หมอเจตน์กระทุ้ง สตง.จับปลาใหญ่มากกว่าเพ่งเล็งปลาเล็กที่มีเจตนาบริสุทธิ์

Thu, 2019-04-25 16:25 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ประธาน กมธ.สาธารณสุข แนะ สตง. เอาทรัพยากรไปทุ่มกับการจับปลาใหญ่มากกว่าเพ่งเล็งปลาเล็ก และให้ดูเจตนาการนำเงินไปใช้ด้วยว่าเป็นเจตนาทุจริตหรือไม่ ยกตัวอย่าง สปสช. ใช้เงินด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับประชาชน สตง.ควรให้คำแนะนำ มากกว่าให้เกิดเรื่องแล้วไปเอาผิดในภายหลัง

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชุมครั้งที่ 28/2562 เป็นพิเศษ ซึ่งโดยหนึ่งในวาระการประชุมมีเรื่องการรับทราบรายงานผลการดำเนินงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ 2555 - 2560 ตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ด้วย

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์

ทั้งนี้ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้อภิปรายว่า การทำงานของ สตง. แม้จะทำได้อย่างถูกต้อง แต่ประเด็นคือเป็นการจับปลาเล็กและอยากให้หันไปจับปลาใหญ่มากกว่า เพราะ สตง.มีบุคลากรน้อย งบประมาณก็ไม่มากแต่ภาระหน้าที่เต็มมือ ขณะที่การทุจริตคอรัปชั่นในเมืองไทยมีเยอะมาก ทำอย่างไร สตง.จึงจะหันไปจับปลาใหญ่

นพ.เจตน์ ยกตัวอย่างกรณีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ด้วยความเข้าใจว่าเป็นการจัดการสมัยใหม่ ก็เป็นคุณูปการของ สตง. ที่เข้าไปตรวจแล้วบอกว่าหลายๆ อย่างทำไม่ได้ ทำแล้วผิดกฎหมาย ทำให้ สปสช.ตื่นตัว

อย่างไรก็ดี สตง.ก็ต้องดูผลลัพธ์การทำงานของ สปสช.ด้วยว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน เช่น การนำเงินกองทุนไปช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล 223 ล้านบาท ในมาตรา 41 บอกว่าเอาเงินไปจ่ายเยียวยาความเสียหาย แต่ในมาตรา 42 บอกว่าต้องมีการไล่เบี้ย สตง.ก็บอกว่าทำไมถึงไม่ไล่เบี้ย

"ผมจะอธิบายว่ากรณีการทำผิดของแพทย์มีผิดหลายแบบ ทั้งแบบผิดกฎหมาย ผิดข้อหาละเมิด และกรณีที่ผิดอย่างอื่น เช่น แพทย์รักษาโรคแล้วเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน หรือแม้แต่การให้ยาปฏิชีวนะธรรมดาๆ แล้วคนไข้แพ้ยาจนตาบอด แบบนี้ก็ต้องให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนที่จะลามไปเป็นคดีฟ้องแพทย์ ซึ่งการไล่เบี้ยจะกระทบกำลังใจของผู้ทำการรักษาแล้วจะทำงานได้อย่างไร มันอยู่ที่เจตนาในการรักษาพยาบาล ถ้าท่านใช้มาตรา 42 ไล่เบี้ยเต็มรูปแบบ แบบนี้ทำงานไม่ได้" นพ.เจตน์ กล่าว

หรือกรณีการนำเงินกองทุนไปจัดซื้อยา อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อจัดส่งให้หน่วยบริการนำไปจัดบริการแก่ประชาชน ตรงนี้ก็เป็นการใช้อำนาจทำงานแบบสมัยใหม่ หรือกรณีนำเงินไปให้หน่วยงานที่ไม่ใช่บริการ เช่น กองทุนตำบล ตนคิดว่า สตง. ต้องดูเจตนาการนำเงินไปใช้ด้วยว่าเป็นเจตนาทุจริตหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญมากกว่า

"ผมไม่ได้ต้องการให้ท่านไม่ตรวจสอบหรือตรวจสอบแล้วทำเป็นมองไม่เห็น ผมอยากให้ท่านให้คำแนะนำ ให้ข้อเสนอแนะมากกว่า ถ้าเราป้องกันได้ มันดีกว่าให้เกิดเรื่องแล้วไปตรวจสอบเอาผิดในภายหลัง อยากให้ตรวจสอบในลักษณะป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิด แต่สูงกว่านั้นอยากให้ สตง.เอาทรัพยากรที่มีทุ่มไปกับการจับปลาใหญ่มากกว่าไปเพ่งเล็งปลาเล็กที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ถ้ากฎหมายมีปัญหาก็เสนอแก้ไขกฎหมาย ถ้าเป็นเจตนาที่ดี ไม่ได้มีความเสียหายแล้วมีผลลัพธ์ที่ดีออกมาสู่ประชาชน กับชาติบ้านเมือง ผมคิดว่าตรงนั้นคือเจตนารมณ์ในการตรวจสอบของ สตง." นพ.เจตน์ กล่าว

ด้านนายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า ข้อเสนอให้ดูเจตนาและผลลัพธ์เป็นสำคัญก็ตรงกับแนวนโยบายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ดูในเรื่องผลสัมฤทธิ์มากขึ้น ถ้าทำโดยไม่มีเจตนาทุจริตจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร เช่น เรื่องมาตรา 42 ฯลฯ จะรับไปดูว่าจะมีแนวทางบริหารจัดการอย่างไรให้สามารถทำได้และไม่ผิดกฎหมาย บางเรื่องอาจต้องทำกฎหมายใหม่หรือกฎหมายเฉพาะ เพราะในกฎหมายก็บอกไว้ว่านอกจาก สตง.ตรวจสอบตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ แล้ว ถ้าพบว่าข้อกฎหมายไม่เหมาะสม จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ก็ให้เป็นหน้าที่ สตง.ในการเสนอแนะเรื่องเหล่านี้ด้วย แต่กระบวนการเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนเรื่องให้จับปลาใหญ่ให้มากขึ้นก็รับไปกำหนดเป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไปเช่นกัน

Comments

Submitted by อ่าน พรบ.เสียบ้าง on
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ .........หมวด ๔ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ .................. มาตรา ๓๘ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรียกว่า “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุน และส่งเสริมการจัด บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ......................................................................................................................................................................... สปสช. ก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ........ สตง. ก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้ สปสช.ต้องปฎิบัติตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ......... ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ...... บ้านเมืองและวงการสาธารณสุขที่มีปัญหาวุ่นกันในทุกวันนี้ ก็เพราะพวกกลุ่มคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นคนดีทั้งหลายพยายามทำตามใจตัวเองโดยไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง ทำดีมันต้องทำตามกฎหมายด้วย พยายามทำผิดกฎหมายโดยคิดเอาเองอ้างเอาเองว่าเป็นเป็นการกระทำโดยเจตนาดี เป็นเจตนาสุจริต ...... มันเป็นแค่ข้ออ้างของพวกที่ต้องการทำอะไรตามใจตัวเอง โดยไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง แค่นั้นเอง.

Submitted by ใช้ ม. 44 เลย on
มันมีช่องทางให้ทำได้ โดยที่ สปสช.ไม่ต้องใช้อภิสิทธิเหนือกฎหมายโดยอ้างเจตนาบริสุทธิ์ ...... นั่นคือ สนช. ที่มี นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ก็ต้องดำเนินการแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับความต้องการของ สปสช. แก้ในสภา สนช.ไม่ทันใจ ก็เสนอ หัวหน้า คสช. ให้ใช้ ม.44 ทำการแก้ไขแบบด่วน สปสช.จะได้นำเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเกือบ 2 แสนล้านบาท ไปใช้ได้ตามต้องการด้วยเตนาบริสุทธ์ ไม่ต้องจ่ายให้แค่เฉพาะหน่วยบริการโรงพยาบาลต่าง ๆ ตามวัถุประสงค์หลักใน มาตรา ๓๘ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ .

Submitted by 9 ประเด็นแช่แข็ง? on
9 ประเด็นหลัก พิจารณาร่างหลักประกันสุขภาพ ......... 1. แก้นิยาม "สถานบริการ" เพื่อจ่ายเงินกองทุนให้องค์กรอื่นๆ มาช่วยกันทำงาน ....... ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ที่ใช้อยู่เดิม เงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพสามารถจ่ายให้แก่หน่วยงานบริการ สถานบริการ ผู้รับบริการ และองค์กรปกครองท้องถิ่น แต่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้นำเงินกองทุนไปจ่ายให้กับองค์กรอื่นๆ เข้ามาช่วยกันทำงานด้วย เช่น จ่ายเงินให้กับ เครือข่ายองค์กรชุมชน สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอต่างๆ ซึ่งหากตีความตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้องค์กรเหล่านี้มีสิทธิรับเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ การจ่ายเงินเช่นนี้จึงอาจขัดต่อพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ........ จึงเป็นที่มาของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 37/2559 กำหนดให้สามารถจ่ายเงินให้องค์กรอื่นๆ ทำงานได้ และเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช. จึงต้องเสนอแก้ไขให้เพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ในมาตรา 3 ให้ครอบคลุมองค์กรเหล่านี้ด้วย แต่จากร่างของกระทรงสาธารณสุขกลับแก้ไขไปในทางตรงกันข้าม โดนเขียนว่า ......... "สถานบริการ หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ของเอกชน และของสภากาชาดไทย หน่วยบริการการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆ และสถานบริการสาธารณสุขอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่สนับสนุนส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคตามที่คณะกรรมการกำหนด" จากการเขียนว่า ให้ร่วมถึง "หน่วยงานอื่นของรัฐ" จึงเท่ากับตัดโอกาสการเอางบประมาณจัดสรรให้องค์กรชุมชน หรือเอ็นจีโอ เข้ามาร่วมทำงานด้วย ในประเด็นนี้ มีเสียงส่วนน้อย 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับคำนิยามดังกล่าว และขอเสนอให้เขียนว่า "ทั้งนี้ให้หมายรวมถึง หน่วยงานอื่นของรัฐ องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร..." ............ 2. แก้นิยาม "บริการสาธารณสุข" ขยายกรอบการใช้เงินกองทุน ............... ที่ผ่านมา เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพสามารถจ่ายให้ได้แค่เฉพาะค่าบริการสาธารณสุขที่ให้แก่บุคคล "โดยตรง" เท่านั้น จึงเสนอแก้ไขให้เพิ่มความครอบคลุม โดยแก้ไขบทนิยามในมาตรา 3 ในคำว่า "บริการสาธารณสุข" และ เพิ่มนิยามคำว่า "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ให้มีความหมายรวมถึง ค่าใช้จ่ายเพื่องานสนับสนุนด้วย .......... "บริการสาธารณสุข หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้บุคคล เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ตามกฎหมายประกอบโรคศิลปะ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขด้วย" ............ "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หมายถึง เงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขและมีค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ" ............ สำหรับในประเด็นนี้ มีเสียงส่วนน้อย 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีนิยามคำว่า "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" เพราะว่าเป็นการจำกัดขอบเขตการใช้เงินกองทุนนี้ ........... 3. เสนอแยกเงินเดือนหมอออกจากงบประมาณ "เหมาจ่ายรายหัว" เอาไปให้กระทรวงสาธารณสุขบริหารเอง ที่ผ่านมาการจัดสรรเงินงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะใช้วิธี "เหมาจ่ายรายหัว" คือ ส่งเงินให้โรงพยาบาลต่างๆ โดยคิดจากจำนวนประชากรในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลนั้นๆ โดยคิดอัตราเหมาประมาณ 3,000 บาทเศษ ต่อประชากรหนึ่งคนในระยะเวลาหนึ่งปี ............ ซึ่งระบบนี้โรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขมองว่า ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคความคล่องตัวของการบริหารงบประมาณ จึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหานี้ในมาตรา 46 .............. ข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายนั้น จะปรับแก้ให้เงินที่กองทุนหลักประกันสุขภาพจ่ายให้โรงพยาบาลให้ถือเป็นรายรับของโรงพยาบาล เช่นเดียวกับรายรับจากการจ่ายค่ารักษาของคนไข้ หากมีเงินเหลือก็ให้โรงพยาบาลเก็บไว้บริหารจัดการเอง โดยให้แยกเงินเดือนของบุคลากรออกมาจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในการบริหารจัดการ ........... "มาตรา 46 หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 44 และหน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด .............. ค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นรายรับของหน่วยบริการ และการใช้จ่ายให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลนั้นๆ และให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเงินเหลือไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดินและให้หน่วยบริการใช้จ่ายเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยบริการ ............ หลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 18 (13) ก่อน และอย่างน้อยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ ......... (1) อาศัยราคากลางที่เป็นจริงของโรคทุกโรคมาเป็นฐานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานตามมาตรา 50 (4) ........... (2) ทั้งนี้ให้แยกเงินค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรส่วนที่จ่ายจากเงินงบประมาณของหน่วยบริการภาครัฐออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ทั้งการจัดทำคำของงบประมาณและในการบริการขาลง ........... (๓) คำนึงถึงความแตกต่างในภารกิจของหน่วยบริการ ........ (๔) คำนึงถึงความแตกต่างในกลุ่มผู้รับบริการและในขนาดของพื้นที่บริการที่หน่วยบริการรับผิดชอบ" .............. 4. เพิ่มนิยาม "ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข" ............ ประเด็นนี้มีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มบทนิยามคำว่า "บริการสาธารณสุข" "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ "ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข" เพื่อเพิ่มความครอบคลุมค่าใช้ให้สามารถเบิกจ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข และสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขได้ เพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการ ............. นิยามของคำว่า ค่าใช้เพื่อสนับสนุนการบริการสาธารณสุข ไม่มีใน พ.ร.บ. ฉบับเดิม ตามร่างฉบับแก้ไขจึงเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจัดบริการสาธารณสุขในกิจการของหน่วยบริการได้แก่อะไรบ้าง เพื่อให้หน่วยบริการใช้เป็นค่าใช้ดังกล่าวได้ ............ "ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข" หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข ได้แก่ ............ (1) ค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนการไปปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุ ค่าดำเนินการและค่าพัฒนาศักยภาพบุคคลในการจัดบริการสาธารณสุขในการพัฒนาศักยภาพบุคคลในการบริการจัดการสาธารณสุข ............... (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าเสื่อมของสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ที่ใช้ในการบริการผู้ป่วยนอก บริการผู้ป่วยในและบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ............. (3) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นเพื่อการบริการจัดการสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการกำหนด" ........... 5. การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการด้วย ............ ที่ผ่านมาเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ จะถูกกันเอาไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการให้กับผู้รับบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพเพียง แต่การจ่ายค่าเสียหายเดิมไม่ครอบคลุมถึงการเยียวยาบุคลากรผู้ให้บริการด้วย จึงได้มีการเปลียนแปลงแก้ไขในมาตรา 41 เพื่อให้ครอบคลุมผู้ให้บริการ และเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 ดังนี้ ............. "มาตรา 41 ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการในสิทธิหลักประกันสุขภาพที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากการบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขกำหนด" ............... 6. จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว ไม่ต้องไล่เบี้ยเอากับหมอพยาบาล .................. ที่ผ่านมา ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ เดิม มาตรา 42 กำหนดว่า หากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขไปแล้ว มีสิทธิจะไปไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำความผิดตัวจริงได้ หากหมอ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่คนใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายขึ้น คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอาเงินส่วนตัวจ่ายเป็นค่าเสียหายคืนให้กับกองทุน ............. การกำหนดกฎเกณฑ์เช่นนี้มีผลให้บุคลากรด้านสาธารณสุขไม่มีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน การแก้ไขครั้งนี้จึงเสนอให้ยกเลิกมาตรา 42 ทั้งมาตรา หากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้เสียหายไปแล้ว ก็ไม่ต้องไล่เบี้ยย้อนหลังเอากับเจ้าหน้าที่อีก .............. 7. แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ................ ตามกฎหมายเดิมที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีทั้งหมด 30 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ 8 คน ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 คน ผู้แทนคนทำงานภาคประชาชน 5 คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง 7 คน จะถูกปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอในมาตรา 13 ใหม่ ดังนี้ .............. 1) ยกสถานะปลัดกระทรวงสาธารณสุขขึ้นเป็นรองประธาน 2) ให้ตัดผู้แทนกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงศึกษาธิการ เท่ากับลดจำนวนตัวแทนภาคราชการ จาก 8 เหลือ 5 คน 3) ให้ลดจำนวนตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จาก 4 เหลือ 3 คน 4) ให้จำนวนตัวแทนภาคประชาชนมี 5 คน เท่าเดิม 5) ให้เพิ่มตัวแทนสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย ทำให้มีตัวแทนสภาวิชาชีพเพิ่ม จาก 5 เป็น 6 คน 6) ให้เพิ่มตัวแทนหน่วยบริการ ซึ่งหมายถึงผู้แทนโรพยาบาลประเภทต่างๆ ขึ้นมาอีก 7 คน 7) ให้ลดจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง จาก 7 เหลือ 5 คน 8. แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข .............. ตามกฎหมายเดิมที่ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข มีทั้งหมด 35 คน โดยตัวแทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ 4 คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 5 คน ผู้แทนโรงพยาบาลเอกชน 1 คน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 คน ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ 3 คน ผู้แทนราชวิทยาลัยแพทย์เฉพาะทาง 4 คน ผู้แทนผู้ประกอบโรคศิลป์สาขาต่างๆ 3 คน ผู้แทนคนทำงานภาคประชาชน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง 6 คน จะถูกปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอในมาตรา 48 ใหม่ ดังนี้ .................. 1) ให้เพิ่มรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เท่ากับภาคราชการจะเพิ่ม 1 คน 2) ให้เพิ่มผู้แทนองค์กรวิชาชีพ จาก 5 คน เป็น 7 คน 3) ให้เพิ่มผู้แทนหน่วยบริการ ขึ้นมาอีก 7 คน 4) ให้ลดจำนวนผู้แทนองค์กรปกครงส่วนท้องถิ่น จาก 4 เป็น 3 คน 5) ให้เพิ่มผู้แทนราชวิทยาลัยแพทย์เฉพาะทาง จาก 4 เป็น 6 คน 6) ให้ลดจำนวนผู้แทนผู้ประกอบโรคศิลป์สาขาต่างๆ จาก 3 เป็น 2 คน 7) ให้ลดจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง จาก 6 เหลือ 4 คน .............. ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้แทนภาคประชาชน มีจำนวนเท่าเดิม รวมทั้งหมดคณะกรรมการตามร่างใหม่จะมีจำนวน 43 คน ........... 9. แก้ไขระเบียบการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ............ มี 2 ประเด็นย่อย คือ .......... 1) แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 29 กำหนดให้ที่มาและการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานไม่ต้องคืนคลัง เนื่องจากเกิดปัญหาบริหารเงินของสำนักงานฯที่ต้องส่งคืนคลัง จึงปรับแก้ให้ไม่ต้องส่งคืนคลังเมื่อเงินเหลือ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ............ 2)แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 32 ปลดล็อกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากเดิมที่ห้ามผู้ที่เป็นคู่สัญญาหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสำนักงานฯ เข้าเป็นเลขาธิการ ได้แก้ไขเพื่อเปิดให้ผู้ที่มีผลประโยชน๋ทับซ้อนในกิจการที่ไม่ได้แสวงหากำไรยังสามารถเข้าเป็นเลขาธิการได้ เพื่อเปิดกว้างในผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ .............. ข้อกังวล 1: แยกเงินเดือนออกจากค่าเหมาจ่ายรายหัว กระทบการกระจายบุคลากร .................... สำหรับประเด็นการแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายกันกว้างขวางในสังคม เนื่องจากหลายฝ่ายกังวลว่า การแยกเงินเดือนของบุคลกรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวนั้นจะทำให้เกิดปัญหาการกระจายตัวของบุคคลากร .............. ในรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยอัมมาร สยามวาลา เรื่อง "คนจน คนรวย 30 บาทรักษาทุกโรค" ระบุว่าการกระจายตัวของบุคคลากรทางสาธารณสุขส่วนหนึ่งนั้นมาจากแนวทางการลงทุนในการสร้างโรงพยาบาลในอดีตที่ใช้หลักเอาจำนวน 5 จังหวัดที่มีประชากรต่อเตียงมากที่สุด (ขีดความสามารถในการบริการรักษาพยาบาลจำกัด) มาเปรียบเทียบกับ 5 จังหวัดที่มีประชากรต่อเตียงน้อยที่สุด (หรือมีขีดความสามารถในการบริการมาก) ซึ่งมีความต่างกันถึง 6 เท่า แทนที่จะใช้ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่จึงทำให้การกระจายทรัพยากรของบุคคลากรอิงอยู่กับสถานพยาบาล ............ กล่าวคือ ถ้าสถานที่ใดมีสถานพยาบาลหนาแน่น อัตราของบุคคลากรก็จะมากตาม ปัญหานี้ส่งผลกระทบมาถึงโครงการ 30 บาท ที่มีการเหมาจ่ายรายหัวรวมกับค่าจ้างของบุคลากร เพราะโครงการ 30 บาทจะคิดการเหมาจ่ายรายหัวโดยอิงความหนาแน่นของประชากรเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อย แต่มีบุคลากรมากก็จะทำให้เงินเหมาจ่ายรายหัวถูกนำไปใช้ในค่าจ้างของบุคลากรมาก และเหลือเป็นค่าใช้จ่ายบริการสุขภาพน้อย จึงเป็นที่มาของภาวะการขาดทุนของโรงพยาบาลหลายแห่งในปัจจุบัน ............ แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็นในรายงานชิ้นนี้ คือ การลดอัตราของบุคลากรลงให้สมส่วนตามความหนาแน่นของประชากร ดังนั้นการแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวนั้นไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ระบุไว้ข้างต้น ........... ด้านนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นจุดที่มีความขัดแย้ง กระทรวงสาธารณสุขอยากให้เอาเงินเดือนทั้งหมดไปไว้ที่เขาเลย แล้วงบเหมาจ่ายรายหัวของ สปสช. ก็เอาไปจ่ายเฉพาะ ค่ายา ค่ารักษา ซึ่งสำนักงาน สปสช. เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เวลาคิดงบประมาณก็ต้องคิดต้นทุนค่าแรง และค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบ็ดเสร็จด้วยกัน ........... นิมิตร กล่าวว่า หลักการจ่ายเงินแบบเดิมถูกคิดมาเพื่อรับรองว่า หน่วยบริการที่อยู่ในพื้นที่จะสามารถให้บริการได้ตามจำนวนประชากร เพราะว่าใช้หัวเป็นประชากรกำกับงบประมาณและเงินเดือน เราก็จะมีหลักประกันว่า ถ้าเราไปที่โรงพยาบาลในเขตพื้นที่จะไม่ร้าง จะมีเจ้าหน้าที่ทำงานแน่ๆ เพราะให้เงินค่ารักษาบวกเงินเดือนบวกค่าแรงส่งไปด้วยกันแล้ว จะอ้างว่าไม่มีเงินจ้างหมอมาดูแลไม่ได้ ................ ข้อกังวล 2: ปรับบอร์ด สปสช. ทำลายหลักการแยกผู้ซื้อและผู้ให้บริการ ............ ในประเด็นเรื่องของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นิมิตร์ เทียนอุดม มองว่า การปรับสัดส่วนคณะกรรมการฯ ให้มีตัวแทนจากฝ่ายผู้ให้บริการมากขึ้นนั้นเป็นการทำลายหลักการของหลักประกันสุขภาพที่มีวัตถุประสงค์จะแยกผู้ให้บริการและผู้ซื้อบริการออกจากัน ........... การปรับให้ตัวแทนของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนออกจากการเป็นคณะกรรมการด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ใช่สภาวิชาชีพ และปรับให้ไปอยู่ในกลุ่มผู้แทนหน่วยบริการแทน ซึ่งตำแหน่งคณะกรรมการในกลุ่มผู้แทนหน่วยบริการนั้นมี 7 ตำแหน่ง อาจเป็นไปได้ว่าตัวแทนจากภาคเอกชนอาจจะไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นคณะกรรมการ .............. ดังข้อสังเกตของ นพ. สันต์ ยอดใจศิลป์ ที่มองว่า การขอแก้ไขสเป็กและจำนวนคนที่จะนั่งเป็นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนของผู้แทนวิชาชีพขอเพิ่มตัวแทนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามา ตัดตัวแทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชนออกไป เพิ่มผู้แทนสภาแพทย์แผนไทยเข้ามาหนึ่งคน และผู้แทนสภาวิชาชีพอื่นๆรวมกันอีกหนึ่งคน ตัดส่วนผู้แทนรัฐบาลท้องถิ่นออก เอาผู้แทนนักวิชาชีพสายแพทย์เข้ามา แปลไทยเป็นไทยได้สองข้อ คือ (1) อยากจะโละโรงพยาบาลเอกชนออกไป (2) นับไปนับมาแล้วที่นั่งฝ่ายหมอมีมากขึ้น แต่ที่นั่งฝ่ายคนไข้มีน้อยลง ............. การมีรพ.เอกชนอยู่ในระบบสามสิบบาทเป็นตัวเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารที่ดี การบริหารโดยไม่การเปรียบเทียบแข่งขัน จะทำให้ประสิทธิภาพแย่ลงและสิ้นเปลืองเงินของระบบมากขึ้น สัดส่วนที่นั่งระหว่างหมอกับคนไข้ใครมากใครน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่มันเป็นเรื่องอ่อนไหว ............ ข้อกังวล 3: ไม่เพิ่มอำนาจให้ สปสช. จัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ............ ประเด็นการจัดซื้อยาของ สปสช. เป็นหัวข้อหนึ่งในการพิจารณาปรับแก้กฎหมาย แต่ผู้ร่างตัดสินใจให้คงไว้ตาม พ.ร.บ.เดิม และเปลี่ยนให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนนหลักในการต่อรองการจัดซื้อยา เนื่องจากที่ผ่านมา สปสช. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการจัดซื้อยา แต่ นพ. วินัย สวัสดิวร อดีตเลขาธิการ สปสช. มองว่า ควรแก้ไขกฎหมายให้อำนาจ สปสช. มีอำนาจในการจัดซื็อยา เพราะในระยะเวลา 10 ปี สปสช. สามารถต่อราคายา ทำให้ซื้อยาได้ในราคาที่ถูกลง ประหยัดงบประมาณได้ถึง 44,680 ล้านบาท ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาและการรักษาที่จำเป็นได้อย่างมีคุณภาพ และจากการตรวจสอบ สปสช. ก็ไม่พบการทุจริตใดๆ ............ เครดิตที่มา: https://www.ilaw.or.th/node/4545

Submitted by ใช้ ม44 กับ 9 ป... on
ต่างก็ยึดเอาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเครือข่ายของพวกที่นั่งบนหอคอยงาช้าง พวกที่ดีแต่พูด เป็นหลัก โดยไม่สใจว่าโรงพยาบาล แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้บริการและประชาชนผู้รับบริการเขาทุกข์ยากลำบากอย่างไรในการให้และรับบริการ ...... เลยแก้ไขอะไรไม่ได้สักที เอาขี้หมกไว้ใต้พรมกันต่อไป ...... หากจะแก้ปัญหากันจริง ๆ ก็ใช้ ม.44 กับ 9 ประเด็นไปเลย....จบ.

Submitted by ข้อขัดแย้งหนักสุด on
quote :สำหรับประเด็นการแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายกันกว้างขวางในสังคม เนื่องจากหลายฝ่ายกังวลว่า การแยกเงินเดือนของบุคลกรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวนั้นจะทำให้เกิดปัญหาการกระจายตัวของบุคคลากร ด้านนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นจุดที่มีความขัดแย้ง กระทรวงสาธารณสุขอยากให้เอาเงินเดือนทั้งหมดไปไว้ที่เขาเลย แล้วงบเหมาจ่ายรายหัวของ สปสช. ก็เอาไปจ่ายเฉพาะ ค่ายา ค่ารักษา ซึ่งสำนักงาน สปสช. เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เวลาคิดงบประมาณก็ต้องคิดต้นทุนค่าแรง และค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบ็ดเสร็จด้วยกัน ........... นิมิตร กล่าวว่า หลักการจ่ายเงินแบบเดิมถูกคิดมาเพื่อรับรองว่า หน่วยบริการที่อยู่ในพื้นที่จะสามารถให้บริการได้ตามจำนวนประชากร เพราะว่าใช้หัวเป็นประชากรกำกับงบประมาณและเงินเดือน เราก็จะมีหลักประกันว่า ถ้าเราไปที่โรงพยาบาลในเขตพื้นที่จะไม่ร้าง จะมีเจ้าหน้าที่ทำงานแน่ๆ เพราะให้เงินค่ารักษาบวกเงินเดือนบวกค่าแรงส่งไปด้วยกันแล้ว จะอ้างว่าไม่มีเงินจ้างหมอมาดูแลไม่ได้ " ................ .................................................................................................................................... ประเด็นหลัก ที่ สนช.แก้ไขกฎหมาย พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้ ถูกแช่แข็งจนถึงทุกวันนี้ จุดแตกแหกก็น่าจะเป้นประเด็นเรื่องการแยกงบฯ เงินเดือนนี่แหละ เพราะประเด็นนี้ ถ้าหากมีการให้แยกงบฯเงินเดือนออกมาจากงบฯเหมาจ่ารายหัว ก็จะมีบางองค์กรเหมือนถูกทุบชามข้าว ตัวเลขจากการคำนวนค่าบริหารจัดการกองทุน เงินหัวคิวค่าบริหารจัดการจะหายไปอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท. ........... อันที่จริงการแยกงบเงินเดือนข้าราชการสาธารณสุขออกมาจากงบฯ ค่าเหมาจ่ายรายหัวมันส่งผลกระทบกับ รพ.หมอผู้ให้บริการและประชาชนผู้รับบริการน้อยมาก เพราะตัวอย่าง อีก 2 กองทุน คือกองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต่างก็แยกงบฯเงินเดือนข้าราชการสาธารณสุขออกจากงบกองทุนฯ ทำกันมานานนับ 30 - 50 ปีแล้ว ก็มีปัญหาน้อยมาก และจะเป็นการดีเสียอีกที่ประชาชนคนไทยทุกคนไม่ว่าในเขตเมือง กทม.หรือเขตชนบททุ่งหมาว้อ ต่างก็จะได้มีงบค่ายา ค่าเวชภัณฑ์และค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายรายหัวที่เท่าเทียมกันทุกคน ส่วนการจัดสรรอัตรากำลังกระจายตัวของหมอและข้าราชการสาธารณสุข ทำอย่างไรมันก็แก้แก้ปัญหากันไม่ได้หรอกที่จะให้อัตราหมอต่อหัวประชากรที่ทุ่งหมาว้อใกล้เคียงกับอัตราหมอต่อหัวประชากรใน กทม. แต่ทางราชการและกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่เคยทำให้ รพ. ในชนบทแห่งใดร้าง หรือถูกยุบทิ้ง มีแต่สร้างเพิ่มและกระจายไปทั่วทุกอำเภอ ทั่วประเทศ.

Submitted by Anonymous on
‘หมอเจตน์’ ชี้ข้อเสนอแยกเงินเดือนจากงบรายหัวระบบ 30 บาท ทุกฝ่ายได้ประโยชน์" .................. Wed, 2016-07-13 16:57 -- hfocus .................. หมอเจตน์” แจงข้อเสนอ “แยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว” ช่วยแก้ปัญหา รพ.ขาดสภาพคล่องเหตุจากเงินเดือน แถมสะท้อนงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าชัดเจน เชื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ชี้หลักการรวมเงินเดือนเพื่อกระจายบุคลากรตามประชากรเป็นเจตนาที่ดี แต่บริบทของไทยหลังดำเนินการ 14 ปี ทำไม่สำเร็จ เหตุติดปัญหาโครงสร้าง รพ.สธ.ที่กำหนดบุคลากรตามเกณฑ์ ซ้ำไม่มี รพ.ออกนอกระบบเพิ่ม มี รพ.บ้านแพ้วแห่งเดียว ............ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่า พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้บังคับใช้มาร่วม 14 ปีแล้ว โดยหลักการเดิมที่ให้รวมเงินเดือนไว้ในงบเหมาจ่ายรายหัว เพื่อมุ่งให้มีการกระจายบุคลากรในระบบสุขภาพออกไปตามประชากรแต่ละพื้นที่ คือพื้นที่ใดมีประชากรมาก ควรมีบุคลากรสุขภาพเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นเจตนาที่ดี แต่หลังจากที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ปรากฎว่ายังไม่สามารถเกลี่ยบุคลากรในระบบได้ เนื่องจากติดโครงสร้าง รพ. ที่กำหนดจำนวนบุคลากรตามขนาดของ รพ. ดังนั้นการจะทำแบบนั้นได้ รพ.จะต้องออกนอกระบบและบริหารในรูปแบบองค์การมหาชนก่อน ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่มี รพ.ใดออกนอกระบบเพิ่มเติม นอกจาก รพ.บ้านแพ้ว ..................... ทั้งนี้จากโครงสร้างของ รพ.ดังกล่าว ส่งผลให้ รพ.ขนาดเล็ก หรือ รพ.ที่มีประชากรน้อยขาดสภาพคล่องตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณ เนื่องจากเงินเดือนที่ต้องจ่ายให้กับบุคลากรของ รพ.มีจำนวนที่เกินกว่างบเหมาจ่ายรายหัวที่ได้รับการจัดสรร ทำให้ สปสช.ต้องจัดงบสนับสนุนเพิ่มเติมในทุกปี จึงเป็นที่มาของข้อเสนอให้แยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวตั้งแต่ปี 2551 ............ นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว นพ.เจตน์ กล่าวต่อว่า เมื่อดูโครงสร้างเงินในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะได้รับการจัดสรรงบต่ำกว่าตัวเลขที่เสนอขาขึ้นทุกปี ส่งผลให้การดำเนินโครงการ สปสช.ต้องใช้งบอย่างจำกัดจำเขี่ย ดังนั้นหากแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวจะทำให้มองเห็นงบประมาณในระบบที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาข้อเท็จจริงได้มีการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่แล้ว โดยมีการรวมเงินเดือนไว้ในงบเหมาจ่ายร้อยละ 60 ส่วนอีกร้อยละ 40 ที่เหลือเป็นงบบริการสาธารณสุขสำหรับประชาชน ............. ที่ผ่านมาแม้ว่า สปสช.จะเห็นด้วยในหลักการนี้ แต่ก็มีความเป็นห่วงว่างบเหมาจ่ายรายหัวจะลดลงไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้จึงต้องยืนยันว่า ในปีแรกของการแยกเงินเดือน งบเหมาจ่ายที่ สปสช.ได้รับจะต้องไม่ลดลงหรือ สปสช.ต้องได้งบเท่าเดิม ............... “14 ปีของการดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เจตนาของการรวมเงินเดือนนอกจากไม่สามารถกระจายบุคลากรได้แล้ว ยังส่งผลให้ รพ.บางแห่งเกิดปัญหาขาดทุน ดังนั้นจึงควรแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เพื่อให้สะท้อนตัวเลขที่เป็นจริง เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาว่า พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ หากไม่ใช่จะสามารถเสนอร่างแก้ไขเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช.ได้เลย แต่หากตีความว่าเป็นกฎหมายการเงินจะต้องส่งกลับให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ร่างกฎหมายและเสนอต่อ สนช.ใหม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าข้อเสนอการแยกเงินเดือนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย” ประธาน กมธ.สาธารณสุข สนช. กล่าว ............. นพ.เจตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากประเด็นปัญหาการบริหารกองทุน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ ม.44 แล้ว ยังมีข้อเสนอในเรื่องเขตสุขภาพ โดยดึงให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณระดับเขต ซึ่งทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.ต่างมีเขตสุขภาพเช่นกัน แต่มีแนวคิดและการดำเนินการที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องมีการหาข้อสรุป เพื่อให้เกิดการบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ .......... ต่อข้อซักถามว่า ที่ผ่านมามีความเป็นห่วงต่อการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเฉพาะจากภาคประชาชน นพ.เจตน์ กล่าวว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นโครงการที่ดี และประเทศไทยดำเนินการมาก่อนที่สหประชาชาติจะประกาศให้ทุกประเทศมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีแนวคิดที่ทันสมัยในเรื่องการดูแลสุขภาพประชาชน อย่างไรก็ตามจากที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ดำเนินมา 14 ปี แล้ว จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับแก้เพื่อให้ระบบมีความยั่งยืน เพราะไม่เช่นนั้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จะประสบปัญหาต่องบประมาณในระบบที่ไม่เพียงพอ และในที่สุดจะส่งผลต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากโรงพยาบาลต้องบริหารงบประมาณอย่างจำกัด จึงอยากให้ผู้ที่คัดค้านเข้าใจ https://www.hfocus.org/content/2016/07/12396

Submitted by อำนาจอิทธิพลผลป... on
สปสช. ทับซ้อน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างไร ? ............ นพ.อุสาห์ พฤฒิจิระวงศ์ FB Usah Pruttijirawong บรรยายเรื่องนี้ได้ชัดเจนดังต่อไปนี้ หากต่างคนต่างทำหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบจากรัฐจะไม่มีการทับซ้อนกัน .......... กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลสุขภาพของประชาชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพมีอำนาจหน้าที่ในการเป็นหลักประกันค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสุขภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุขจัดให้ประชาชน กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน โดยการจัดบริการสุขภาพ (ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค รักษาโรค และฟื้นฟูสมรรถนะสุขภาพ) ให้แก่ประชาชน ............. สำนักงานหลักประกันสุขภาพมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสุขภาพที่ประชาชนได้ใช้บริการซึ่งแต่เดิมประชาชนต้องจ่าย แต่มีการช่วยเหลือ สงเคราะห์แก่ผู้ที่ประกอบอาชีพไม่ได้ ได้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก พระภิกษุสงฆ์ รวมถึงผู้ยากไร้อนาถา ต่อมามีการออกบัตรสุขภาพด้วยการให้ซื้อเพื่อได้สิทธิรักษาฟรี สิทธิต่างๆที่มีอยู่นี้ได้ถูกยกเลิกไปโดยมีหลักประกันสุขภาพรักษาฟรีทุกคนมาแทน ทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพได้ ผู้มีรายได้มากก็ได้รับการบริการฟรีไปด้วยเช่นเดียวกัน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพเป็นผู้รับเงินงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายแทนประชาชนที่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกคน .............. โดยหลักการไม่มีอะไรทับซ้อนกัน เกิดเรื่องเวลาต่อมาพบปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่ใช้ไปในการดูแลรักษาโรคและบริการสุขภาพอื่นๆ โรงพยาบาลเรียกเก็บได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง ปัญหาโรงพยาบาลถูก สปสช.กำหนดชนิดของยา กำหนดวิธีการรักษา ............ ปัญหา สปสช.จัดซื้อยาและ เวชภัณฑ์ให้แก่คนไข้โดยไม่ผ่านการพิจารณาของแพทย์ ปัญหา สปสช.กำหนดชนิดและประเภทของยาและเวชภัณฑ์/วัสดุการแพทย์ก้าวล่วงดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา ปัญหา สปสช.กำหนดกิจกรรมรักษาผู้ป่วยด้วยโครงการที่ สปสช.จัดทำขึ้นเอง ที่เรียกว่า vertical program เช่น โครงการผ่าตัดต้อกระจก และอื่นๆ อีกมาก การกำหนดโครงการ กระบวนวิธีรักษา กำหนดยาและวัสดุการแพทย์ และอื่นๆอีกมากมายนั้น สปสช.ทำโดยใช้เงินเป็นตัวควบคุมการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาล .............. สภาวิชาชีพก็ถูกก้าวก่ายภารกิจเช่นกัน สภาวิชาชีพเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานวิชาการและมาตรฐานจริยธรรม สปสช.กำหนดวิธีการรักษา สปสช.กำหนดชนิดของยา เป็นเครื่องควบคุมการทำงานของแพทย์พยาบาล ใช้เงินเป็นเครื่องควบคุมโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข จึงกล่าวได้ว่า...“สปสช.ทำงานซ้ำซ้อนกับภารกิจกระทรวงสาธารณสุข” มิได้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่ได้รับเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังพบว่า สปสช.ใช้เงินในการสนับสนุนเอ็นจีโอและแพทย์บางกลุ่มไปทัศนศึกษาต่างประเทศแทนที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการบริการสุขภาพแก่ประชาชน นอกจาก สปสช. แล้ว ยังมี สสส. สพฉ. สช. สวรส. ที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกระทรวงสาธารณสุขในทำนองเดียวกัน วิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลดีและเร็ว .................. 1.ยุบ สปสช. สสส. สวรส. สช. และ สพฉ.แต่คงงบประมาณและหลักประกันสุขภาพไว้สำหรับประชาชน 2.ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาประสิทธิภาพระบบการเงินการคลังเพื่อรองรับงบประมาณที่มีในกองทุนต่างๆ ให้เขตสุขภาพมีฐานะเป็นกรม รับผิดชอบดูแลประชาชน 5 ล้านคน ให้จัดสรรเงินกองทุนลงไปให้บริหารจัดการระดับเขตสุขภาพ 3.พัฒนาการจัดทำแผนบริการสุขภาพให้ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ไม่ใช้จ่ายหรือจัดบริการที่ไม่เป็นความต้องการที่จำเป็นหรือ Health Needs .............. 4.ห้ามการนำงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพไปอุดหนุนกิจการของมูลนิธิองค์กรเอกชนบทบาทหน้าที่กรมวิชาการและแพทยสภากรมวิชาการควรมีการร่วมมือกับราชวิทยาลัยต่างๆในการพัฒนามาตรฐานการบริการสุขภาพประชาชนกรมอนามัย พัฒนามาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยงให้ลดความเสี่ยงต่อโรคที่ปรากฏในรายงานทางระบาดวิทยาและสถิติสาธารณสุข ซึ่งวิเคราะห์แล้วว่าเป็น Health Needs ของประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพต่างๆ กรมควบคุมโรค พัฒนามาตรฐานการควบคุมโรคระบาด โรคติดต่อ โรคติดต่ออุบัติใหม่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ปรากฏในรายงานระบาดวิทยาและสถิติสาธารณสุขของพื้นที่เขตสุขภาพต่างๆที่วิเคราะห์แล้วว่าเป็น Health Needs ของประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพนั้นๆ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยและควบคุมจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดกรมการแพทย์ พัฒนามาตรฐานการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถนะสุขภาพผู้ป่วย แพทยสภาและสภาวิชาชีพต่างๆ ควบคุมมาตรฐานวิชาการและจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กรมวิชาการและราชวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาขึ้น .................. สำนักงานปลัดกระทรวงฯ นำมาตรฐานที่กรมวิชาการและราชวิทยาลัยร่วมกันพัฒนามาประกาศใช้ในเขตสุขภาพต่างๆและพัฒนาบริการสุขภาพที่จัดให้ประชาชนตาม Health Needs ในพื้นที่เขตสุขภาพ ลดการตาย ลดความพิการ/โรคแทรกซ้อน...เพิ่มเติมจาก Yongyuth Chaiyapong จากการที่ได้มีโอกาสได้เข้าไปทำงานสำคัญระดับประเทศงานหนึ่ง ในการประชุมในทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้มีโอกาสเข้านั่งในที่ประชุมในฐานะอนุกรรมการนั้นเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่ได้เห็นการรวมกลุ่มของผู้อาวุโสในกระทรวงสาธารณสุขที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นและอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกสองท่านก็ทำให้เข้าใจชัดไปอีกว่าอะไรเป็นอะไร จากการได้มีโอกาสพบปะกับท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกท่านในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้น ก็ทำให้ได้เข้าใจชัดว่าจะไม่มีการไปคัดง้างหรือแข็งข้อกับกลุ่มของศาสดาเอกโดยเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงภัยอันตรายต่อชีวิตราชการอย่างใหญ่หลวง ความพยายามในการกุมอำนาจมีมาโดยตลอด ไม่ว่าในส่วนของการบริหารจัดการที่ใช้เงินในมือเป็นปัจจัยหลักในการบีบ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเป็นตัวบีบด้วยกระบวนการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข การให้ทุนสนับสนุนการทำงานวิจัยไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระบาดวิทยาคลินิก ระบาดวิทยาชุมชน และการสาธารณสุข ตลอดจนการจัดทำระบบสถิติสุขภาพ ที่เมื่อตรวจสอบพฤติกรรมก็พบว่าเป็นการรวบอำนาจในทางวิชาการจนมาถึงจุดหนึ่งก็นำมาซึ่งรูปแบบการใช้ประโยชน์ในการหลอกลวงสาธารณชนและรัฐบาลเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรม การสนับสนุนจากมวลชน และการได้มาซึ่งงบประมาณจากรัฐบาลและพรรคการเมือง จนถึงขนาดที่ว่าสามารถกุมอำนาจไว้จนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตกหักกับคนกลุ่มนี้ แม้กระทั่งรัฐบาลทหารในยุคปัจจุบันที่เก่งกล้าสามารถและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและหลายภาคส่วนอย่างหนักทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อธิบายมายาวขนาดนี้ก็เพียงเพื่ออยากจะเรียนให้ได้รับทราบกันไว้ถึงข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับว่ารูปแบบที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่หลายท่านหลายฝ่ายได้นำเสนอนั้นถึงแม้รัฐบาลจะรับทราบ จะเข้าใจ ............. แต่...ก็เป็นที่น่าเศร้าสลดว่าประเทศไทยคงต้องทนทุกข์จากการกระทำของคนกลุ่มนี้ไปอีกนาน เพราะรากฐานของปัญหาที่แท้จริงนั้นคือการแย่งชิงอำนาจที่กระทบไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ. ................ "หมอดื้อ" ........... เครดิตที่มา : https://www.thairath.co.th/content/926477

Add new comment