เผยโรงพยาบาลดังไม่รับเป็นผู้ป่วยใน หญิงไร้บ้านมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย

Sun, 2019-09-15 11:45 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เผยโรงพยาบาลชื่อดังไม่รับหญิงไร้บ้านอายุ 68 ปีป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายเป็นผู้ป่วยใน ให้เหตุผลว่าเตียงเต็ม-ออกค่าแท็กซี่ให้นั่งกลับศูนย์คนไร้บ้านเอง ด้านผู้ดูแลศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อยฯจี้ สปสช.และ พม. หาทางออกอย่างจริงจัง ชี้ยังมีช่องว่าง ผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นคนไร้บ้านไม่มีสถานที่รองรับ โรงพยาบาลไม่รับ พม.ก็ไม่รับ ไม่รู้จะไปอยู่ไหน

นายธเนศร์ จรโณทัย

นายธเนศร์ จรโณทัย ผู้ดูแลศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ศูนย์ฯมีผู้สูงอายุรายหนึ่งชื่อนางฐิติรัตน์ หยงเรืองศิลป์ อายุ 68 ปี สามีเสียชีวิต ไม่มีลูก เป็นคนไร้บ้านพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ฯและป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่โรงพยาบาลไม่รับเป็นผู้ป่วยในโดยแจ้งว่าเตียงเต็มและส่งกลับมาอยู่ที่ศูนย์ฯซึ่งไม่มีศักยภาพในการดูแล ต้องให้เพื่อนคนไร้บ้านด้วยกันเป็นผู้ดูแล โดยระยะหลังมีพยาบาลจากศูนย์บริการสาธารณสุข 30 วัดเจ้าอามที่เข้ามาช่วยล้างแผลให้ทุกวัน ขณะเดียวกรณีนี้ยังเป็นตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงช่องโหว่ในการดูแลคนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุ

นายธเนศร์ กล่าวว่า นางฐิติรัตน์ได้เข้าพักอาศัยที่ศูนย์คนไร้บ้านฯตั้งแต่ปี 2560 และมักมีพฤติกรรมซักผ้าในเวลากลางคืนช่วงตี 1-2 จนกระทั่ง 3 เดือนก่อนหกล้มแขนหักเนื่องจากมองไม่เห็นทาง เพราะเป็นที่มืด แสงไฟไม่สว่างพอ เมื่อพาไปโรงพยาบาลถึงได้ทราบว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มีแผลขนาดใหญ่ที่หน้าอก เลือดและน้ำเหลืองไหลซึมจึงต้องซักผ้าในเวลากลางคืนเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นมะเร็ง

ทางศูนย์คนไร้บ้านพยายามประสานทุกอย่างเพื่อให้นางฐิติรัตน์ได้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและศูนย์คนไร้บ้านไม่มีศักยภาพในการบริบาลผู้ป่วย ช่วงแรกๆต้องให้เพื่อนคนไร้บ้านด้วยกันคอยดูแลทำความสะอาดแผลและพาไปโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัด โดยไปโรงพยาบาลได้ 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ทางแพทย์บอกว่าไม่ให้กลับมาพักที่ศูนย์แล้ว ต้องให้นอนรักษาที่โรงพยาบาล แต่ปรากฎว่าอยู่โรงพยาบาลได้ไม่ถึงสัปดาห์ นางฐิติรัตน์ก็ถูกส่งกลับโดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลออกเงินค่าแท็กซี่ให้นั่งกลับมาเอง

"เคยคุยกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เขาก็บอกว่าให้พาผู้ป่วยไปร้องต่อยูเอ็นเอาเอง ให้ไปหาที่อยู่เอาเอง เขาบอกว่าเขาเป็นแค่หมอ ไม่ใช่คนจัดหาที่อยู่อาศัย วันที่ส่งกลับมาเราก็โทรหาโรงพยาบาล เขาบอกว่าติดต่อกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้แล้ว เขาทำได้แค่นี้ พอถามทาง พม.ก็บอกว่าไม่มีที่รองรับเลย ต้องรอคิวกว่า 190 คน เราก็เลยต้องประสานไปที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 30 วัดเจ้าอามขอให้ส่งพยาบาลมาช่วยล้างแผลให้วันละ 1 ครั้ง" นายธเนศร์ กล่าว

นายธเนศร์ กล่าวอีกว่า กรณีลักษณะนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการดูแลคนไร้บ้าน เพราะถ้าจะพักอาศัยในสถานที่ของ พม. ก็มีเงื่อนไขว่าต้องอายุไม่เกิน 60 ปี ดังนั้นคนที่อายุเกินก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน บางส่วนก็มาอยู่ที่ศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐเองบางครั้งไม่รู้จะส่งไปที่ไหนก็ส่งมาที่นี่ ยิ่งผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยยิ่งกลายเป็นสุญญากาศไม่รู้จะถูกวางไว้จุดไหน เพราะโรงพยาบาลก็ไม่ให้นอนรักษา ทางพม.ก็ไม่มีสถานที่รองรับ ขณะที่ศูนย์คนไร้บ้านฯก็เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มีพื้นที่รองรับจำกัดและไม่มีผู้ชำนาญด้านการรักษาพยาบาล

"ข้อเสนอคือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ พม.ต้องคุยกันเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างน้อยต้องมีที่รองรับคนกลุ่มนี้ อย่างที่ศูนย์นี้ก็มีเกือบ 20 คนแล้วที่เป็นแบบนี้ โรงพยาบาลชื่อดังบางแห่งยังเคยส่งมาให้เราเลย ผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยางก็เอามาให้เรา เราก็ทำไม่เป็น กลัวผู้ป่วยติดเชื้อ แล้วกรณีแบบนี้ไม่ใช่มีแค่ 1-2 คน ยังมีที่โรงพยาบาลเอาไปไว้ตรงโน้นตรงนี้แล้วเรายังไม่รู้อีกล่ะ ดังนั้นอยากให้มีการพูดคุยกันของ สปสช.และ พม.อย่างจริงจังว่าจะดูแลคนกลุ่มนี้อย่างไร" นายธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้หน่วยงานรัฐแห่งใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) โทร. 083 932 8389

Comments

Submitted by ความจนโหดร้ายจริงๆ on
"รัฐบาลและ สส.น่าจะร่วมกันออกกฎหมาย คนจนห้ามแก่ ห้ามเจ็บป่วย ห้ามตาย"----------- พ่อวัยชราอุ้มศพลูกชายใส่รถเข็น มาเผาศพที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ จ.ยโสธร โดยไม่จัดพิธี เผยฐานะยากจน ไม่มีเงินจัดงานศพ มีแค่เงินจากขายของเก่าประทังชีวิตไปวันๆ......... วันที่ 10 ก.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ 191 ของตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ได้รับแจ้งว่า มีคนจะนำศพไปเผาที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ เขตเทศบาลเมืองยโสธร โดยที่ไม่มีการแจ้งให้กับทางวัดทราบล่วงหน้า และไม่มีการทำพิธีสวดศพเหมือนกับศพทั่วๆไป ทางวัดจึงติดใจสาเหตุการเสียชีวิตและขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตด้วย ......... ภายหลังได้รับแจ้ง พ.ต.อ.ปณิธาน ยามานนท์ ผกก.สภ.เมืองยโสธร พร้อมด้วยร้อยเวรป้องกันปราบปรามและเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถยนต์ จึงเดินทางเข้าไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง และได้พบกับ นายสมพร มาลาศรี อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นพ่อของผู้ตายยืนอยู่บริเวณด้านหน้าเมรุเผาศพภายในวัดทุ่งสว่างชัยภูมิ ใกล้กันพบรถเข็นจอดอยู่ ภายในรถเข็นมีศพของ นายอมร มาลาศรี อายุ 22 ปี ลูกชายนายสมพร นอนอยู่ โดยมีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวที่ปิดทับศพเอาไว้เท่านั้น........... นายสมพร เปิดเผยว่า ลูกชายมีโรคประจำตัวและมีอาการป่วยมานานแล้ว จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันนี้ ลูกชายตนได้เสียชีวิตที่บ้านพัก ตนไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะมีฐานะยากจน ไม่มีเงินพอที่จะจัดงานศพให้กับลูกชาย ญาติพี่น้องก็ไม่มี ประกอบกับตนมีอาชีพหาของเก่าขายเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น และไม่รู้จักขั้นตอนในการดำเนินการเกี่ยวกับมีคนตายในบ้าน จึงตัดสินใจอุ้มศพของลูกชายใส่รถเข็นแล้วเข็นมาที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับบ้านพักเพื่อขอสถานที่ในการเผาศพลูกชาย............ แต่เมื่อมาถึงวัด ทางเจ้าหน้าที่ประจำวัดตกใจเพราะตนไม่ได้แจ้งล่วงหน้า จึงได้โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อเข้าไปตรวจสอบสาเหตุของการเสียชีวิตดังกล่าว พร้อมกับได้แนะนำให้ตนไปแจ้งการตายที่เทศบาลเมืองยโสธรเพื่อขอใบมรณบัตรตามขั้นตอน........ พ.ต.อ.ปณิธาน กล่าวว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว และทราบว่ามีฐานะยากจน และไม่มีญาติพี่น้อง ตนจึงมอบเงินช่วยเหลือในการจัดงานศพจำนวนหนึ่งพร้อมกับรับเป็นเจ้าภาพในการจัดงานศพให้ โดยได้ประสานกับทางวัดเพื่อขอใช้สถานที่ในการทำพิธีจัดงานศพตามประเพณี ซึ่งทางวัดทุ่งสว่างชัยภูมิก็ยินดีที่จะทำพิธีจัดงานศพให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และกำหนดทำพิธีสวดพระอภิธรรม 1 คืน ก็จะทำพิธีเผาศพในวันที่ 11 ก.ค.62. ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/society/1612285

Add new comment