ถอดเครื่องพยุงชีวิตในวาระสุดท้าย คือ การทำบุญครั้งสุดท้ายให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายตายดี​และพัฒนาระบบดูแลแบบประคับประคอง​ วงเสวนาชี้การถอดเครื่องพยุงชีวิตต่างๆ ในช่วงวาระสุดท้าย คือ การทำบุญครั้งสุดท้ายให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ในเวที “สร้างสุขที่ปลายทาง ปีที่ 2” นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สร้างสุขที่ปลายทาง ภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน” ระบุว่า กว่า 60 ปีมาแล้วที่มีการนำเรื่องเทคโนโลยี และระบบบริการที่ดีมาใช้ในการยื้อชีวิต โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยใน ทำให้การใช้เงินเพื่อดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายสูงมาก

จากตัวเลขของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่าค่าใช้จ่ายของการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในเดือนสุดท้ายของชีวิตในโรงพยาบาลประมาณ 45,000-340,000 บาทต่อคน เปรียบเทียบกับการดูแลผู้ป่วยที่ที่บ้านอยู่ที่ประมาณ 27,000 บาท

พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 จึงเข้ามารองรับเพื่อแก้ปัญหา โดยระบุถึง “สิทธิบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อการยื้อชีวิตในระยะสุดท้าย” ซึ่งมีกฎกระทรวงรองรับแล้ว หรืออาจเรียกว่า “พินัยกรรมชีวิต” ถือเป็นการปรับกระบวนทัศน์ต่อการจัดการชีวิต จัดระบบการดูแลอย่างองค์รวมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญา โดยหมายรวมถึงการบำบัดรักษา และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทรมาน ซึ่งเป็นคำตอบของการตายแบบมีคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีความสุข สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อยู่ท่ามกลางคนที่เรารัก และไม่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานเกินไป

โดยในรอบปีที่ผ่านมา ได้มีการขยายเครือข่ายการทำงานไปยังบุคลากรของโรงพยาบาลในภูมิภาคต่างๆ พบกระแสความสนใจและตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มาให้ความสำคัญกับการมีหน่วยดูแลประคับประคองมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบบของโรงพยาบาล รวมทั้งพัฒนาความพร้อมของบุคลากร

ในวันเดียวกัน ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “การรับมือกับความตายในสังคมยุค ๔.๐” โดย ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายศรัณย์ ไมตรีเวช หรือ ดังตฤณ นักเขียนอิสระ และนายนที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย บุดด้าเบลส ศิลปินนักร้อง

ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าวว่า การตายในยุคนี้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แม้จะเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งในระยะลุกลาม เพราะมียาที่ช่วยบำบัดความปวดได้ ทำให้คนไข้อยู่กับมะเร็งอย่างสันติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อวาระนั้นมาถึงต้องมีการสื่อสารกับคนไข้และคนในครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าช่วงสุดท้ายของชีวิตต้องการทำอะไร และเติมเต็มชีวิตให้กันอย่างไร

“ทางที่ดีที่สุดคือผู้ป่วยต้องทำหนังสือแสดงเจตนา (Living Will) เพื่อบอกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ดูแลรักษาในระยะสุดท้ายอย่างไร ซึ่งแพทย์พยาบาลส่วนใหญ่เคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย”

ขณะที่ ผศ.ดร.ภาวิกา กล่าวว่า อุปสรรคหลายประการในสังคมไทยที่ทำให้เราไม่สามารถตายอย่างสงบได้ นั่นก็คือ การถูกแทรกแซงการตัดสินใจจากญาติ ไม่เคารพการตัดสินในของผู้ป่วย และสังคมไทยไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรื่องความตายอย่างเพียงพอ

ขณะที่ นายศรัณย์ หรือ ดังตฤณ แนะนำว่า ทุกคนต้องซ้อมตายบ่อยๆ ให้นึกนาทีสุดท้ายของชีวิตในทุกๆ วัน เพื่อให้วันนั้นมาถึงจริงๆ จะเป็นการตายอย่างสงบ นึกถึงสิ่งที่เป็นบวก ต้องใจสว่าง มีจิตผ่องใส และจะไปสู่สุขคติ

“ต้องปรับความคิดว่า การถอดเครื่องพยุงชีวิตต่างๆ ในช่วงวาระสุดท้าย ให้พ่อแม่จากไปอย่างสงบ คือ การทำบุญครั้งสุดท้ายให้พ่อแม่”

นายนที หรือ อุ๋ย บุดด้าเบลส กล่าวว่า ในระยะสุดท้ายของชีวิต ต้องเคารพความต้องการของผู้ป่วย และนึกถึงผู้ป่วยไว้เสมอว่า จริงแล้วเขาต้องการอะไร คนรอบข้างต้องปรับความคิดใหม่ ไม่ไปยุ่งกับชีวิตของผู้ป่วยมากเกินพอดีจนไปตัดสินใจแทนผู้ป่วย ทั้งที่เขาอาจไม่ต้องการแบบนั้นก็ได้

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน