"จอน อึ๊งภากรณ์" หวังอนาคตระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว

Sun, 2020-08-23 15:50 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

"จอน อึ๊งภากรณ์"หวังอนาคตระบบสุขภาพใน 10 ปีข้างหน้าควรมีระบบเดียวครอบคลุมคนไทยทุกคน การรักษาต้องเหมือนกัน ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี จนถึงคนไร้บ้าน

นายจอน อึ๊งภากรณ์ ตัวแทนภาคประชาชนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวบรรยายในเวทีประชุม "หลักประกันสุขภาพคนไทย ฝันให้ไกล ไปให้ถึง" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย วันที่ 17 ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา โดยได้อภิปรายถึงความคาดหวังต่อระบบสุขภาพในระยะ 10 ปีข้างหน้าจากมุมมองของผู้รับบริการว่าอยากเห็นระบบสุขภาพของไทยที่เป็นระบบเดียวครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ มีคุณภาพการให้บริการสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้และเท่าเทียมกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่เฉพาะ สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น แต่รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย

นายจอน กล่าวว่า ก่อนอื่นเราต้องยึดหลักว่า "การบรรลุถึงระดับมาตรฐานสุขภาพที่สูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ เป็นหนึ่งในสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน" ความหมายคือสุขภาพเป็นสิทธิ ไม่ใช่สินค้า ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงมาตรฐานบริการสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ในสังคมโดยไม่เกี่ยวว่าเป็นคนรวยหรือคนจน ถ้ายึดหลักนี้ สิ่งที่จำเป็นคือต้องมีระบบสุขภาพระบบเดียวครอบคลุมทุกคนในประเทศ ทุกคนได้รับการรักษาเหมือนกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงคนไร้บ้าน

"ภาคประชาชนพูดกันมานานเรื่องความจำเป็นในการรวมกองทุน 3 กองทุนสุขภาพ แต่นอกจากนั้นแล้วเราต้องรวมระบบของเอกชนด้วย เพราะที่ผ่านมาเอกชนได้ดูดเอาทรัพยากรทางสาธารณสุขจำนวนมาก ถ้าเอาทรัพยากรเหล่านี้มารวมกันจะทำให้ระบบสุขภาพของไทยมีพลัง ผมไม่ได้หมายถึงต้องยุบรวมโรงพยาบาลเอกชน แต่โรงพยาบาลเอกชนต้องเข้ามาอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นระบบเดียวกัน อาจกำหนดว่าอย่างน้อย 80% 90% หรืออาจจะ 100% ของเตียง จะต้องอยู่ในระบบหลักประกัน หมายความว่าเมื่อประชาชนไปรับบริการ โรงพยาบาลเอกชนอาจเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนที่นอกเหนือจากสิทธิ เช่น ห้องพิเศษ อาหารพิเศษ มีคนดูแลกลางคืน แต่การรักษาทางการแพทย์ เรื่องยา จะต้องไม่เสียเงิน โดยมาเบิกจากระบบหลักประกันสุขภาพ นี่คือสิ่งที่เราต้องการเห็น" นายจอน กล่าว

ประเด็นต่อมาคือ ต้องมีการผลิตหมอประจำครอบครัวให้มากกว่านี้เพื่อเข้ามาให้บริการในระดับปฐมภูมิ ยกตัวอย่างที่ประเทศอังกฤษ เดินไปที่ไหน ไม่เกิน 1 กม.ก็เจอคลินิกหมอครอบครัวแล้ว ไทยควรมีแพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกที่ รวมทั้งควรมีโรงพยาบาลใกล้บ้าน อย่าง กทม. ควรมีโรงพยาบาลประจำเขตเหมือนกับโรงพยาบาลประจำอำเภอต่างๆ และอยากให้หน่วยบริการปฐมภูมิไม่ควรห่างจากบ้านผู้ป่วยเกิน 5 กม. หรือใน กทม.ก็ 2-3 กม. ขณะที่โรงพยาบาลชุมชนก็ไม่ควรห่างเกิน 20 นาที

"อีกประเด็นคือ เราควรมีสิทธิที่จะป่วยนอกเวลาราชการ อย่างเร็วๆ นี้ ลูกชายคนเล็กผมหัวแตก เลือดไหลไม่หยุด เกิดปัญหาว่าถ้าไปหน่วยบริการก็อยู่ห่างมาก ขับรถเกือบ 1 ชม. หน่วยบริการอื่นๆ ก็ปิดหมด สุดท้ายต้องพาไปโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน ขับรถ 3 นาทีถึง แต่ไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน ต้องเสียค่าใช้จ่าย 4,600 บาท ดังนั้น ผมอยากเห็นว่าเราสามารถป่วยนอกเวลาราชการได้ แม้จะมีคลินิกบางส่วนปิดแต่ก็สามารถจัดการให้เปิดเป็นบางส่วนได้เช่นกัน" นายจอน กล่าว

