ฤาถึงเวลา ‘สปสช.’ ไร้ตัวตน ใบตองแห้งสะท้อนสถานการณ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทย

อธึกกิต แสวงสุข หรือนามปากกา “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์ที่เชี่ยวชาญการวิพากษ์และตรวจสอบนโยบายของภาครัฐเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามสถานการณ์ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยหรือบัตรทอง 30 บาทมาโดยตลอด และในฐานะประชาชนคนหนึ่งของประเทศที่อยู่ในระบบบริการสุขภาพ เขาได้สะท้อนมุมมองถึงสถานการณ์ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า UC หรือที่คุ้นหูกันว่า 30 บาทรักษาทุกโรค หรือบัตรทองที่เกิดข้อกังวลกับเจ้าตัวอย่างมากเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต ซึ่งได้โพสต์ข้อความบ่อยครั้งผ่าน Facebook ส่วนตัว

อธึกกิต ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องบัตรทองผ่าน Hfocus โดยสะท้อนในหลากหลายมิติของการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขาให้ภาพว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) ก็ถือได้ว่าทำงานได้ดีในระดับหนึ่งสำหรับการดูแลสุขภาพของคนไทยผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่อีกด้านหนึ่งระบบ UC ที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้แพทย์และพยาบาลบางส่วนมีความเครียด เพราะระบบจะพันกับงบประมาณ รวมถึงกติกาต่างๆ ที่เข้ามาควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ จุดนี้เลยทำให้แพทย์เกิดความเครียด

อีกทั้งระบบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระบบพิเศษที่ถูกนำมาใช้เพียงแค่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่เดียวเท่านั้น เหมือนเป็นข้าราชการพิเศษเพียงส่วนเดียวและแตกต่างจากราชการอื่นๆ ทั้งหมด การเติบโตในสายงานก็แตกต่างกัน

“ผมเข้าใจว่าบุคลากรของ สธ.ก็มีความรู้สึกว่าอยากทำงานได้อย่างเต็มที่ ไร้ข้อจำกัด แต่ทุกวันนี้ในมุมของแพทย์และพยาบาลก็เหมือนกับว่าถูกระบบบัตรทองตรึงเอาไว้ ขยับย้ายไปไหนไม่ได้ อีกทั้ง สปสช.ก็ต้องกำกับค่าใช้จ่าย ตรงนี้ทำให้เกิดความไม่พอใจกันขึ้นมาระหว่างแพทย์และระบบที่ สปสช.ดูแล และนำไปสู่การสร้างข้อมูลที่บิดเบือนความจริงกัน เพราะต้องการเข้ามาควบคุมการบริหารงบประมาณรายหัวด้านสุขภาพของคนไทย ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าการบริหารของ สปสช.จะถูกต้องไปหมดทุกอย่าง แต่ความหมายคือมันมีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีระหว่างกัน” อธึกกิต ให้ความเห็น

คอลัมนิสต์ชื่อดังผู้นี้ ให้มุมมองอีกว่า เมื่อมีข้อมูลที่จ้องจะโจมตีกันอย่างไม่เป็นธรรม บวกกับการจัดการงบประมาณที่ถึงแม้จะอำนวยความสะดวกให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่สำหรับบุคลากรของ สธ.แล้วกลับไม่ใช่เช่นนั้น ขณะที่เมื่อมีการบิดเบือนข้อมูลโจมตีกันที่มากไปด้วยอคติ แพทย์ส่วนใหญ่กลับเลือกนิ่งเฉย ทางออกจึงไม่เกิดขึ้น

“การแก้ความขัดแย้งระหว่าง สปสช.และกลุ่มแพทย์ สธ. ผมมองว่าการเพิ่มงบประมาณรวมถึงการกระจายอำนาจแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะอีกมุมก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดของกติกาทำให้แพทย์ต้องอึดอัดด้วย”

อธึกกิต อธิบายถึงความอึดอัดที่พอเป็นภาพให้ได้เห็นเค้าราง เขายกตัวอย่างกรณีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแถบภาคกลาง เมื่อค่าใช้จ่ายสุขภาพรายหัวของประชากรที่อัดอยู่ในงบประมาณก็มีภาวะขาดทุนมาโดยตลอด และยังหาทางออกกับเรื่องการบริหารอย่างไรไม่ให้ขาดทุนได้ เพราะว่าภายในโรงพยาบาลมีอาคารขนาดใหญ่ และมีจำนวนเตียงที่มากเกินไป มากเกินกว่าจำนวนประชากรเฉลี่ยในพื้นที่ที่รับผิดชอบ และเมื่อมีอาคารขนาดใหญ่ ระเบียบของ สธ.ก็ระบุชัดว่าจะต้องมีบุคลากรให้เหมาะสมด้วย เมื่อต้องหาคนมาทำงานแต่ไม่มีงานรองรับ มันก็เกิดความไม่สมดุลและนำไปสู่ปัญหาขาดทุน ซึ่งก็น่าเห็นใจ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่าข้าราชการแพทย์ส่วนใหญ่ก็ต้องการอำนาจเต็มในการจัดการบริหาร ขณะที่ระบบราชการอื่นๆ ก็ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกติกาเช่นนี้ หากให้เทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลของจังหวัด ศักดิ์ศรีก็เท่ากันแต่ความสะดวกความสบายในการทำงานแตกต่างกัน แต่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของ สธ.ถือว่ายุติธรรมอย่างมากกับประชาชน ขณะที่ส่วนอื่นๆ ผมมองว่าไม่ได้ยุติธรรมด้วย แต่แน่นอนว่าระบบราชการต้องการแบบไหน ผมเชื่อว่าเรารู้ๆ กันอยู่

“แต่สิ่งที่ สปสช.จัดการบริหารก็ถูกต้องเหมือนกัน เพราะเป็นการปกป้องสิทธิ์ในการดูแลรักษาพยาบาลของคนไทยที่ถือบัตรทอง ผมว่าการโจมตีกันบ่อยครั้งมันมากไปด้วยข้อมูลที่เกินเหตุ ซึ่ง สปสช.เองก็มีมาตรฐานในการบริหารและการดูแลสิทธิ์ในการรักษาอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ครั้นจะให้แพทย์มาสั่งการโดยใช้ดุลยพินิจอย่างเต็มที่ก็คงไม่ถูกนัก ไม่เช่นนั้นงบประมาณแต่ละปีจะบานปลาย ผมย้ำว่าตราบใดที่รัฐบาลยังคงสวัสดิการรักษาฟรี หรือยังมีบัตรทองอยู่ ก็ต้องให้ สปสช.เข้ามาจัดการ หากให้ใครหรือหน่วยอื่นเข้ามาแทน บอกได้เลยว่างบประมาณจะบานปลาย”

อธึกกิต เสริมข้อข้างต้นนี้ว่า ตัวอย่างชัดเจนที่เกิดการโจมตีด้วยอคติ คือ ข้อเรียกร้องให้ผู้ถือบัตรทองต้องมาล้างไตที่โรงพยาบาลเท่านั้น ขณะที่สิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UC ก็เสนอให้มีการล้างไตที่บ้านได้เอง ซึ่งจะสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องมาโรงพยาบาลและต้องรอคิวเป็นเวลานานกว่าจะได้รักษา ซึ่งน้องชายผมที่เคยป่วยเป็นโรคไตแต่ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ก็เคยใช้สิทธิ์ UC มาล้างไตเองที่บ้าน ซึ่งผมก็เห็นว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ และต้องรอนานกว่าจะได้ฟอกไต

“ก็ถูกต้านอีกว่าต้องไปล้างหรือฟอกไตที่โรงพยาบาลเท่านั้น ผมก็ไม่ทราบว่าทำไม ผู้ป่วยบางคนรอไม่ไหวก็ไปโรงพยาบาลเอกชน หรือบางคนมีสิทธิ์บัตรทองแต่มีสตางค์หน่อยก็ไปโรงพยาบาลเอกชน และแน่นอนว่าโรงพยาบาลเอกชนรับอยู่แล้วเพราะได้เงินจาก สปสช. และยังบวกไปกับค่าบริการกับผู้ป่วยเข้าไปได้อีก นี่คือมายาคติของคนไทยเองด้วยส่วนหนึ่งที่คิดว่าโรงพยาบาลเอกชนดีกว่า ทั้งๆ ที่สิทธิ์ก็ระบุว่าสามารถทำเองรักษาเองที่บ้านได้” อธึกกิต ย้ำ

หรืออีกกรณีที่อธึกกิตอธิบายให้เห็นภาพ คือคนใกล้ตัวที่เคยทำงานเป็นแม่บ้านให้ ลาออกไปแต่งงานเมื่อราว 15 ปีก่อน และไม่ทราบมาก่อนว่าชายที่แต่งงานด้วยติดเชื้อ HIV กระทั่งมีลูกด้วยกัน 1 คนและสามีได้ตายจากไปเนื่องจากไม่ยอมรักษาตัว เมื่ออดีตแม่บ้านรู้ความจริงว่าได้รับเชื้อ HIV ขณะที่ลูกน้อยก็ติดเชื้อด้วยเช่นกัน เธอได้ใช้สิทธิ์บัตรทองในการรับยาเพื่อดูแลตัวเองให้อยู่รอดได้ ขณะที่ลูกของเธอก็ได้รับยาเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันนี้ เด็กน้อยที่ได้รับเชื้อในวันนั้นก็กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ส่วนอดีตแม่บ้านก็ทำงานรับจ้าง โดยใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

แต่กระนั้น กลุ่มต่อต้าน สปสช.ก็กล่าวหาว่า คณะกรรมการ สปสช.เอาเงินไปให้กับกลุ่มเอ็นจีโอเกี่ยวกับ HIV โดยตรง ทั้งๆ ที่กลุ่มต้านไม่ทราบความจริงว่าพวกเขาไม่ใช่เอ็นจีโอ แต่เป็นเครือข่ายของผู้ติดเชื้อ HIV ที่รวมกลุ่มกันเองเพื่อคอยช่วยเหลือผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้สามารถเข้าถึงยาและการรักษาตามสิทธิ์บัตรทองที่เขามี เป็นการช่วยเหลือที่ดีอย่างมาก เพราะเป็นทั้งเพื่อนที่เข้าใจกัน และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี ขณะที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเครือข่ายโรคไตก็โดนโจมตีหาว่าเป็นเอ็นจีโอด้วยเช่นกัน

“อีกเรื่องคือการใช้ยา ซึ่งเป็นมายาคติอย่างมากในสังคมไทย ที่มองว่าการใช้ยาแพง หรือยาจากเมืองนอกจะดีกว่ายาในประเทศที่ราคาถูก ขณะที่แพทย์เองก็เช่นกันบางส่วนดันมีความคิดที่ว่าหากจะเก่งต้องใช้ยาที่แพงๆ ตนเองได้เข้าโรงพยาบาลเอกชนเพื่อทำการรักษายามเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง และแพทย์ที่พบก็เป็นอาจารย์แพทย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งแพทย์หลายคนก็จะถามว่าเบิกค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็จะสั่งยาให้ในขนาดที่กินได้ 7 วัน หรือ 1 เดือนตามที่ร้องขอ จากนั้นจะเขียนใบสั่งยาเพื่อไปซื้อยาจากข้างนอกที่ราคาถูกกว่าแต่มาตรฐานเดียวกันได้ แต่บ่อยครั้งที่ตัวเองดื้อด้านลืมกินยา ทำให้ต้องกลับไปใช้ยานอกหรือยาที่แพงเพื่อรักษาใหม่ ซึ่งมันคือความจำเป็น แต่ความหมายคือ ยาไทยก็สามารถรักษาได้เช่นกัน ไม่จำเป็นจะต้องสั่งยาราคาแพง หรือยาจากนอกในทุกๆ ครั้งเสมอไป

“แต่สิ่งนี้ถูกโจมตีว่า สปสช.ใช้แต่ของถูก เอาของถูกมารักษาประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นยาที่มีคุณภาพ และจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ขั้นตอนการรักษา อยู่ที่คนไข้จะดูแลตัวเองได้ดีอย่างไร เพราะหากดูแลตัวเองดียาแพงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้” อธึกกิต ย้ำ

กระนั้นก็ตาม การโจมตีระหว่างกันจนกลายเป็นเหมือนสงครามทางความคิดที่ไม่จบสิ้นในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา อธึกกิตมองเห็นถึงสาเหตุของความขัดแย้งเพียงประการเดียวคือ สธ.ต้องการเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณรายหัวเองแทน สปสช. เพราะถือว่าเสือทั้ง 2 ตัวยังคากันอยู่บนเส้นทางการทำงานเดียวกัน และเมื่อระบบเอื้อให้อีกฝ่ายได้บริหารจัดการ แน่นอนว่าอีกฝ่ายจำต้องรับความรู้สึกอึดอัดกลับไป

คอลัมน์นิสต์ชื่อดัง อธิบายว่า สธ.ต้องการดึงอำนาจการบริหารงบประมาณส่วนนี้กลับไปจัดการเอง และบ่อยครั้งที่ สธ.พูดว่าไม่เลิกรักษาฟรีแน่นอน แต่ลึกๆ ก็ต้องการกุมอำนาจไว้ทั้งหมด ง่ายๆ คือ เอาเงินมาเลยแล้วจะจัดการเอง ไม่ต้องผ่าน สปสช.อีกต่อไป แต่เจตนาที่แท้จริงคือการแยกเงินเดือนออกจากงบประมาณรายหัว เพื่อเพิ่มอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายแพทย์ในกระทรวงให้เหมือนกับก่อนปี 2545 ที่เป็นไปในลักษณะช่วยราชการที่หนึ่ง แต่ชื่ออยู่อีกที่หนึ่ง ก็รับเงินเดือน 2 ทาง ซึ่งจะเป็นเพิ่มงบประมาณจนถึงขึ้นบานปลาย และยังไม่รวมถึงมาตรฐานการรักษาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงหาก สธ.ได้มามีอำนาจอีกด้วย แต่ขณะนี้ยังดีที่ สปสช.มีภาคประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่คณะกรรมการ ทำให้ยังพอถ่วงดุลอำนาจกันได้

แต่สำหรับอนาคตแล้ว สิ่งที่ค่อนข้างน่ากังวลเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของเมืองไทยตามการคาดการณ์บนสถานการณ์ปัจจุบันของอธึกกิต ก็น่าสนใจไม่น้อย

อธึกกิต อธิบายกับเรื่องนี้ว่า ในแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข จะมี พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมี “ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพ” อยู่ด้วย เพราะหากร่างดังกล่าวผ่านการพิจารณาออกมาใช้งานได้จริงโดยไร้ซึ่งแรงต่อต้านใดๆ สปสช.จะไร้ความหมายไปโดยทันที และเสมือนถูกยุบไปแล้วแต่ยังมีตัวตนอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย แต่จะไร้ซึ่งอำนาจบริหารจัดการ

“เพราะในซุปเปอร์บอร์ดด้านสาธารณสุขซึ่งมีทั้งหมด 45 คน จะมีการเพิ่มสัดส่วนของราชการเข้าไปมีสิทธิ์มีเสียงด้วย และจะเป็นการรวมกองทุนทั้งหมดมาอยู่ในที่เดียวกัน ซึ่งสัดส่วนราชการทั้ง 45 คนจะมากกว่าภาคประชาชนและของ สปสช.เองด้วย ซึ่งกำกับโดย สธ.ทั้งหมด ขณะที่งประมาณรายหัวของ UC หรือบัตรทองจะถูกควบรวมอยู่ในเขตสุขภาพทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ โดยมีผู้ตรวจราชการ สธ.คอยมากำกับดูแล ซึ่งจะลดบทบาทของ สปสช.ออกไปทันที หรือเรียกว่าแทบจะไร้บทบาทเลยก็ว่าได้”

อธึกกิต ย้ำทิ้งท้ายอีกว่า จะดีร้ายอย่างไรยังไม่อาจประเมินได้ แต่ในอนาคตรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพจะเป็นลักษณะนี้ โดย สธ.จะกลับมามีอำนาจอีกครั้งแทนที่ สปสช. ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านฉลุย การแก้ไขกฎหมายบัตรทองก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะมันจบทุกอย่างได้ด้วยอำนาจของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ชาวบ้าน • 2018-05-12, 23:20
บทความนี้คือตัวอย่างของการสร้างข้อมูลที่บิดเบือนความจริงกัน อย่างที่เจ้าของบทความกล่าวหา บิดเบือน 1" ....นำไปสู่การสร้างข้อมูลที่บิดเบือนความจริงกัน เพราะ(สธ.)ต้องการเข้ามาควบคุมการบริหารงบประมาณรายหัวด้านสุขภาพของคนไทย" ข้อเท็จจริง....สธ.คงไม่ได้ต้องการเข้ามาควบคุมการบริหารงบประมาณรายหัวด้านสุขภาพของคนไทยหรอกครับ เพราะตัวอย่าง กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ เกือบห้าล้านคน หรือกองทุนประกันสังคมหรือ สปส. ที่มีสมาชิกนับสิบล้านคน ที่ใช้บริการ รพ. ของ สธ.เป็นส่วนใหญ่ สธ.ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่ง ไม่เคยเรียกร้องไปควบคุมการบริหารงบประมาณรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม สปส. หรือกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลเลย สึ่งที่ สธ.น่าจะต้องการก็คือให้กองทุนประกันสุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม สปส. หรือ บัตรทองสามสิบบาท สปสช. ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นธรรม เช่นเดียวกับที่ประกันสังคม สปส.เขาจ่าย ไม่ใช่ไปเอาเงินเดือนที่กรมบัญชีกลางจ่ายให้แก่ข้าราชการ สธ.เขาโดยตรงเขามารวมกับค่าหัวที่จะจ่ายให้ สธ. ซึ่ง สปส.และสวัสดิการข้าราชการเขาไม่ทำกัน ประการสำคัญคือกองทุนต่าง ๆ จะต้องไม่ชักดาบเบี้ยวหนี้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในสังกัด สธ. (ค่าใช้จ่ายที่ รพ.เรียกเก็บไม่ได้จากกองทุน ฯ ไม่ได้) ซึ่ง รพ.ต่าง ๆ ในสังกัด สธ.เรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้ป่วยบัตรทองจาก สปสช.ไม่ได้ รวมกันทั่วประเทศเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท https://www.facebook.com/ArnondSakworawich/posts/1580951232187588
บิดเบือน 2 • 2018-05-13, 05:08
อธึกกิต อธิบายกับเรื่องนี้ว่า ในแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข จะมี พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมี “ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพ” อยู่ด้วย เพราะหากร่างดังกล่าวผ่านการพิจารณาออกมาใช้งานได้จริงโดยไร้ซึ่งแรงต่อต้านใดๆ สปสช.จะไร้ความหมายไปโดยทันที และเสมือนถูกยุบไปแล้วแต่ยังมีตัวตนอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย แต่จะไร้ซึ่งอำนาจบริหารจัดการ .......... ข้อเท็จจริง... พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมี “ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพ” อยู่ด้วย กับ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี"บอร์ด สปสช."อยู่แล้ว มันเป็นกฎหมายคนละฉบับ.... คนที่เคยเรียนวิชากฎหมายเบื้องต้นมาบ้างก็น่าจะทราบว่ามันมีศักดิ์แห่งกฎหมาย คือ พ.ร.บ. เท่าเทียมกัน .... ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร..... โดยหลักการคือ“ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จะควบคุมเรื่อง "นโยบายสุขภาพโดยรวมของประเทศ"......ส่วน"บอร์ด สปสช" ควบคุมเรื่อง"เงิน" เรื่องการงบประมาณรักษาพยาบาลของประชากรบัตรทอง 50 ล้านคน .....คนละเรื่อง คนละส่วนกันอยู่แล้ว... อย่าบิดเบือน!
บิดเบือน 3 • 2018-05-13, 09:45
อธึกกิต เสริมข้อข้างต้นนี้ว่า ตัวอย่างชัดเจนที่เกิดการโจมตีด้วยอคติ คือ ข้อเรียกร้องให้ผู้ถือบัตรทองต้องมาล้างไตที่โรงพยาบาลเท่านั้น ขณะที่สิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UC ก็เสนอให้มีการล้างไตที่บ้านได้เอง ซึ่งจะสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องมาโรงพยาบาลและต้องรอคิวเป็นเวลานานกว่าจะได้รักษา ซึ่งน้องชายผมที่เคยป่วยเป็นโรคไตแต่ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ก็เคยใช้สิทธิ์ UC มาล้างไตเองที่บ้าน ซึ่งผมก็เห็นว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ และต้องรอนานกว่าจะได้ฟอกไต “ก็ถูกต้านอีกว่าต้องไปล้างหรือฟอกไตที่โรงพยาบาลเท่านั้น ผมก็ไม่ทราบว่าทำไม ผู้ป่วยบางคนรอไม่ไหวก็ไปโรงพยาบาลเอกชน หรือบางคนมีสิทธิ์บัตรทองแต่มีสตางค์หน่อยก็ไปโรงพยาบาลเอกชน และแน่นอนว่าโรงพยาบาลเอกชนรับอยู่แล้วเพราะได้เงินจาก สปสช. และยังบวกไปกับค่าบริการกับผู้ป่วยเข้าไปได้อีก นี่คือมายาคติของคนไทยเองด้วยส่วนหนึ่งที่คิดว่าโรงพยาบาลเอกชนดีกว่า ทั้งๆ ที่สิทธิ์ก็ระบุว่าสามารถทำเองรักษาเองที่บ้านได้” อธึกกิต ย้ำ.............................. ข้อเท็จจริงอีกด้านจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญโรคไต....... "นพ.ดำรัส โรจนเสถียร แจงข้อเท็จจริงไตวายเรื้อรังเพิ่ม 800 คน/เดือน จี้ สปสช. ทบทวนล้างไตทางช่องท้อง ชี้เสียชีวิตสูงกว่า6พันคน"....จากการที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)มีนโยบายให้ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังรักษาด้วยวิธีการล้างไตผ่านทางช่องท้องหรือCAPD Frist เท่านั้น และถ้าจะฟอกเลือดต้องเป็นผู้ป่วยที่เคยล้างไตผ่านทางช่องท้องมาก่อนและไม่สามารถทำวิธีนี้ได้อีก(fail CAPD) หรือเคยผ่าตัดช่องท้องถ้าไม่ใช่กรณียกเว้นดังกล่าว ต้องใช้วิธีล้างทางหน้าท้องเท่านั้น แต่ถ้าหากผู้ป่วยประสงค์ใช้วิธีฟอกเลือดก็ต้องจ่ายเงินเอง และเดือนมีนาคม 2555ที่ผ่านมาสปสช.ได้ออกมารณรงค์การล้างไตผ่านทางช่องท้องอีกครั้งเนื่อง และเรื่องนี้ยังเป็นประเด็นท้วงติงกันอยู่ รวมทั้งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โดยนายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอให้ สปสช. ทบทวนเรื่องนี้ว่าไม่ควรจำกัดสิทธิ์ผู้ป่วยต้องล้างไตทางช่องท้องเท่านั้น โดยไม่ให้สิทธิ์ผู้ป่วยเลือกการรักษาที่ดีที่สุด และไม่เคารพการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาตามมาตรฐานของแพทย์ อีกทั้งการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ซึ่งสอดคล้องกับอัตราเสียชีวิตของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น สปสช. จึงควรพิจารณาทบทวนในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง (อ่านเพิ่มเติม) ต่อเรื่องดังกล่าว นพ.ดำรัส โรจนเสถียร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ได้เปิดเผยถึงการรักษาโรคไตว่า หลักของการรักษาโดยทั่วไปนั้น ผู้ป่วยที่มีสติสมบูรณ์มีสิทธิ์ในการเลือกวิธีการรักษา (mode) โดยเฉพาะเมื่อโรคหรืออาการของโรคนั้นๆ ถึงวาระจำเป็นที่ต้องใช้วิธีการนั้นรักษาชีวิต การรักษาในรูปแบบของการทดแทนการทำงานของไตที่เสียไปแล้วนั้นทำได้หลายวิธี ในกรณีของไตวายเรื้อรังจนถึงขั้นสุดท้ายของโรคไตที่เป็นต้นเหตุ (End Stage Renal Disease เรียกย่อว่า ESRD) นั้น สามารถเลือกทำวิธีการที่เหมาะสมได้ดังต่อไปนี้ 1. การฟอกเลือดชนิดเป็นครั้งคราวเท่าที่จำเป็น ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาโดยเฉลี่ย 4 ชั่วโมง (Intermittent Hemodialysis) ข้อจำกัดในปัจจุบันคือ ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาที่หน่วยไตเทียมเพื่อทำการฟอกเลือด ในอดีตเรามีที่ให้การรักษาน้อยมาก ทั้งประเทศมีเพียงในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันทั้งประเทศไทยมีอยู่เกิน 460 แห่งกระจายอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งมีมูลนิธิหลายแห่งเปิดให้บริการ บางแห่งมีราคาที่ย่อมเยากว่าอัตราที่ สปสช. ยอมให้เบิกที่ 1,500 บาท ในอนาคตจะมีเกิดขึ้นอีกหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ เพราะมีความสามารถดำเนินการให้มีรายรับมากกว่ารายจ่าย 2. การล้างไตทางช่องท้อง 1) Intermittent Peritoneal Dialysis (IPD) ให้ผลเช่นเดียวกับข้อ 1 เป็นการใช้เยื่อหุ้มผนังลำใส้และช่องท้องที่มีเส้นเลือดฝอยมากมาย ทำหน้าที่เสมือนอุปกรณ์ไตเทียม เป็นที่ให้น้ำยาล้างไตที่ใส่เข้าไปในช่องท้อง สัมผัสกับผนังเส้นเลือดฝอยมากมายเหล่านั้น ใช้แรงดึงดูดของน้ำยาล้างไตที่ใส่เข้าไปในช่องท้องประมาณหนึ่งถึงสองลิตรต่อรอบ ซึ่งมีความเข้มข้นกว่า (hyperosmolar) น้ำที่อยู่ปนอยู่กับเลือดของผู้ป่วยซึ่งอยู่ภายในเส้นเลือดฝอย วิธีการสัมผัสนี้ทำให้น้ำส่วนเกินที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเกิดอาการบวมน้ำถูกขบวนการ Osmosis ดูดให้ไหลผ่านเยื่อบางๆ ของผนังช่องท้อง (Peritoneum) ปฏิกริยาที่เกิดการเคลื่อนตัวของน้ำจากในเส้นเลือดฝอย เข้าไปในช่องท้องที่มีความเข้มข้นสูงกว่าหรือ Osmosis นี้เมื่อทิ้งไว้ในช่องท้องนั้น ต่อมาในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ความเข้มข้นของสองฟากของผนังช่องท้องที่มีเส้นเลือดฝอยอยู่ภายในนั้น ก็จะมีความเข้มข้นเสมอกัน น้ำส่วนเกินที่ผู้ป่วยโรคไตที่มีอาการบวมน้ำก็หยุดการเคลื่อนที่ ผู้รักษาหรือเครื่อง APD ก็จะทำการปล่อยน้ำที่อยู่ในช่องท้องออกมา อาการบวมก็ลดลง ขณะเดียวกัน ของเสียที่สะสมอยู่ในเลือดผู้ป่วยก็ตามน้ำออกมาด้วย เป็นอันว่าจบการรักษาไปหนึ่งรอบของการใส่น้ำยาล้างช่องท้อง เรียกกันว่าหนึ่งรอบหรือ Cycle จึงเป็นที่มาของการเรียกเครื่อง Automatic Peritoneal Dialysis นี้ว่า Cycler ในทางปฏิบัติแพทย์อาจสั่งการรักษาให้ทำ 8-10 รอบหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับอาการบวมและของเสียที่ตรวจพบก่อนลงมือรักษา วิธีการ APD นี้ทั่วโลกใช้มานานเกิน 20 ปีแล้ว ในประเทศไทยมีใช้ตามโรงเรียนแพทย์มาโดยตลอดแต่ไม่แพร่หลาย เพราะใช้แรงงานคนและใช้เวลาการรักษานาน ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลศิริราช มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและสิ้นเปลืองอุปกรณ์มาก ข้อดีคือนุ่มนวลและสามารถให้ผลการรักษาที่ดีได้ตามแผนการรักษาที่แพทย์สามารถคำนวนล่วงหน้าได้ เท่าที่ทราบ โรงพยาบาลศิริราชใช้รักษาผู้ป่วยที่มีสิทธิ์กองทุนระดับสูงที่ไม่เหมาะในการรักษาด้วย Hemodialysis และยังคงใช้น้ำยายี่ห้อเดียวกันกับยี่ห้อที่ สปสช. ใช้ แตกต่างกันตรงที่โรงพยาบาลศิริราชใช้ผลิตในสิงคโปร์ ส่วนผู้ป่วยบัตรทองใช้วิธี CAPD-First ผลิตจากอินเดีย ประเทศจีน หรือ ฟิลิปปีนส์ 2) Continuous Ambulatary Peritoneal Dialysis: CAPD ซึ่งเป็นวิธีที่ สปสช. ให้ผู้ป่วยที่ใช้บัตรทองใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากเพราะมีปัจจัยเรื่องความสามารถของทั้งผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ความร่วมมือทั้งสองฝ่าย ความพร้อมของสถานที่เปลี่ยนน้ำยา และสถานที่เก็บรักษาน้ำยาล้างไตทางช่องท้องจำนวนไม่น้อยกว่า 120 ถุงต่อเดือน และต้องสะอาด มีห้องปิดกั้นการพัดผ่านของลมในระหว่างการเปลี่ยนน้ำยาวันละ 4 รอบ ทั้งนี้เพื่อสามารถเป็นหลักประกันไม่ให้เกิดโอกาสการติดเชื้อเข้าสู่ช่องท้องของผู้ป่วยอย่างเด็ดขาด เพราะการติดเชื้อหนึ่งครั้งของผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอและอยู่ไกลแพทย์ อาจจะทำให้มารักษาไม่ทันภาวะที่การติดเชื้อลุกลามเข้ากระแสโลหิต จนผู้ป่วยเสียชีวิต “แพทย์เมื่อเห็นสภาพผู้ป่วยก็สามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่า ไม่ควรทำการรักษาด้วยวิธี CAPD กับผู้ป่วยคนไหนบ้าง ซึ่ง สปสช. ดูประหนึ่งไม่สนใจประเด็นการป้องกันหรือ Preventive measures ใดๆ เลย และหากยังไม่เคยไปเยี่ยมบ้านที่ผู้ป่วยพักอาศัยอย่างจริงจัง ยิ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่จะบังคับหรือเจาะจงให้ผู้ป่วยคนนั้นเข้ารับการรักษาด้วย CAPD นอกจากนี้ยังมีปัจจัยห้ามทำ CAPD อีกหลายปัจจัยที่ สปสช. จะเพราะไม่ทราบหรือเพราะไม่สนใจ โดยยังคงที่จะยืนยันให้แพทย์แนะนำ CAPD-First ให้ผู้ป่วยทำ ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเสียชีวิตในอัตราที่สูงมาก ทั้งนี้วิธี CAPD นั้นเขาให้เป็น First Choice หรือ วิธีการรักษาแรกที่แนะนำให้เลือกทำ ให้แก่ผู้ป่วยที่เหมาะสมเท่านั้น ผู้ป่วยเหล่านั้นต้องมีคุณสมบัติใดบ้างนั้น ต้องอ่านดีๆ แล้วบอกสิทธิให้ผู้ป่วยและญาติทราบด้วย” นพ.ดำรัสกล่าว นพ.ดำรัสกล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติและเหมาะที่จะใช้วิธี CAPD นั้น ได้แก่ 1. คนที่ทำงานอยู่ มีงานที่มั่นคง ร่างกายยังแข็งแรง เดินเหินได้ แล้วไม่สบายตรวจพบว่าไตวายเรื้อรัง 2. คนที่ประสงค์จะทำวิธีนี้อย่างแน่วแน่ ถึงแม้ว่าอาจจะตกคุณสมบัติอื่นบ้างเล็กน้อย เช่น แก่แล้ว แต่สายตายังดี มือยังไม่สั่นจนบังคับไม่ได้ สามารถเรียนการทำความสะอาดในขั้นตอนต่างๆ ได้เอง หรือมีผู้ช่วยที่จะยอมช่วยในการเปลี่ยนน้ำยาได้ทุกรอบ อย่างนี้ก็พออนุโลมแต่ต้องติดตามดูและเยี่ยมเยือนมากกว่ารายปกติ 3. คนอายุไม่มาก ทำงานที่บ้านซึ่งอยู่ไกลจากศูนย์ไตเทียมมาก ไม่สะดวกในการมาฟอกเลือดทุก 2-3 วัน จงใจเลือกทำการรักษาวิธีนี้ “ที่กล่าวมานี้เป็นหลักทางวิชาการที่ผู้ป่วยสมควรได้รับการบอกกล่าวก่อนลงทะเบียนเข้ารับการรักษาโดย CAPD เพราะยังมีทางเลือกที่ดีและปลอดภัยกว่าที่แพทย์และพยาบาลที่รับผิดชอบต้อง…ผมขอย้ำว่า “ต้อง” บอกกล่าวให้ผู้ป่วยและญาติรับรู้ก่อนเสมอ การละเว้นไม่บอกผู้ป่วย ในฐานะผู้รู้ถือเป็นการปิดบังข้อมูลที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าสู่ความเสี่ยงที่อาจจะสูงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ที่ผ่านมาผู้ป่วยไตวายที่ตายไปแล้วกว่า 6,000 ”... นพ.ดำรัสกล่าวต่อว่า ผู้ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีอัตราเกิดใหม่ในปัจจุบันไม่น้อยกว่าเดือนละ 800 คน และ สปสช. ให้ทำ CAPD เดือนละประมาณ 600 คน ตนเชื่อว่าผู้ป่วยจะเรียกร้องขอใช้สิทธิ์ในการเลือกวิธีการรักษาที่ปลอดภัยกว่า CAPD-First เพราะโครงการนี้เกิดมาทั้งๆ ที่มีความไม่พร้อมตั้งแต่การผ่าตัดใส่ Tenckhoff catheter (ท่อที่ใช้ผ่านน้ำยาล้างไตเข้าและออกชนิดอยู่ได้อย่างถาวร) การสอน การเรียนรู้วิธีปฏิบัติตน จำนวนพยาบาลปฏิบัติงานในศูนย์และเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน จำนวนอุปกรณ์ไตเทียมเพื่อฟอกเลือดให้สามารถปรับสภาพผู้ป่วยให้พอทำ CAPD ได้ ก็ไม่พร้อมและไม่เพียงพอ รวมทั้งยังไม่ให้ความรู้บรรดา สปสช. เขต ให้เข้าใจระบบการรักษาที่ถูกต้อง จึงไม่สามารถดูแลชีวิตของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังได้ดังที่ผู้บริหาร สปสช. วาดหวังไว้ “หาก สปสช. ไม่รีบทบทวน CAPD-First อาจจะต้องคอยไปแก้ต่างที่ศาลได้แทบทุกวัน เพราะขณะนี้มีผู้ที่กำลังเตรียมฟ้องอยู่” นพ.ดำรัสกล่าว นอกจากนี้ นพ.ดำรัสได้เปรียบเทียบค่ารักษาพยาบาลด้วยการฟอกไตและการล้างไตทางช่องท้องด้วยวิธี CAPD-First ว่า ในส่วนต้นทุนการในการฟอกเลือดด้วยวิธี Intermittent Hemodialysis ในระดับคุณภาพดีนั้นสามารถไปดูได้ที่มูลนิธิโรคไตที่โรงพยาบาลสงฆ์ชั้น 7 และที่นี่ได้เปิดให้บริการมานานแล้ว เก็บเงินค่ารักษาประมาณ 1,000 บาท ซึ่งต้นทุนที่นี่ก็คล้ายๆ ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วไป “หากผู้ป่วยต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เดือนหนึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาทต่อคนต่อเดือน ปัญหาคือมูลนิธิฯ เขาทำเท่าที่พอจะทำให้ได้ ไม่มีนโยบายแบบธุรกิจ ตอนนี้ก็มีไม่กี่แห่ง ส่วนมากไปเติมเต็มให้ตามต่างจังหวัด แต่คาดว่าอีกไม่นานจะมีอีกมูลนิธิหนึ่งที่เน้นโรคไตเช่นกัน เป็นแห่งที่ใหญ่มากเพราะมีผู้บริจาคที่มีเงินมาสนับสนุน ใกล้จะเปิดรักษาแล้ว” นพ.ดำรัสกล่าว ส่วนในภาคเอกชนนั้น ถ้าได้ 1,500 บาทต่อครั้ง และถ้า สปสช. เหมาหมดทั้งประเทศเลย สปสช. จะจ่ายแค่ 1,500 x 2 x 4 = 12,000 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น อยากให้ไปเปิดที่ไหนก็ทำให้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 วันทุกจังหวัด สปสช. ไม่ต้องช่วยลงทุน ไม่ต้องทำหน้าที่อื่นเลยนอกจากเป็นผู้ซื้อบริการ Hemodialysis สำหรับต้นทุน CAPD ของ สปสช. ในปัจจุบันเริ่มจากนำเข้าน้ำยาล้างไตจากสองผู้จำหน่ายคือ Baxter และ FMC ที่ผลิตโดยโรงงานต่างประเทศ โดย Baxter ผลิตจาก อินเดีย จีน หรือ ฟิลิปปินส์ นำเข้ามาโดยบริษัทตัวเองในประเทศไทย แรกเริ่มโครงการในปี 2550 ขายให้แก่องค์การเภสัชกรรมที่ราคา 120 บาท ซึ่งจะบวกไปอีก 25 บาทเป็นค่าจัดการขนส่งให้ถึงบ้านผู้ป่วย (ส่งทางไปรษณีย์) รวมเป็นเงิน 145 บาทต่อถุง แต่ละเดือนผู้ป่วยใช้ 120 ถุง สปสช. ต้องจ่ายเงินให้ผู้ป่วย 120 x 145 = 17,500 บาท ต่อมาเมื่อซื้อมากขึ้นบริษัทลดราคาจาก 145 บาทให้อีกเหลือ 125บาท/ถุง 120 x 125 = 15,000 บาทต่อคน ปัจจุบันขายอยู่ปีละไม่น้อยกว่า 10 ล้านถุง เป็นเงินที่องค์การเภสัชต้องสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนอีกรายที่ สปสช. สั่งซื้อน้อยมาก คือ FMC โดยขายแพงกว่าเพียงถุงละ 7 บาท สินค้านำส่งมาจากเยอรมัน ไม่เคยมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ “สปสช. ยังมีต้นทุนในการสร้างที่ทำ CAPD ในโรงพยาบาลรัฐ โดยจ้างหมอพยาบาลที่พอจะรู้จัก CAPD มาบ้างไปดูงานที่เมืองจีนและสิงคโปร์ พอกลับมาก็มาฝึกสอนหมอและพยาบาลมือใหม่ได้แล้ว โดยสอนการใส่ท่อ Tenckhoff catheter และให้มีคนมาเข้าอบรมแล้วได้ใบประกาศนียบัตรและได้รับค่าผ่าตัดรายละ 2 พันบาท ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ฯ ไม่เคยรับรู้หรืออนุญาตให้สอนใครเลย ขณะนี้ทางผู้อำนวยการราชวิทยาลัยฯ ทราบเรื่องแล้ว และจะออกมาจัดสอนของจริงในไม่ช้านี้ ดังนั้น เรื่องการล้างไตทางช่องท้องยังไม่มีความพร้อม ไม่มีคนที่รู้จริงเพราะโครงการ CAPD-First ให้คลอดออกมาอย่างไม่เคยท้องด้วยซ้ำไป ทาง สปสช. ควรทบทวนเรื่องนี้และให้โอกาสผู้ป่วยเลือกวิธีการรักษาได้” นพ.ดำรัสกล่าว นพ.ดำรัสกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ไม่นับรวมต้นทุนที่จ่ายให้ CAPD-First ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในส่วนหนึ่งที่ สปสช. ได้จ่ายไปแล้วแต่ไม่มีผลงานกลับมา เช่น การจ้างครูแพทย์ที่ขาดคุณสมบัติครูที่ดีมาสอน ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการวัดผล และสังคมแพทย์ทางโรคไตให้คะแนนว่าสอบตกแบบไม่ให้สอบใหม่ นพ.ดำรัสกล่าวว่า “หาก สปสช. จะเป็นผู้ซื้อบริการให้ประชาชน 48 ล้านคนแบบซื้อของได้ของ ทำไมไม่คุยกับกระทรวงสาธารณสุขก่อน ให้เตรียมคนให้พร้อมและหาความพร้อมให้ด้านอื่นๆ จนพร้อมจริงๆ แล้วจึงเปิดโครงการ ผมไม่เชื่อว่าหมอเหล่านี้โง่ จากนี้ไปก็ขอให้คุณหมอช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไต ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรักษาด้วย CAPD ให้รู้สิทธิ์ที่เขาสามารถเลือกวิธีการรักษาได้ ถ้าใครขัดขวางหรือหลอกลวงให้เชื่อว่าท่านไม่มีสิทธิ์เลือก ผู้ป่วยสามารถเรียกร้องสิทธิ์ได้” https://thaipublica.org/2012/05/dumras-tell-the-truth-nephrology/
สะท้อนสถานการณ์... • 2018-05-13, 10:13
สะท้อนสถานการณ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทยจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันนี้เป้นอย่างไร ผมเชื่อว่าคนในวงการแพทย์และสาธารณสุขส่วนใหญ่ต่างก็ทราบและเข้าใจเป็นอย่างดีว่ามันพังทลายไปเกือบหมดแล้ว ระบบบริการสุขภาพของรัฐในทุกวันนี้อยู่กันไปบริหารกันไปแบบตามบุญตามกรรม ตามมีตามเกิด โชคดีก็หายโชคร้ายก็ไม่รอด กระทรวงสาธารณสุขแทบไม่มีอำนาจในการบริหารในเรื่องสำคัญใด ๆ ทั้งสิ้น อำนาจการบริหารกำลังคนก็อยู่ในอำนาจของ กพ. อำนาจบริหารงบประมาณทางด้านสุขภาพส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือของ สปสช.และตระกูล ส.ทั้งหลาย ผลลัพธ์ทางด้านบริการสุขภาพที่เห็น ๆ ได้ชัดก็คือ คนไทยตายจาก “ไส้ติ่งอักเสบ” อันดับ 5 ของโลก ซึ่งถือว่าอันดับในเรื่องนี้ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาในแถบแอฟริกา https://www.hfocus.org/content/2018/02/15444 และประเทศไทยครองแชมป์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก http://www.bltbangkok.com/CoverStory/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข ออกมาโพสต์ข้อความชวนผู้ใจบุญหันมาบริจาค ทำบุญ กับโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ แทนที่จะไปนำไปสร้างโบสถ์หรือเจดีย์..... เมื่อวันที่ 15 พ.ค. เพจ “ณรงค์ชัย (ตุ้ย) คุณปลื้ม” นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ได้ออกมาโพสต์ข้อความเป็นข้อคิดสำหรับผู้ใจบุญสุนทานทั้งหลายให้หันมาบริจาคเงินทำบุญกับโรงพยาบาลจะมีประโยชน์มากกว่า เนื่องจากในปัจจุบันนี้โรงพยาบาลทั้งหลายในประเทศประสบปัญหากับภาวะขาดทุนอย่างหนัก ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านบาท จึงอยากจะวอนขอให้เลิกทำบุญสร้างเจดีย์ โบสถ์ แบบยิ่งใหญ่มโหฬาร แต่หันมาบริจาคเครื่องมือแพทย์เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะได้บุญมากกว่า โดยนายก “ตุ้ย” ได้โพสต์ข้อความว่า..... “โรงพยาบาลศิริราช อันเป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขาดทุนปีละประมาณ 700 ล้าน จากบัตรทอง ได้ทราบมาว่าแม้แต่โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลภูมิพล ก็ขาดทุนจากบัตรทองประมาณปีละ 400 ล้านบาท โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้นขาดทุนจากบัตรทองประมาณ 500 ล้านบาทต่อปีจากบัตรทอง ส่วนโรงพยาบาลรามาธิบดี ผมไม่ทราบตัวเลข ยังไม่ได้ถาม...... โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงเรียนแพทย์เหล่านี้ขาดทุนจากการรับคนไข้หนักที่ refer ส่งมาจากทั่วราชอาณาจักร ที่รักษากันไม่ไหวแล้ว และโรงพยาบาลเหล่านั้นก็ขาดทุนบักโกรกจนไม่มีเงินส่ง refer มาด้วย 700 บาทตามระเบียบของบัตรทอง...... ผมได้ยินกับหูจากผู้บริหารศิริราชว่า ผู้บริหารศิริราชเอง บอกว่า ที่ส่งมาก็ลูกศิษย์เราทั้งนั้น เขาหวังพึ่งเราเพราะเขาก็รักษากันจนหมดฝีมือและความสามารถแล้ว ยังไงก็คนไข้ของลูกศิษย์เรา เราต้องช่วย ถ้าเราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วยลูกศิษย์ของเราและประชาชน...... เรื่องเงินที่ขาดทุนก็คงต้องหากันไป ศิริราชมูลนิธิก็คงต้องหาเงินบริจาคหนักมาก โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เลยจำเป็นอย่างยิ่งทำให้ได้เป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน....... โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นั้นโชคดี มีสภากาชาดไทย และเจ้านายทรงงานหนักมาก พระเมตตาบารมีปกแผ่ให้ประชาชน ไม่เช่นนั้นก็คงอยู่ไม่ได้ไปแล้วเช่นกัน...... โรงเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็คงจะลำบากไม่ใช่น้อย อยู่ในอาการเดียวกัน และน่าจะหาเงินบริจาคได้ยากยิ่งกว่าโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพ จึงน่าเห็นใจเสียยิ่งกว่า..... บ้านเราอยู่รอดด้วยเมตตา และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน...... เลิกทำบุญสร้างพระเจดีย์ โบสถ์ อันมโหฬาร อลังการฺกันเถิด เอาแต่พอควรให้ได้สืบพระศาสนาก็พอ พระอริยสงฆ์ เช่น หลวงตามหาบัว หรือองค์อื่นๆ ท่านก็สร้างโรงพยาบาล หลวงพ่อจรัญ ก่อนละสังขารท่านก็บริจาคให้ศิริราช 50 ล้านบาทเพื่อช่วยชีวิตคน...... ภาษิตจีนกล่าวว่า “ช่วยชีวิตคนได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น”........... บ้านเราขาดแคลนเรื่องโรงพยาบาลจริงๆ วัดอาจจะมีเยอะมากพอและหรูหราแล้วนะ ทำบุญกับโรงพยาบาลกันเถิด ได้บุญจริงๆ ได้ช่วยชีวิตคนด้วยนะ" https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000048518

ความคิดเห็นล่าสุด

ไม่อยากป่วยแต่ไม่กลัวป่วย
2 วัน 7 ชั่วโมง ago
ของจริงที่whoไม่พูด
3 วัน 18 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ไม่อยากป่วยแต่ไม่กลัวป่วย
2 วัน 7 ชั่วโมง ago
ของจริงที่whoไม่พูด
3 วัน 18 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน