ระบบสุขภาพสหรัฐฯ ทำ แพทย์-พยาบาล ‘หมดไฟทำงาน’ เหตุจากภาระงานเกินตัว เทคโนโลยีล้าหลัง

Tue, 2019-10-29 11:24 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 businessinsider.com รายงานผลสำรวจโดยสถาบันแพทยศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเผยแพทย์และพยาบาลราวร้อยละ 30-50 กำลังประสบปัญหาหมดไฟในการทำงาน สาเหตุสำคัญมาจากภาระงานเกินตัว เทคโนโลยีล้าหลัง และขาดการสนับสนุน ขณะที่พยาบาลรวมตัวประท้วงผละงานแล้วใน 4 รัฐ

ความเสี่ยงภาวะหมดไฟการทำงานในวงการแพทย์อเมริกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานจากสถาบันแพทยศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาพบว่า แพทย์และพยาบาลราวร้อยละ 35-54 มีอาการของภาวะหมดไฟการทำงาน

การศึกษาระบุว่าสาเหตุของภาวะหมดไฟที่ระบาดในบุคลากรสาธารณสุขประกอบด้วยภาระงานล้นมือ เทคโนโลยีที่ล้าหลัง และขาดการสนับสนุน รายงานความยาว 321 หน้ายังได้แนบข้อมูลการศึกษาทบทวนปัญหาหมดไฟในบุคลากรสาธารณสุขด้วย

นักวิจัยเปิดเผยว่า ภาวะหมดไฟในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขเป็นปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นทั่ววงการสาธารณสุข เช่น เทคโนโลยีล้าหลัง นักศึกษาแพทย์ต้องรับภาระงานเกินตัว ค่าเล่าเรียนราคาแพงซึ่งทำให้นักศึกษาแพทย์ต้องแบกหนี้สินก้อนใหญ่ และขาดการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาล

ปัญหาหมดไฟการทำงานในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขดำเนินมาถึงจุดวิกฤติในปีนี้ ภาวะหมดไฟในกลุ่มแพทย์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2562 หลังมีรายงานว่าแพทย์โรงพยาบาลระดับปฐมภูมิร้อยละ 79 กำลังประสบปัญหาความเครียดจากการทำงาน อีกด้านหนึ่งพยาบาลใน 4 รัฐรวมตัวประท้วงผละงานแล้วในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเพื่อเรียกร้องให้จัดสรรอัตรากำลังให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วย

ตัวแทนพยาบาลเผยว่าสาเหตุสำคัญมาจากการต้องรับผิดชอบผู้ป่วยจำนวนมากพร้อมกัน โดยมีการศึกษาวิจัยจากออสเตรเลียเสนอว่าการจัดสรรให้พยาบาลดูแลผู้ป่วยไม่เกิน 4 คนสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านการรอดชีพที่ดีขึ้นและอัตราการนอนโรงพยาบาลที่ลดลง และจนถึงขณะนี้แคลิฟอร์เนียเป็นเพียงรัฐเดียวในสหรัฐอเมริกาที่มีระเบียบกำหนดจำนวนผู้ป่วยสูงสุดที่พยาบาลสามารถรองรับได้

บาร์บารา แมคแอนนีย์ อดีตประธานสมาคมแพทย์อเมริกันชี้ให้เห็นความจำเป็นที่ระบบสุขภาพจะต้องหามาตรการลดภาวะหมดไฟและความอ่อนล้าในหมู่แพทย์ โดยชี้ว่าแพทย์ที่กระปรี้กระเปร่าและกระตือรือร้นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา

ปัญหาหมดไฟในการทำงานกำลังเป็นวิกฤติในประชากรวัยทำงาน

ปัญหาหมดไฟกำลังไหม้ลามไปทั่วทุกภาคธุรกิจของสหรัฐ ผลสำรวจล่าสุดรายงานว่าแรงงานกว่าครึ่งมองว่างานที่ทำอยู่ส่งผลกระทบตอสุขภาพจิต องค์การอนามัยโลกเองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาวะหมดไฟในการทำงานและระบุว่าเป็น ‘ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาวะและอาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้’ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

(Burn out หรือภาวะหมดไฟเป็นปรากฏการณ์ทางอาชีพ (occupational phenomenon) ไม่ใช่เป็นโรค (medical condition) และเกิดจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ซึ่งได้จัดอยู่ในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรค และปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับที่ 11 โดยมีรหัสกำหนดในหมวด Z คือ “ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาวะ” เพราะเล็งเห็นว่าประเด็นนี้มีความสำคัญ คุกคามสุขภาวะ และอาจจะนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือแม้กระทั่งปวดหัวชนิดเทนชั่น หรือโรคนอนไม่หลับ เป็นต้น)

ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าจากการทำงานยิ่งสูงขึ้นในผู้ที่ทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะในกลุ่มแพทย์ โดยมีการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์รายงานว่าผู้ที่มีชั่วโมงการทำงานเปลี่ยนไปมาหรือทำงานเป็นกะมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปราวร้อยละ 33

ความทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าและหมดไฟการทำงานอาจส่งผลร้ายแรง ข้อมูลจากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโกพบว่าความเสี่ยงการฆ่าตัวตายสูงกว่าในกลุ่มพยาบาลเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป

เจอราด โบรแกน พยาบาลวิชาชีพและผู้อำนวยการสถาบันการฝึกหัดพยาบาลเผยว่า ปัญหาหลายอย่างล้วนมีสาเหตุจากนโยบายของโรงพยาบาลหรือผู้บริหารสาธารณสุขที่ไม่เป็นผลดีต่อบุคลากรด้านการแพทย์ ตัวอย่างเช่น การกำหนดรูปแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งทำให้แพทย์และพยาบาลไม่สามารถให้การดูแลรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

“แพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพไม่ได้เข้ามาทำงานเพราะหวังชื่อเสียงนะครับ” โบรแกนเผย “พวกเขาเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อสังคมและเข้าสู่วิชาชีพพยาบาลเพื่อช่วยเหลือสังคมของตน และค่านิยมของพวกเขาก็แตกต่างจากระบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยกำไร มันไม่ใช่เลยครับ”

แปลและเรียบเรียงจาก

Half of all US nurses and doctors are burned out — and they say the healthcare system is to blame [www.businessinsider.com]

Comments

Submitted by Anonymous on
‘แพทย์’ วิชาชีพที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูงสุดใน ‘สหรัฐอเมริกา’ https://www.hfocus.org/content/2018/05/15817

Submitted by Anonymous on
"ประเทศไทยมีหมอเยอะแค่ไหน ถ้าเทียบกับประเทศอื่นในโลก" ..........อันดับ 52 สหรัฐอเมริกา มีแพทย์ 2,300 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ....... อันดับ 141 ไทย มีแพทย์ 370 คนต่อประชากร 1 ล้านคน อ่านต่อได้ที่ http://www.investerest.co/society/how-many-doctor-in-thailand/ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

Submitted by Anonymous on
"ประเทศทั่วโลก - ไทย ควรมีแพทย์ต่อประชากรเท่าไหร่? " ..... เหตุผลที่ประเทศไทยควรเพิ่มการผลิต ทันตแพทย์ แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล มีมากมาย เช่น.......... (1). ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว ทำให้โรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น เบาหวาน ไตเสื่อม ไตวาย สูงขึ้นมาก............. (2). สถิติคนเจ็บ ตาย พิการ จากอุบัติเหตุในไทย ติดอันดับ 1-2 ของโลก.............. (3). แพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ในไทย ให้บริการแรงงานต่างชาติและครอบครัว ซึ่งนิยมทำลูก คลอดลูกในไทย............ (4). รายได้จากธุรกิจเมดิคัลทัวร์ และนักท่องเที่ยว เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย.......... (5). ประเทศไทยมีศักยภาพในการวิจัย-พัฒนา (R&D) การเกษตรเพื่อสุขภาพ (Healthy Agriculture/Helathy Agri/เฮวตี้ อะกรี) เช่น อาหาร-สมุนไพร เพื่อสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม.......... (6). แพทย์ไทยจำนวนมาก ไม่ได้วินิจฉัย-รักษาโรค เช่น ทำเสริมสวย ทำธุรกิจ เล่นหุ้น บริหาร........... (7). สัดส่วนแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัด ต่ำกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล มาก จากแรงดึงดูดของเงินและรายได้........... (8). แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ยุคเบบี้บูม (baby boomer) ที่เกิดในช่วงปี 1946-1964/2489-2507 กำลังทยอยกันเกษียณแล้ว ..... กราบเรียน-เรียนมาด้วยความเคารพ ถึงตรงนี้... ขอให้ทุกๆ ท่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ............ อ่านรายละเอียดเพี่มเติมได้ที่ http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you/2018/07/30/entry-2

Add new comment