เกิดผืนดินไทย “ชื่อจีน ใช้แซ่” ดิ้นรนขอทำบัตร ปชช. หวังได้สิทธิบัตรทองหลักประกันยามป่วย

โชคชะตาช่างเล่นตลก เธอมีพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน 3 คน เธอเป็นลูกคนที่สอง ตอนเด็กๆแม่ไปทำเรื่องขอย้ายทะเบียนบ้านจากพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มาอยู่บ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา การขอย้ายชื่อของพี่สาว น้องสาว ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะแม่เป็นคนไปแจ้งเกิด ใช้ชื่อจีน นามสกุลแม่ มีเพียงชื่อของเธอเท่านั้นไม่สามารถย้ายเข้าทะเบียนบ้านใหม่ได้ เนื่องจากพ่อเป็นคนจีน ไม่รู้หนังสือไทย ตอนพ่อไปแจ้งเกิด พ่อตั้งชื่อลูก ด.ญ.ม่วยยิ้น แซ่หลิว ใช้แซ่ของพ่อ เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าจะย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านจะต้องมีใบต่างด้าว แล้วจะไปหาใบต่างด้าวมาจากไหนล่ะ แม่ก็คนไทย เราเกิดบนผืนแผ่นดินประเทศไทย

ม่วยยิ้น แซ่หลิว หรือ น.ส.ปราณี สอยทรัพย์ ปัจจุบันอายุ 57 ปี บอกว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นทำให้เธอตกสำรวจ ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่สามารถทำบัตรประชาชนจนถึงทุกวันนี้ เมื่อไม่มีบัตรประชาชน ทำให้ชีวิตสูญเสียโอกาสมากมาย อย่างเกิดเจ็บป่วยเธอไม่มีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิบัตรทองเหมือนคนอื่น ทุกครั้งที่มีอาการป่วยไม่ว่าจะป่วยมากหรือป่วยน้อยจะต้องหาเงินมาจ่ายค่ารักษาตัวเอง ขณะเดียวกันยังไม่สามารถไปสมัครงานตามโรงงานได้ ชีวิตทำได้เพียงเป็นลูกจ้างหรือค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

ตอนเด็กถึงแม้ว่าจะย้ายทะเบียนบ้านไม่ได้ ยังโชคดีมีใบเกิด ทำให้โรงเรียนจันทร์ประชาสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รับเข้าเรียนหนังสือ เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และได้รับใบประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ นับเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้ ที่สามารถยืนยันได้ว่าเธอเติบโต เรียนหนังสือในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ความรู้เพียง ป. 4 ของเธอ ในปัจจุบันยังสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้คล่อง

จากนั้น น.ส.ปราณี เล่าชีวิตวัยเยาว์จนถึงปัจจุบันให้ฟังว่า ฐานะทางบ้านยากจนพ่อแม่ทำงานก่อสร้าง พอเธอเรียนจบ ป. 4 ได้ย้ายตามพ่อแม่มาอยู่สลัมใต้สะพานใหม่ กรุงเทพมหานคร เข้ามาทำงานก่อสร้าง ต้องแบกหาม ผสมปูน ผูกเหล็ก และอื่นๆ ทำทุกอย่างที่เขาสั่ง ลูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องทำงานก่อสร้างมันเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ต้องตากแดดตากฝน แลกกับค่าจ้างวันละ 100 กว่าบาท จากความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องกรำงานทั้งวัน เวลานอนจะหลับสนิทเพื่อเก็บแรงไว้ต่อสู้ในวันรุ่งขึ้น

พออายุครบกำหนดทำบัตรประชาชน เธอนำใบเกิดไปจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อขอทำบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ดูหลักฐานแล้วแจ้งว่าทำบัตรประชาชนให้ไม่ได้ เพราะในใบเกิดใช้ชื่อจีน ใช้แซ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ขอใบต่างด้าวของเธอและใบต่างด้าวของเตี่ย เราไม่มีใบต่างด้าว ก็วิงวอนขอร้องเจ้าหน้าที่ช่วยทำบัตรประชาชนให้เธอกระทั่งเจ้าหน้าที่หันมาพูดว่าถ้ายังพูดกันไม่รู้เรื่อง จะไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับเตี่ยเข้าคุก วันนั้นจึงไม่ได้ทำบัตรประชาชน

“ตอนนั้นกลัวเขาจะเรียกตำรวจมาจับเตี่ย เธอรู้ว่าเตี่ยไม่มีใบต่างด้าว เตี่ย ตามครอบครัวมาจากเมืองจีนมาอยู่เมืองไทย ตั้งแต่เตี่ยอายุ 9 ขวบ ไม่ได้แจ้งขอใบต่างด้าว อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ว่าไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้แน่นอน เดินลงบันไดอำเภอบ้านโพธิ์ น้ำตาไหล รู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง พอกลับมาถึงบ้านได้เล่าเหตุการณ์ที่เจอะเจอในการขอทำบัตรประชาชนให้แม่กับเตี่ยฟัง แม่ฟังจบ หันไปต่อว่าเตี่ย ให้ไปแจ้งใบเกิดให้ลูก ไปแจ้งยังไง ทำไมใช้ชื่อจีนใช้แซ่ ย้ายชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้านไม่ได้ ทำบัตรประชาชนไม่ได้ จากปัญหาดังกล่าวเป็นต้นเหตุให้แม่กับเตี่ยทะเลาะกัน กระทั่งเธอต้องยกมือไหว้ขอร้องให้แม่กับเตี่ยหยุดเถียงกัน”

เมื่อทำบัตรประชาชนไม่ได้ ก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติ เช้าตื่นไปทำงานก่อสร้างซึ่งทำอยู่หลายปีจนได้ปรับค่าแรงวันละกว่า 200 บาท ตอนนั้นมีแฟนและตั้งท้อง คิดว่างานก่อสร้างหนักเกินไปสำหรับคนท้อง จึงหันเหชีวิตมารับจ้างกำดอกไม้แถวสะพานใหม่ เหนื่อยน้อยกว่าได้ค่าแรงใกล้เคียงกัน เธอรับจ้างกำดอกไม้ ร้อยพวงมาลัย กระทั่งคลอดลูกกับสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยแจ้งชื่อ น.ส.ปราณี สอยทรัพย์ เพราะถ้าแจ้งชื่อจีน ใช้แซ่ เกรงว่าจะมีปัญหาอีก ส่วนค่าคลอดลูกต้องจ่ายเองทั้งหมด ส่วนลูกสาวพ่อเขาเช็นรับรองบุตร ต่อมาเลิกกับแฟนตอนลูกประมาณ 3 ขวบ จึงไปขออาศัยกับพี่สาวแม่เดียวกันแต่คนละพ่อ ที่ธัญบุญรีคลอง 2 จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนอาชีพมาขายอาหารตามสั่งอยู่บ้านพี่สาว พอมีรายได้มาเลี้ยงลูกเลี้ยงตัวเอง ซึ่งเธอขายอาหารตามสั่งจนถึงปี 2540 ช่วงนั้นจำได้ว่าประเทศไทย เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจฟองสบู่แตก คนตกงานจำนวนมาก ลูกค้าน้อยอาหารตามสั่งขายไม่ดี ก็เลิกขายกลับมารับจ้างกำดอกไม้ ร้อยพวงมาลัย ตามเดิม

ช่วงที่กลับมานั่งกำดอกไม้ ร้อยพวงมาลัย มักจะมีอาการปวดหลัง ผสมกับกินข้าวไม่เป็นเวลา จึงมีอาการปวดท้องบ่อยๆ มีอาการเวียนหัวบ่อย บางวันเป็นมากถึงขั้นอาเจียน ซึ่งตอนแรกที่ป่วยได้ไปซื้อยาจากร้านขายยามากินก็ไม่หาย จึงตัดสินใจไปตรวจที่คลินิกแห่งหนึ่งโดยใช้ชื่อ ปราณี ผลการตรวจออกมาพบว่าป่วยด้วยโรคกระเพาะ มีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ไม่พบโรคความดัน เบาหวาน ซึ่งหมอจ่ายยามาให้กินอาการดีขึ้น ปัญหาการไปรักษาที่คลินิกครั้งหนึ่งมีค่ารักษาหลักพันบาทขึ้นไป เพื่อลดค่ารักษา เธอเลือกวิธีเก็บตัวอย่างยาไว้ เมื่อไหร่ที่มีอาการป่วยเวียนหัว อาเจียน ปวดท้อง จะนำตัวอย่างยาไปซื้อยาที่ร้านขายยามากินแทนไปหาหมอที่คลินิก ซึ่งการนำตัวอย่างยาไปซื้อถูกกว่าไปหาหมอหลายเท่าตัว

หลังจากหายป่วยเธอหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น พยายามกินข้าวให้ตรงเวลา พร้อมทั้งหาเวลาออกกำลังกาย เต้นแอโรบิค วิ่ง ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ช่วงก่อนออกจากบ้านหรือกลับเข้าบ้านตอนเลิกงาน เธอจะยืดเส้นยืดสายทำท่าทางเหมือนที่เคยดูในรายการทีวี 10-15 นาที คือให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เพราะตอนนั่งกำดอกไม้ ร้อยพวงมาลัย มักจะนั่งอยู่ท่าเดียวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ชีวิตคนจนเงินแต่ละบาทมีค่ามาก เธอต้องการเก็บเงินไว้ส่งลูกเรียนหนังสือ ถ้าลูกได้เรียนสูงๆ มีงานดีๆ ทำ จะได้ไม่ลำบากเหมือนแม่ พร้อมกันนี้เธอยังใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยจะปรุงอาหารกินเองทุกมื้อ เน้นซื้อประเภทปลา ผัก ไข่ ซึ่งการทำกับข้าวกินเองนอกจากประหยัดเงินแล้วยังมั่นใจว่าอาหารสะอาดถูกหลักอนามัยด้วย

ปราณี เล่าว่า แต่แล้ววันหนึ่งมีคนมาส่งข่าวว่าแม่ป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล เธอรีบไปเยี่ยมแม่ หมอบอกว่าแม่เป็นอัมพฤกษ์ แม่นอนรักษาตัวอยู่หลายวัน ตอนนั้นก็โทรศัพท์ปรึกษาญาติพี่น้องว่าใครพอจะมีเวลาว่างช่วยดูแลแม่ได้บ้าง ซึ่งทุกคนก็มีภาระต้องดูแลครอบครัวตัวเอง พอหมอให้พาแม่กลับมาดูแลต่อที่บ้านเธอจึงตัดสินใจหอบหิ้วแม่มาอยู่ด้วย ก็ดูแลแม่ตามที่พยาบาลสอน ถึงวันหมอนัดตรวจอาการก็จะพาไปหาหมอ อย่างไรก็ตาม ยังโชคดีมี อสม.เข้ามาวัดความดัน ช่วยทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ส่วนลูกสาวโตพอจะช่วยดูแลยาย กลับจากโรงเรียนจะเก็บจานชามแก้วน้ำของยายไปล้างและช่วยทำความสะอาดบ้าน สำหรับอาหารเธอจะทำไว้แล้วตักใส่จานชามซึ่งมีฝาปิดไว้ให้ ถ้าแม่หิวก็กินได้ทันที คือแม่พอช่วยเหลือตัวเองบ้าง ตักข้าวกินเองได้

ช่วงที่ลำบาก น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถพักบ้านที่ดอนเมือง เพราะน้ำท่วมสูงมาก เธอตัดสินใจพาแม่และลูกมาหาห้องเช่าอยู่ใกล้ๆ วัดสระเกศ จากนั้นตระเวนออกไปหางานทำ รับจ้างไปเรื่อยๆ พอให้มีรายได้มาจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และอื่นๆ ซึ่งเธอได้งานร้านอาหารและรับจ้างทั่วไป ช่วงนั้นเธอนอนที่ร้านอาหาร อาทิตย์หนึ่งถึงจะซื้อข้าวสารอาหารแห้งและของใช้ที่จำเป็นมาให้แม่กับลูก พอดีวัดสระเกศจัดงานวัดซึ่งตรงกับเทศกาลลอยกระทง เธอมารับจ้างขายเสื้อผ้าที่งานวัดสระเกศแล้วนอนพักห้องเช่ากับแม่และลูกสาว เธอเช่าอยู่ที่นี่และทำงานรับจ้างทั่วไปอยู่หลายเดือนจนกระทั่งน้ำลด เธอกลับมาทำความสะอาดบ้านที่ดอนเมืองแล้วย้ายกลับมาอยู่บ้านและรับจ้างกำดอกไม้เหมือนเดิม หลังจากนั้นไม่กี่ปีแม่ได้เสียชีวิต

ปราณี เล่าว่า ในระหว่างที่ลูกสาวเรียนมหาวิทยาลัยนอร์ท ลูกทำงานพาร์ทไมท์เพื่อหารายได้มาใช้จ่ายระหว่างเรียนด้วย ส่วนค่าเทอมลูกสาวได้ทำเรื่องกู้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งปัจจุบันลูกสาวเรียนจบปริญญาตรีแล้วและได้ทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมาเกือบ 3 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ลูกสาวได้งานทำและบรรจุเป็นพนักงาน ลูกสาวได้ไปผ่อนชำระหนี้คืน กยศ.ตามเงื่อนไขของกองทุนแล้ว

หลังเรียนจบลูกสาวทำงานและมีครอบครัว มีหลาน 1 คน ต่อมาลูกสาวเลิกกับแฟน โดยลูกสาวเลี้ยงลูกเอง เพราะพ่อเด็กไม่ได้รับรองบุตร ปัจจุบันหลานอายุเกือบ 3 ขวบ

หลังลูกเรียนจบและมีงานทำ เธออยู่กับลูกสาว ช่วยเลี้ยงหลาน ไม่ได้รับจ้างกำดอกไม้แล้ว แต่ทำดอกมะลิกระดาษทิชชู่อยู่กับบ้าน 100 ดอก 25 บาท ทั้งวันทำได้ประมาณ 500 ดอก มีรายได้ 125 บาท พอเลี้ยงตัวเองได้ ขอเพียงอย่าเจ็บป่วย

ปราณี เล่าว่า ช่วงสงกรานต์เธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม ข้อมือซ้น กระดูกโปนออกมา เธออยากจะไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ แต่ไม่กล้าไปเนื่องจากมีคนบอกว่าค่ารักษาหลายหมื่นบาท ที่สำคัญไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสิทธิบัตรทอง สุดท้ายไปร้านขายยาซื้อยาแก้ปวดมากินและยามาทา รวมทั้งไปหาหมอนวดแพทย์แผนไทยช่วยรักษากระดูกให้เข้าที่แทน ซึ่งปัจจุบันข้อมือไม่เหมือนเดิมกระดูกยังโปนเล็กน้อย ใช้งานได้ปกติ เพียงแต่เมื่อไหร่ยกของหนักจะรู้สึกปวดทันที

ปราณี บอกว่า ถ้าเธอมีบัตรประชาชนวันที่เธอลื่นล้มคงไปเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลแล้ว

เมื่อปี 2561 ลูกสาวทำเรื่องซื้อบ้านมือสอง หมู่บ้านพฤกษา 20 เทศบาลลำสามแก้ว ปทุมธานี ลูกสาวอยากให้มีชื่อแม่เข้าทะเบียนบ้านหลังนี้ เธอตัดสินใจลองไปยื่นเรื่องทำบัตรประชาชนเทศบาลนครรังสิต เจ้าหน้าที่ไล่ให้กลับไปทำที่บ้านเกิด พอไปทำเรื่องที่บ้านเกิดเขาก็ไม่รับเรื่อง ไล่ให้ไปทำที่เทศบาลลำสามแก้ว ที่ลูกสาวซื้อบ้าน

ยอมรับว่ารู้สึกท้อแท้กับการขอทำบัตรประชาชน ยิ่งครั้งนี้เธอไม่มีใบเกิด เพราะช่วงที่ทำงานก่อสร้างย้ายที่อยู่บ่อย ไม่รู้ว่าหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เหลือเพียงใบประกาศนียบัตรที่ยืนยันว่าเรียนจบ ป. 4 เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยอมทำบัตรให้ รู้สึกสิ้นหวังคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสมีบัตรประชาชนเหมือนคนอื่น

ซึ่งปัญหาการทำบัตรประชาชนรู้ถึง นางสาววิมล ถวิลพงษ์ รองประธานบ้านพูนทรัพย์ ได้ซักถามรายละเอียด เธอก็เล่าให้ฟัง คุณวิมล ฟังจบ บอกว่าเดี๋ยวนี้สามารถตรวจ DNA ได้ และตรวจสอบพยานบุคคล คือญาติพี่น้องหรือคนรู้จัก เพื่อยืนยันว่าเกิดในประเทศไทย พอได้ฟังเธอรู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมาทันที จึงค้นหาหลักฐานที่อาจจะยืนยันได้ เจอรูปถ่ายกับพ่อแม่และน้อง ซึ่งมีเพียงใบเดียว แต่พ่อแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

คราวนี้เธอไปยื่นเรื่องทำบัตรประชาชนที่เทศบาลลำสามแก้ว ซึ่งตอนเช้าก่อนออกจากบ้านเธอถือภาพถ่ายและใบประกาศนียบัตร พร้อมตั้งจิตภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์และระลึกถึงพ่อแม่ขอให้ช่วยเธอสามารถทำบัตรประชาชนได้

“วันนั้นเธอไปยื่นเรื่องที่เทศบาลลำสามแก้ว เจ้าหน้าที่ก็ไล่ให้ไปทำที่บ้านเกิด จะไม่ยอมทำให้ท่าเดียว สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าลองนำเอกสารหลักฐานไปคุยกับปลัดลำลูกกา เธอรออยู่พักหนึ่งจึงได้เข้าพบปลัด เธอเล่าเรื่องให้ฟังและส่งเอกสารที่มีอยู่ให้ดู หลังจากฟังปลัดก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินเรื่องสอบบุคคล ทั้งนี้ ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เธอได้โทรศัพท์ไปสอบถามญาติพี่น้องรวมถึงคนรู้จักที่บ้านโพธิ์ว่ามีเจ้าหน้าที่มาสอบถามเกี่ยวกับเธอหรือไม่ ญาติบอกว่ามา มีเจ้าหน้าที่มาสอบเรียบร้อยแล้ว ถือว่าขั้นตอนคืบหน้าไปกว่า 50 % ระหว่างนี้เธอเฝ้ารอว่าจะมีหนังสือมาถึงเธอให้ไปตรวจ DNA เมื่อไหร่ หรือให้เธอไปทำบัตรประชาชน”

ในใจลึกๆ หวังว่าเร็วๆ นี้เธอจะได้มีบัตรประชาชน พร้อมได้รับสิทธิรักษาเหมือนคนอื่นซะที

“ช่วงสงกรานต์เธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม ข้อมือซ้น กระดูกโปนออกมา เธออยากจะไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ แต่ไม่กล้าไปเนื่องจากมีคนบอกว่าค่ารักษาหลายหมื่นบาท ที่สำคัญไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสิทธิบัตรทอง สุดท้ายไปร้านขายยาซื้อยาแก้ปวดมากินและยามาทา ปัจจุบันข้อมือไม่เหมือนเดิมกระดูกยังโปนเล็กน้อย ใช้งานได้ปกติ เพียงแต่เมื่อไหร่ยกของหนักจะรู้สึกปวดทันที”

 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

Anonymous
2 วัน 7 นาที ago
...
owow2000
2 วัน 3 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Anonymous
2 วัน 7 นาที ago
...
owow2000
2 วัน 3 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน