสมุนไพรและอาหารทุกตำรับแล้วก็ตาม แต่น้ำนมที่ได้ก็ไม่เพียงพอ จนกระทั่งมาทราบข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรลูกซัด ซึ่งในตอนนั้นก็สงสัยเช่นกันว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ และมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง โดยตนทำงานเป็นนักวิจัยที่ สวทช. จึงได้พูดคุยกับเพื่อนที่เชี่ยวชาญสมุนไพรซึ่งทำงานที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีที่อยู่ภายใต้ สวทช.ด้วยกัน และทราบว่าเป็นสมุนไพรที่ในต่างประเทศใช้กันมานานแล้ว เพียงแต่ในไทยยังไม่มีใครรู้จัก และจากที่ลองนำมาให้ภรรยากินเพียง 2 วันก็เห็นผล แม่มีน้ำนมออกมามาก

ทั้งนี้ในช่วงแรกส่วนตัวไม่คิดทำธุรกิจนี้ แต่เนื่องจากในกระทู้เว็บไซต์พันทิป มีกลุ่มแม่ที่คลอดบุตรที่มีปัญหาน้ำนมไม่พอมาก จึงได้ทำแจกเป็นการช่วยเหลือแม่ที่มีปัญหาน้ำนมไม่เพียงพอด้วยกัน เนื่องจากเดิมที่บ้านทำธุรกิจขายยาจีนและสมุนไพรอยู่แล้ว แต่พอทำมาประมาณ 2-3 เดือน ปรากฎว่ามีคนมาขอสมุนไพรลูกซัดมากขึ้น เพราะเป็นสมุนไพรที่หาได้ยาก แม้จะมีขายตามร้านเครื่องเทศก็เป็นลูกซัดสำหรับใช้ทำอาหาร เนื่องจากลูกซัดที่ช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ได้นั้น จะต้องมีสารสำคัญที่ต้องมีการเก็บผลในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อจำนวนการขอลูกซัดที่เข้ามามากก็เริ่มเข้าเนื้อแจกไม่ไหว ต่อมามีคนถามในพันทิปว่าทำไมไม่ทำขายจึงเป็นที่มาของการพัฒนาและผลิตนวัตกรรมสมุนไพรเพิ่มน้ำนมนี้

นายพินิจ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการเริ่มต้นการผลิตขายสมุนไพรเพิ่มน้ำนมนี้ ขั้นตอนมีความยุ่งยากพอควร เพราะต้องคุยกับแพทย์แผนไทยและเภสัชกร ทั้งต้องยื่นขึ้นทะเบียนอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน แต่พอยื่นไป ปรากฏว่า อย.ไม่รับจดทะเบียนให้โดยให้เหตุผลว่าเป็นสมุนไพรที่ไม่มีในสารระบบ ด้วยที่ตนเองเป็นนักวิจัย ซึ่งรับราชการที่ สวทช.จึงสู้ด้วยหลักฐานวิจัยต่างๆ โดยรวบรวมข้อมูลการวิจัยทั้งที่ยุโรปและสหรัฐฯ มายืนยัน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย สมุนไพรเพิ่มน้ำนมของบริษัทเราจึงได้รับการขึ้นทะเบียน อย.เป็นเจ้าแรก และได้รับกระแสการตอบรับที่ดี ทำให้มีคู่แข่งการตลาดเกิดขึ้น ดังนั้นต่อมาจึงได้มีการปรับสูตรจากสมุนไพรเชิงเดี่ยวที่มีลูกซัดอย่างเดียว เป็นสมุนไพรเชิงซ้อนที่มีสมุนไพรขิงและขมิ้นเป็นส่วนประกอบ เพื่อทำให้การเพิ่มน้ำนมมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