นอกจากนี้แล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือต้องทำให้ชุมชนร่วมเป็นเจ้าของหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็น รพ.สต. โรงพยาบาลอำเภอ หรือโรงพยาบาลจังหวัด ในระยะยาวหน่วยงานเหล่านี้ควรขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในระยะแรกอาจเป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างชุมชนและกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ และทุกโรงพยาบาลควรมีตัวแทนชุมชนเข้าร่วมเป็นกรรมการเพื่อให้ข้อเสนอแนะว่าควรปรับปรุงพัฒนาเรื่องใด รวมทั้งเป็นผู้พิจารณาการรับบุคลากรด้วย ขณะเดียวกันชุมชนก็ควรมีทุนให้คนในชุมชนไปเรียนแล้วกลับมาทำงานในสถานบริการเหล่านี้เช่นกัน

ประเด็นสุดท้ายที่นายจอนนำเสนอคือต้องใช้ระบบไอทีมาช่วยประหยัดเวลาและการเดินทาง ตนไม่เข้าใจว่าขณะนี้ในโรงพยาบาลรัฐหลายที่มีคิวยาว ต้องรอทั้งวัน แน่นอนว่าจำนวนคนไข้เยอะ แต่ยุคไอทีสามารถบริหารจัดการได้ ถ้ามีแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพ เช่น ใช้แอปฯนัดพบหมอ โดยอาจให้ไปที่ รพ.สต.ก่อน เพื่อสกรีนอาการเบื้องต้น แต่ถ้าต้องไปโรงพยาบาลก็มีระบบนัดเวลาที่ชัดเจน ก่อนถึงเวลานัดแอปฯมีการแจ้งเตือน รวมทั้งแจ้งเส้นทางการจราจร สภาพการจราจร หรือระบบ Telemedicine ใช้ประโยชน์ด้วย เป็นต้น

นายจอน กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องที่ต้องการการเมือง ต้องการนโยบายสุขภาพของประเทศ ต้องการรัฐธรรมนูญที่ระบุสิทธิชัดเจน เพราะฉะนั้น เราจะต้องสู้เพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งโดยไม่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มาจากการแต่งตั้งมาแทรกแซง และหวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะร่างโดยประชาชนและระบุสิทธิว่าการบรรลุถึงระดับมาตรฐานสุขภาพที่สูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ เป็นหนึ่งในสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ต้องมีระบบเดียวครอบคลุมประชาชนทั้งหมดและให้บริการที่มีคุณภาพสมศักดิ์ศรีของประเทศไทย

Comments

Submitted by Anonymous on
ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากเห็นระบบสุขภาพของไทยที่เป็นมาตรฐานเดียวครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ มีคุณภาพการมาตรฐานให้บริการสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้และเท่าเทียมกัน การบรรลุถึงระดับมาตรฐานสุขภาพที่สูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ เป็นหนึ่งในสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน" ความหมายคือสุขภาพเป็นสิทธิ ไม่ใช่สินค้า ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงมาตรฐานบริการสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ในสังคมโดยไม่เกี่ยวว่าเป็นคนรวยหรือคนจน ถ้ายึดหลักนี้ สิ่งที่จำเป็นคือต้องมีระบบสุขภาพระบบเดียวครอบคลุมทุกคนในประเทศ ทุกคนได้รับการรักษาเหมือนกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงคนไร้บ้าน............. ผมเห็นด้วยว่าทุกกองทุนหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนพนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานองค์การมหาชนเช่น สปสช. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงมาตรฐานบริการสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ในสังคมโดยไม่เกี่ยวว่าเป็นคนรวยหรือคนจน ถ้ายึดหลักนี้ สิ่งที่จำเป็นคือต้องมีระบบสุขภาพระบบเดียวครอบคลุมทุกคนในประเทศ ทุกคนได้รับการรักษาเหมือนกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงคนไร้บ้าน.........แต่ทีผมไม่เห็นด้วยก็คือการรวมกองทุนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นกองทุนเดียวคือกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. เพราะมีตัวอย่างของประเทศที่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกองทุนเดียวเช่นกองทุน NHS ของประเทศอังกฤษเผชิญแรงกดดันทางการเงินอย่างมาก ทำท่าจะไปต่อไม่ไหว ซึ่งจะกระทบกับหลักประกันสุขภาพของคนอังกฤษส่วนใหญ่ที่อยู่ภายใต้ การดูแลของ NHS เพียงกองทุนเดียว https://www.hfocus.org/content/2017/04/13843 ......... ตัวอย่างที่ดีของประเทศที่มีการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมาอย่างยาวนานเกือบ 60 ปี อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ที่คนญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของตนเองมาก ประชาชนทั่วไปก็พอใจ และผู้ให้บริการคือ แพทย์พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร เป็นต้น ก็พึงพอใจ ทั้งนี้เพราะจุดเด่น 4 ประการ คือ1) สามารถครอบคลุมประชากรได้ทั้งประเทศ2) ประชาชนสามารถเลือกไปใช้บริการที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจ 3) บริการทางการแพทย์มีคุณภาพสูง โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจนถือได้ว่ามีราคา "ไม่แพง" เพราะใช้งบประมาณเพียง 9.5% ของจีดีพี 4) มาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยรัฐมีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรสนับสนุน (Subsidy) เพื่อให้สามารถครอบคลุมประชากรได้ถ้วนหน้า ทั้งนี้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถ คือจ่าย "เบี้ยประกัน" (Premium)และร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการ(Copayment)โดยร่วมจ่ายตามสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10-30 และมีเพดานการร่วมจ่ายแต่ละครั้ง ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้รวมกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกองทุนต่าง ๆ เป็นกองทุนเดียว แต่กลับมีกองทุนหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ กว่า 3,300 กองทุน แต่ประการสำคัญสูงสุดสุดคือทุกกองทุนมีมาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานการจ่ายเงินให้แก่หน่วยบริการล้วนเป็นระบบ Free service ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750 เช่นเดียวกับสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานและผู้บริหารของ สปสช.( เหตุใด พนักงาน-ผู้บริหาร สปสช. จึงไม่ใช้สิทธิบัตรทอง? ) https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758 ........................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................................... แลระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น (2) Tue, 2013-12-10 10:47 -- hfocus วิชัย โชควิวัฒน https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750 ........................................................................................................................................................................................................... ญี่ปุ่นมีพระราชบัญญัติประกันสุขภาพ(Health Insurance Act) ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 และมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2470 และใช้เวลาอีกราว 34 ปี จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวให้เป็นพระราชบัญญัติสุขภาพ "แห่งชาติ" ให้ประชาชนทั่วประเทศมีหลักประกันถ้วนหน้าตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ซึ่งตรงกับปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย จากนั้นก็มีการ "พัฒนาระบบ" อย่างต่อเนื่องได้แก่การเริ่ม "ระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ"(Elderly Health Care System) เมื่อพ.ศ.2526 โดยผูกระบบดูแลนี้กับระบบบริการสุขภาพ เมื่อพบว่าค่าใช้จ่ายการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุสูงมาก จึงเริ่มสร้าง "ความยั่งยืน" ให้แก่ระบบ โดยการตรากฎหมายให้มี "ระบบประกันการดูแลระยะยาว" (Long-term Care Insurance System) เมื่อปี2543 และพบว่ากลุ่มคนสูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี เป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลสุขภาพและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงเริ่มมี "ระบบประกันสุขภาพสำหรับผู้มีอายุเกิน 75 ปี" (Health Insurance System for the aged over 75)เมื่อพ.ศ. 2551 ........... ญี่ปุ่นเพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปี ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อปี2554 นี้เอง.............. ปัจจุบันญี่ปุ่นมีระบบประกันสุขภาพแก่ประชากรกลุ่มต่างๆ แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆได้แก่ ............ ( 1. ) ระบบประกันสุขภาพผู้มีอายุสูงเกิน75 ปี ครอบคลุมประชากร 15 ล้านคน มี"องค์กร" หรือ "กองทุน" ดูแล 47 แห่ง ใน 47 จังหวัด ญี่ปุ่นเรียก "จังหวัด" ในภาษาอังกฤษว่าPrefecture ไม่เรียกว่า Province อย่างบ้านเรา โดยจังหวัดของญี่ปุ่น เกิดจากเดิมญี่ปุ่นแยกเป็นแคว้นอิสระราว 300 แคว้น เมื่อมีการปฏิรูปสมัยเมจิได้มีการรวมกลุ่มแคว้นเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ เข้าเป็นกลุ่มละหนึ่งจังหวัดเพื่อให้มีขนาดพอเหมาะในการปกครองและบริหารจัดการระยะแรกปรับลดเหลือ 75 "จังหวัด" ในปี 2431 และในที่สุดได้ปรับลงอีกจนเหลือ 47 จังหวัด จังหวัดเหล่านี้มีอำนาจอิสระระดับหนึ่ง ไม่ขึ้นตรงทั้งหมดกับส่วนกลางจึงไม่เรียกว่า Province ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นอิสระมากเท่ามลรัฐในสหรัฐ จึงไม่เรียก State แต่เรียกว่า Prefecture ปัจจุบันแต่ละจังหวัดจะเลือกผู้ว่าการของตนเอง และมีสภาจังหวัดเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อเกือบสี่สิบปีมาแล้วผู้เขียนไปเยือนญี่ปุ่นครั้งแรก มีโอกาสไปพบสมาชิกสภาจังหวัดท่านหนึ่งที่บ้าน ตอนไปเข้าห้องน้ำหลังบ้านพบเจ้าหน้าที่ 2 คน กำลังยุ่งอยู่กับเอกสารกองโตทราบต่อมาว่าทั้งสองคนเป็นเลขานุการกำลังเตรียมข้อมูลให้สมาชิกสภาจังหวัดอภิปรายในสภาวันรุ่งขึ้น ญี่ปุ่นมีระบบการปกครองคล้ายคลึงกับประเทศเจริญแล้วอย่างอังกฤษ กล่าวคือ มีแต่การบริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีส่วนภูมิภาคอย่างของเรา ระบบการปกครองส่วนภูมิภาคบ้านเรานั้น แท้จริงแล้วเลียนแบบมาจากระบบที่อังกฤษใช้ปกครองเมืองขึ้น นั่นคือการแต่งตั้ง "ผู้ว่าราชการ" อาณานิคมอย่างอินเดีย สิงคโปร์ ขึ้นต่อกรุงลอนดอนเหมือนที่ปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดต้องฟังคำสั่งจากกรุงเทพฯ คือ มหาดไทยเป็นหลัก จึงมักไม่สามารถตอบสนองและแก้ปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ระบบประกันสุขภาพผู้มีอายุเกิน 75 ปีครอบคลุมประชากรเพียง 15 ล้านคน แต่มีค่าใช้จ่ายถึง 13 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณ2556 ............... ( 2. ) "ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ" ทำหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับบำนาญ และผู้ทำงาน "บางเวลา" ครอบคลุมประชากรราว 38 ล้านคน มีกองทุนต่างๆดูแลอยู่ราว 1,800 กองทุน มีค่าใช้จ่ายราว 10 ล้านล้านเยน .............. ( 3. ) "สมาคมประกันสุขภาพญี่ปุ่น"(Japan Health Insurance Association)ดูแลพนักงานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครอบคลุมประชากรราว 35 ล้านคนเป็นกองทุนขนาดใหญ่กองทุนเดียว ค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านล้านเยน.............. ( 4. ) "สมาคมประกันสุขภาพ" (Health Insurance Societies) ดูแลพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่ ครอบคลุมประชากรราว 30 ล้านคน ประกอบด้วยกองทุนราว 1,400 กองทุน ............. ( 5. ) "สมาคมสิทธิประโยชน์" (Benefit Societies) ดูแลข้าราชการและครอบครัวราว9 ล้านคน มี 85 กองทุน ค่าใช้จ่ายในกลุ่มที่สี่และห้ารวมราว 5 ล้านล้านเยน ........... รวม 5 กลุ่ม มีกองทุนขนาดต่างๆ กันรวม 4,033 กองทุน ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 34 ล้านล้านเยน รวมกับกรณีที่มีการปรับค่าใช้จ่ายของประชากรกลุ่มอายุ 65-75 ปีราว 14 ล้านคน อีกราว 6 ล้านล้านเยน รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 40 ล้านล้านเยน ในปี2556 คิดเป็นเงินไทยราว 12.8 ล้านล้านบาท(1 บาท เท่ากับ 3.126 เยน) เท่ากับ 5.7 เท่าของงบประมาณประเทศไทยในปีเดียวกัน เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศคือ จีดีพี(GDP) เท่ากับ 9.5% ขณะที่ของสหรัฐสูงสุดถึง 17.8% เยอรมนีกับฝรั่งเศสเท่ากันคือ11.6% สหราชอาณาจักรเท่ากับสเปน คือ9.6% ของไทยประมาณ 4% ............. ญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของตนเองมาก ประชาชนทั่วไปก็พอใจ และผู้ให้บริการคือ แพทย์พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร เป็นต้น ก็พึงพอใจ ทั้งนี้เพราะจุดเด่น 4 ประการ คือ1) สามารถครอบคลุมประชากรได้ทั้งประเทศ2) ประชาชนสามารถเลือกไปใช้บริการที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจ 3) บริการทางการแพทย์มีคุณภาพสูง โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจนถือได้ว่ามีราคา "ไม่แพง" เพราะใช้งบประมาณเพียง 9.5% ของจีดีพี 4) มาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยรัฐมีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรสนับสนุน (Subsidy) เพื่อให้สามารถครอบคลุมประชากรได้ถ้วนหน้า ทั้งนี้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถ คือจ่าย "เบี้ยประกัน" (Premium)และร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการ(Copayment)โดยร่วมจ่ายตามสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10-30 และมีเพดานการร่วมจ่ายแต่ละครั้ง ......... ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556 https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750

Submitted by มาตรฐานการจ่าย on
สิ่งสำคัญสูงสุดประการหนึ่งที่จะทำให้คนไทยทุกคนได้รับมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกันก็คือมาตรฐานการจ่ายเงินของกองทุนต่าง ๆ ให้แก่โรงพยาบาลหน่วยบริการคือจะต้องจ่ายแบบคือวิธีการจ่ายค่าบริการตามที่ใช้ (Fee for service) วิธีการนี้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ต้องตั้งเบิกมาและทางกองทุนฯ จะพิจารณาจ่ายให้ตามความจำเป็นทางการแพทย์และข้อตกลงที่มีในกรมธรรม์สัญญา วิธีการนี้ใช้ค่าใช้จ่ายและความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบการเบิกจ่ายสูง แต่มีสิทธิประโยชน์สูง และแพทย์สามารถใช้ศิลปะในการรักษาโรคสำหรับแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม วิธีการนี้ สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกแต่มีการร่วมจ่ายในหลายส่วนเช่น เข็มหรือสายสวน และ สปสช. ได้จัดสวัสดิการรักษาพยาบาลดังกล่าวให้กับพนักงานและผู้บริหารของ สปสช. ทั้งหมดทั้งการรักษาผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก แทนที่จะใช้ประกันสังคมหรือบัตรทอง จึงต้องถือว่าพนักงานและผู้บริหารของ สปสช. ได้สวัสดิการรักษาพยาบาลที่ยอดเยี่ยมมากกว่าประชาชนทั่วไปที่ถือบัตรทอง แรงงานผู้ประกันตนกับประกันสังคม และข้าราชการ (การควบคุมค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพของไทย เผยแพร่: 11 ก.ค. 2560 14:07 โดย: อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์) https://mgronline.com/daily/detail/9600000070380

Submitted by ค่านายหน้าค้าประกัน on
ข้ออ้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบบเดียวในการรวมกองทุนหลักประกันสุขภาพภาครัฐต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ภายใต้การควบคุมโดย สปสช.โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ คือกองทุนบัตรทอง 30 บาท กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการข้าราชการเข้าด้วยกัน โดยอ้างกันว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะสามารถทำให้การบรรลุถึงระดับมาตรฐานสุขภาพที่สูงที่สุดมาตรฐานเดียวทั่วประเทศที่จะเป็นไปได้ นั้น ฟังผ่าน ๆ เหมือนจะดูดีหรือเหมือนจะเป็นมาตรการเดียวเท่านั้นที่จะใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพใด้......แต่ความจริงที่น่าจะซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ก้อนโตแอบแฝงอยู่ก็คือ งบประมาณแผ่นดินหรือเปอร์เซ็นต์ค่าบริหารจัดการหรือค่านายหน้าค้าประกันหลักประกันสุขภาพภาครัฐที่รัฐจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นให้แก่ สปสช.อีกนับพันล้านบาท...... ไม่เชื่อลองไปถามกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่สมัครใจไปใช้บริการของ สปสช.ดู ว่าในแต่ละปีจะต้องจ่ายค่านายหน้าค่าบริหารจัดการให้แก่ สปสช.ปีละเท่าไหร่? และทำให้งบประมาณค่ารักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่นในแต่ละปีลดลงหรือเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ?

Add new comment