ในช่วง 3 ปีแรกของนวัตกรรมสมุนไพรเพิ่มน้ำนมนี้ดีมาก โดยนวัตกรรมเราเป็น 1 ใน 3 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเลือกจาก สวทช.ส่งไปประกวดงานนวัตกรรมที่ประเทศมาเลเซีย และได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับเด็กลับมา และต่อมายังถูกส่งไปประกวดนวัตกรรมใหม่ที่ประเทศเกาหลี งานนี้เราก็ได้รับรางวัล กลับมาเช่นกัน ทั้งยังได้รับการตอบรับทางการตลาดดีมาก แต่กระทั่งในปีที่ 5 มีข่าวเกิดขึ้นว่า มีแม่ที่กินสมุนไพรเพิ่มน้ำนมของบริษัทเราแล้ว ทำให้เด็กป่วยมีภาวะเลือดออกในสมอง และมีคนร้องเรียนไปที่ อย. และ อย.ก็รับลูกโดยรีบออกข่าวเตือน โดยไม่สอบถามข้อมูลทางบริษัทก่อน

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมได้ลงพื้นที่ไปตามข้อมูลเอง ปรากฏว่าข่าวที่เกิดขึ้นเป็นคนละเรื่องที่เข้าใจผิด โดยมีเด็กป่วยและมีภาวะเลือดออกในสมองจริง แต่สาเหตุนั้นหมอไม่เคยระบุว่ามาจากแม่ที่กินสมุนไพรเพิ่มน้ำนมของบริษัทเรา เพียงแต่คุณหมอถามแม่เด็กว่า ก่อนหน้านี้กินอะไรมาบ้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีสมุนไพรเพิ่มน้ำนม ดังนั้นจึงไม่เคยมีการวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นภาวะที่เกิดจากการกินสมุนไพรเพิ่มน้ำนมแต่อย่างใด ซึ่งก็ได้นำเรื่องนี้ไปชี้แจงและให้ข้อมูลกับ อย.ด้วย”

นายพินิจ กล่าวว่า หลังการออกข่าวเตือน อย.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาเก็บผลิตภัณฑ์ในล๊อตดังกล่าวไปตรวจสอบปรากฏว่าก็ไม่พบอะไรหลังใช้เวลานานถึง 6 เดือน ซึ่งผลิตภัณฑ์เราผ่านการตรวจสอบหมด ทั้งนี้เมื่อถามเจ้าหน้าที่ อย.ว่าจากข่าวที่ อย.แถลงก่อนหน้านี้จะมีการชี้แจงต่อสาธารณะอย่างไรหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าทั้งหมดเป็นเอกสารราชการ ถ้าจะนำไปเผยแพร่ต้องได้รับการอนุญาตจากเลขาธิการ อย.ก่อน พร้อมระบุว่า อย.เป็นหน่วยงานในการทำหน้าที่จับและควบคุม ไม่มีหน้าที่ในการชี้แจงข่าว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ทั้งนี้ในการดำเนินการของ อย.มีเพียงระบุว่าข้อมูลที่บริษัทเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์นั้น มีข้อความว่า “เพิ่มน้ำนม” ที่ผิดตามกฎหมาย เนื่องจากในอาหารเสริมจะต้องไม่มีข้อความที่แสดงสรรพคุณหรือมีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ ซึ่งบริษัทได้เสียค่าปรับ 2,000 บาท

ผลที่ตามมาข่าวนี้ได้มีการนำมาโจมตีทางธุรกิจ โดยมีการนำมาเสนอในโลกออนไลน์ต่อเนื่อง ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนักวิจัยพลังงานนิวเคลียร์ที่ฝรั่งเศส จึงมีวิธีคิดแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์จึงเป็นที่มาของการทำวิจัยประสิทธิผลของนวัตกรรมสมุนไพรเพิ่มน้ำนม “ฟีนูแคปพลัส” มีการทดสอบทางคลินิกว่าสามารถทำให้น้ำนมแม่เพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ โดยใช้ทีมวิจัยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเพื่อให้ผลการวิจัยเป็นที่ยอมรับ ทั้งหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการทำวิจัยจึงมีรายละเอียดมาก เช่น แม่ที่เข้าร่วมวิจัยทางคลินิก ต้องเป็นแม่ที่คลอดลูกคนแรกและให้น้ำนมบุตร ไม่เคยใช้ยาสมุนไพรกระตุ้นน้ำนมมาก่อน ไม่มีโรคประจำตัว และเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเองเต็มเวลา และในจำนวนแม่ที่เข้าร่วมทดสอบทางคลินิก 50 คน จะแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแม่ที่กินสมุนไพรเพิ่มน้ำนมและกลุ่มแม่ที่กินแป้งหลอก โดยกินสมุนไพรเพิ่มน้ำนมวันละ 9 เม็ด ก่อนอาหาร 3 มื้อ โดยแม่ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะได้รับแจกเครื่องปั๊มน้ำนมยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน ทั้งต้องผ่านการอบรมเรื่องน้ำนมแม่จากโรงพยาบาลเลิดสินทุกคน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

การวัดผลจะมีการเก็บข้อมูลปริมาณน้ำนมที่เพิ่มขึ้นทุก 2 สัปดาห์ โดยค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำนมแม่ก่อนการทดลอง ในกลุ่มที่ได้รับสมุนไพรอยู่ที่ 710 มล.ต่อวัน และในกลุ่มยาหลอกอยู่ที่ 736 มล.ต่อวัน ไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่หลังจากกินสมุนไพรในสัปดาห์ที่ 2 พบว่า ปริมาณน้ำนมในกลุ่มมารดาที่กินสมุนไพรเพิ่มขึ้น 49% และในสัปดาห์ที่ 4 เพิ่มสูงขึ้นถึง 103 % อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ ซึ่งสูงขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกที่เพิ่มขึ้นเพียง 11% และ 24% ในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำนม เนื่องจากมีการระบุว่าน้ำนมที่ได้หลังจากกินสมุนไพรมีคุณภาพลดลง ซึ่งจากผลพิสูจน์พบว่าน้ำนมที่ได้มีวิตามินสูงขึ้น โดยเฉพาะวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น รวมถึงยังมีการตรวจเลือดแม่เพื่อดูเอ็นไซม์ในตับว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะมีผู้ระบุว่ากินสมุนไพรแล้วจะส่งผลต่อตับ ปรากฎว่าเอ็นไซม์ตับไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

“จากผลการวิจัยดังกล่าวและกระบวนการวิจัยที่ดำเนินอย่างเข้มงวด จึงได้เสนอลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับโลก “Breastfeeding Medicine” (ดู ที่นี่) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่เป็นวารสารการแพทย์ชั้นนำ 1 ใน 5 อันดับของโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะตีพิมพ์นวัตกรรมวัคซีนและยารักษาโรค ทั้งสมุนไพรเพิ่มน้ำนมนี้ยังเป็นนวัตกรรมไทยชิ้นแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารนี้ด้วยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ยังได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

นายพินิจ กล่าวต่อว่า วันนี้สมุนไพรเพิ่มน้ำนมได้ผ่านการพิสูจน์ทุกอย่างแล้ว เมื่อเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องชี้แจงด้วยวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยโกหกใคร ส่วนการออกมาแถลงข่าวเตือนของ อย.มองว่าเป็นการทำตามหน้าที่ และการที่ อย.แจ้งว่าบริษัททำผิดกฎหมายที่มีการระบุข้อมูลแสดงสรรพคุณทางเว็บไซต์ ก็เป็นประกาศหลักเกณฑ์ อย.ที่ใช้มา 40 ปีที่แล้ว ไม่เอื้อต่อการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ ซึ่งทราบว่าขณะนี้ อย.อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน สำหรับในช่วง 3 ปีของการพิสูจน์ประสิทธิผลสมุนไพรเพิ่มน้ำนม เพราะเราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่าถูกต้อง และสิ่งที่เกิดขึ้นมองว่าได้มากกว่าเสีย ได้บทเรียนและประสบการณ์ แต่ที่สุดก็ผ่านมาได้และวันนี้นวัตกรรมสมุนไพรเพิ่มน้ำนมได้รับการยอมรับแล้ว

ต้นลูกซัด

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

Sattawat
1 วัน 5 ชั่วโมง ago
Anonymous
1 วัน 13 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Sattawat
1 วัน 5 ชั่วโมง ago
Anonymous
1 วัน 13 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน