อภ.สร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่มาตรฐาน-เทคโนโลยีระดับโลก ลดนำเข้ายาจากต่างประเทศ

องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ลงนามข้อตกลงคุณธรรมและสัญญาจ้าง เดินหน้าก่อสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ มาตรฐานคุณภาพและเทคโนโลยีระดับโลก ( World-Class Quality & High Technology) ช่วยคนไทยเข้าถึงยาที่จำเป็นมากขึ้น ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

องค์การเภสัชกรรม ลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างและควบคุมงาน โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 เป็นโรงงานผลิตยาคุณภาพมาตรฐานสากล ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ระดับสากล ( World-Class Quality & High Technology ) มีศักยภาพปริมาณและกำลังการผลิตสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็น Smart Industry เน้นผลิตยาจำเป็นของสังคม ยากลุ่มโรคเรื้อรัง ยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ได้แก่ เบาหวาน ความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด วัณโรค ทำให้ขยายกำลังผลิตยาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันได้อีก 1 เท่า ช่วยให้คนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ประหยัดค่ายาให้รัฐเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นคงทางยา ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาภายในประเทศให้มีมาตรฐานระดับนานาชาติสามารถส่งออกได้

วันที่ 24 มิถุนายน 2562 เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิกุล 1 องค์การเภสัชกรรม (คลอง 10 ) อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นางญาใจ พัฒนสุขวสันต์ กรรมการองค์การเภสัชกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและกำกับโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างและควบคุมงาน โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยาคุณภาพมาตรฐานสากล ระหว่างองค์การเภสัชกรรม โดย นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กับผู้สังเกตการณ์ จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และ นายอำนวย กาญจโนภาศ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างโรงงานฯ และ นายณัฐพล แสงสรสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจ็ค แอลไลแอ็นซ์ จำกัด บริษัทผู้ควบคุมงานก่อสร้างโรงงานฯ เพื่อเป็นการตกลงที่จะดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงร่วมกันเดินหน้าดำเนินงานโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

นางญาใจ พัฒนสุขวสันต์

นางญาใจ กล่าวว่า คณะกรรมการและคณะผู้บริหารมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันขับเคลื่อนให้การดำเนินงานของโครงการฯ ให้บรรลุผลสำเร็จไปด้วยดีตามที่ได้วางไว้ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยต้องการให้โรงงานแห่งใหม่แห่งนี้ เป็น Smart Industry ที่มีมาตรฐานคุณภาพและเทคโนโลยีระดับสากล เป็นการยกระดับทั้งด้านคุณภาพและปริมาณการผลิตให้สูงขึ้น และเป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นโรงงานผลิตยาของคนไทย เพื่อคนไทย มุ่งหวังถึงผลประโยชน์ของประชาชนและของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาคุณภาพระดับสากลได้มากขึ้น ในราคาที่เป็นธรรม ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ที่สำคัญเป็นการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศอย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาภายในประเทศให้มีมาตรฐานระดับนานาชาติ สำหรับใช้ในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเภสัชอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของนักศึกษาและบุคคลากรสาธารณสุขของประเทศ อีกด้วย

ด้าน นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การก่อสร้างโรงงานฯในครั้งนี้ สร้างขึ้นในพื้นที่องค์การเภสัชกรรม (คลอง10) อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี บนเนื้อที่ 60 ไร่ โครงการฯได้รับการอนุมัติงบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น 5,607.84 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งใช้เงินจากการดำเนินงานขององค์การฯจำนวน 2,243.14 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งใช้เงินกู้จากสถาบันการเงิน 3,367.70 ล้านบาท และจากการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างและการควบคุมงาน โดยมีผู้แทนจากองค์กรต่อต้านคอร์รับชั่น(ประเทศไทย) ร่วมสังเกตการณ์ด้วย สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ในวงเงิน 5,396 ล้านบาท โดยใช้เวลาในการก่อสร้างพร้อมติดตั้งระบบงานและเครื่องจักรเป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 ถึง มิถุนายน 2565 สำหรับรองรับกำลังการผลิตยาที่ย้ายฐานการผลิตมาจากโรงงานที่องค์การเภสัชกรรม ถนนพระรามที่ 6 และผลิตยารายการใหม่ที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนาสำเร็จ และด้วยเป็นโรงงานที่มีศักยภาพสูงจะทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตยาโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งจะช่วยทำให้ช่วยรัฐประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยา ได้มากกว่ามูลค่าในปัจจุบันที่ประหยัดได้มากกว่าถึงปีละ 7,500 ล้านบาท โดยดำเนินการผลิตตามมาตรฐานคุณภาพ GMP PIC/S ที่จะรับรองโดยสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ มาตรฐานระดับนานาชาติ

โรงงานฯ แห่งใหม่นี้ จะทำการผลิตยาน้ำ ยาฉีด ยาครีม/ขี้ผึ้ง และยาเม็ด กลุ่มยาที่รักษาโรคเรื้อรัง ยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ยาจำเป็น ได้แก่ ยารักษาโรคเอดส์ เบาหวาน ความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด วัณโรค ยาช่วยชีวิต ยาชา ยาฆ่าเชื้อ วิตามิน เป็นต้น คาดว่าจะสามารถเปิดทำการผลิตได้ภายในปี 2565

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ของโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 ครั้งนี้ จะมีองค์กรต่อต้านคอร์รับชั่น(ประเทศไทย) ร่วมดูแลและให้คำแนะนำตลอดการดำเนินโครงการ ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินงานตามนโยบายองค์กรคุณธรรมขององค์การฯ ทำให้การดำเนินงานของโครงการฯ เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้จ่ายเงินขององค์การฯ อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลของโครงการฯ อย่างเป็นธรรม ยังก่อให้เกิดผลดีกับทุกภาคส่วน รวมถึงบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างโรงงานฯ คือ บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทผู้ควบคุมงานการก่อสร้างโรงงานฯ คือ บริษัท โปรเจ็ค แอลไลแอ็นซ์ จำกัด ที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้

ด้าน ดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ระบบต่างๆที่ใช้ในการผลิตจะใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สากลให้การยอมรับ อาทิ เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิตลอล( Digital Technology) และ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics ) เทคโนโลยีการเชื่อมโยงเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตกับทุกสิ่ง (Internet of Things : IoT ) เทคโนโลยีระบบบริหารจัดการและควบคุมอาคารอัตโนมัติ ( Building Automation System ) เข้ามาใช้ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต รวมถีงการจัดเก็บสินค้าใช้ระบบคลังอัตโนมัติ ASRS (Automated storage and retrieval system)

โรงงานแห่งนี้ฯ นอกจากจะต้องได้รับรองมาตรฐานคุณภาพ GMP PIC/S โดยสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข แล้ว ยังมีเป้าหมายก้าวไปสู่การรับรองมาตรฐานคุณภาพ GMP ในระดับสากล อาทิ มาตรฐานองค์การอนามัยโลก WHO PQ ( WHO Prequalification Program) มาตรฐานยุโรป EU-GMP มาตรฐานองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา US-FDA GMP เป็นต้น และเป็นโรงงานที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของอาคารสีเขียว(Green Factory) ที่มีการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ในส่วนรายละเอียดของโรงงานฯ ประกอบด้วย อาคารผลิตยาเม็ด มีกำลังการผลิต 6,000 ล้านเม็ด/ปี อาคารผลิตยาครีม/ขี้ผึ้ง ยาน้ำใช้ภายนอก 0.637 ล้านกิโลกรัม/ปี ยาฉีด 34.60 ล้านขวด(หลอด)/ปี อาคารผลิตยาน้ำรับประทาน 6 ล้านลิตร/ปี อาคารคลังสำรองวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ สามารถเก็บสำรองวัตถุดิบและอุปกรณ์การบรรจุ ได้ 9,800 พาเลท นอกจากนี้ยังมีอาคารสาธารณูปโภคกลาง อาคารบำบัดน้ำเสีย อาคารผลิตไอน้ำ อาคารสำรองน้ำดิบ อาคารวิศวกรรมและซ่อมบำรุง อาคารจอดรถและพักขยะ อาคารโรงอาหาร อาคารอำนวยการ อาคารบำบัดน้ำเสีจต อาคารรีไซเคิลน้ำ และถนนโดยรอบโครงการฯ

จากกำลังการผลิตดังกล่าวจึงมั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมียาไว้ใช้สำหรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ และเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นต่างๆให้กับผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และสามารถลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สามารถช่วยรัฐประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศ

นายสรรเสริญ นิลรัตน์ ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้นำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ เมือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 ภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ซึ่งกำกับและดูแลโดยกรมบัญชีกลาง ซึ่งการที่โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 เข้าร่วมโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่ายิ่ง องค์กรต่อต้านคอร์รับชั่น (ประเทศไทย) ได้รับมอบหมาย จากกรมบัญชีกลาง ให้เป็นผู้คัดเลือกผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่างๆ เช่น สมาคมวิชาชีพ สมาคมธุรกิจ และ ภาคประชาสังคมเพื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและกระบวนการตรวจรับพัสดุ ตลอดระยะเวลาของโครงการและทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เริ่มต้นตั้งแต่การจัดทำร่างรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) การกำหนดราคากลาง การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการตรวจรับงานตามสัญญา เพื่อความโปร่งใส ในการดำเนินโครงการ

นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันของทุกฝ่ายที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต คุ้มค่าและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการจัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของประเทศไทยให้มีอันดับที่ดีขึ้น และสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน ลดการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และก่อให้เกิดการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ยกระดับความโปร่งใสของโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนที่จะเข้าร่วมเสนอราคาในโครงการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

นายอำนวย กาญจโนภาศ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างโรงงานฯ กล่าวว่า บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยทุนจดทะเบีนนกว่า 1,300 ล้านบาท เป็น บริษัทวิศวกรรมก่อสร้างและติดตั้งงานระบบประกอบอาคารครบวงจร มีศักยภาพและความพร้อมทุกด้านที่จะก่อสร้างอาคารพร้อมติดตั้งระบบประกอบอาคารและเครื่องจักรในการผลิตยาให้ได้ตามมาตรฐานสากล บริษัทมีประสบการณ์กับโครงการขนาดใหญ่มานานถึง 30 ปี มากกว่า 300 โครงการ อาทิ โครงการ ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วงและโครงการ อาคารท่าเทียบเครื่องบินรอง สนามบินสุวรรณภูมิระยะ 2 มีการบริหารอย่างมืออาชีพและมีธรรมาภิบาล การดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต ระยะที่ 2 นี้ ทางบริษัทได้เตรียมความพร้อม ด้านกำลังคน ด้านเครื่องมือเครื่องจักร ด้านการเงิน และการบริหารจัดการ รวมถึงการดูแลสภาพแวดล้อมและสังคม ที่จะทำให้โครงการนี้สำเร็จและราบรื่น เป็นไปตามแผนงานอย่างดีที่สุด

นายณัฐพล แสงสรสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจ็ค แอลไลแอ็นซ์ จำกัด บริษัท ผู้ควบคุมงานก่อสร้างโรงงานฯ กล่าวว่า บริษัท โปรเจ็ค แอลไลแอ็นซ์ จำกัด เป็นบริษัทให้บริการที่ปรึกษาทางด้านการบริหารและควบคุมการก่อสร้าง รวมทั้งการบริหารต้นทุนที่มีประสบการณ์มากว่า 15 ปี มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณภาพในด้านต่างๆ กว่า 250 คน ได้จัดทำมาตรฐานของแนวความคิด แบบแผน วิธีการปฏิบัติงาน รวมทั้งรูปแบบต่างๆที่ชัดเจนครอบคลุมทุกช่วงของการก่อสร้าง ที่ผ่านมาบริษัทได้ บริหารโครงการจนประสบความสำเร็จมามากกว่า 100 โครงการ และอีกกว่า 25 โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ทางบริษัทฯจึงมีความพร้อมและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถบริหาร ควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อโครงการฯ ทั้งในด้านคุณภาพ เวลา และงบประมาณ รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และความปลอดภัยได้ และบริษัทฯยิ่งมั่นใจมากขึ้นที่ได้ร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการควบคุมคุณภาพของระบบการผลิตยาระดับโลกจากประเทศเยอรมันนี ที่มีนโยบายในการดำเนินการควบคุมงานให้มีคุณภาพมากที่สุด และในด้านการดำเนินงานตามข้อตกลงคุณธรรม บริษัทมีนโยบายชัดเจนในการดำเนินงานทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อความเชื่อมั่น ต่อการให้บริการของบริษัทฯ และสร้างปัญหาให้ขึ้นกับสังคมและความเจริญของประเทศชาติ

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ตลาดยาโต 5-6% ต่อปี • 2019-06-24, 15:33
"ตลาดยาโต 5-6% ต่อปี แต่ ‘ผู้ผลิตไทย’ รายได้น้อยกว่า ‘ผู้ขายส่งต่างชาติ’" อุตสาหกรรมยาของไทยขาดดุลการค้ามาโดยตลอด -------- ตลาดยาในไทยเติบโตในอัตราเฉลี่ย 5-6% ต่อปี โดยมีสัดส่วนขายผ่านโรงพยาบาลถึง 80% แม้ค่าใช้จ่ายด้านยาจะสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม แต่คนไทยกลับเจอสถานการณ์การเข้าไม่ถึงยาจำเป็น โดยเฉพาะผู้ป่วยในโรคที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ปี 2560 ผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค มีรายได้รวม 67,919.53 ล้านบาท ส่วนผู้ขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ที่ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติรายได้รวมสูงถึง 402,881.32 ล้านบาท ประเทศไทยขาดดุลในเรื่องนี้โดยตลอดเพราะส่งออกได้แต่ยาราคาถูก แต่นำเข้ายาราคาแพง ที่มาภาพประกอบ: StockSnap (CC0) ------ ตลาดยาไทยมูลค่า 1.77 แสนล้าน เติบโตในอัตราเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ------ เมื่อเดือน เม.ย. 2561 เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยประเมินว่าปัจจุบันเฉพาะอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันในไทยมีมูลค่าประมาณ 1.77 แสนล้านบาท [1] และจากการประเมินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่าในปี 2561-2563 มูลค่าการจำหน่ายยาในตลาดประเทศไทยจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 5-6% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่ ความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นของคนไทย โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยจากโรคเฉพาะทาง อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง รวมถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีถึง 10.3 ล้านคนในปี 2562 และรัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า โดยรายจ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุในปี 2559 อยู่ที่ 2.81 แสนล้านบาท จะเพิ่มเป็น 4.64 แสนล้านบาทในปี 2564 เหตุเหล่านี้ทำให้ความต้องการใช้ยาเฉพาะทางและบริการทางการแพทย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ---------- การเข้าถึงช่องทางการรักษาที่ดีขึ้นภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 0tส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล (ค่ายาและค่ารักษา) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าน่าจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในช่วงปี 2561-2563 ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในอัตราเฉลี่ย 3.3% ต่อปี ส่วนภาครัฐจะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยที่ 6.0% ต่อปี ----------- การขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โรงพยาบาลของไทยมีความก้าวหน้าและมีความพร้อมด้านศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะการรักษาโรคเรื้อรัง รวมทั้งศูนย์ดูแลและบริบาลผู้ป่วยสูงอายุ ประกอบกับยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง (อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย) ทำให้มีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น คาดว่าในช่วงปี 2561-2563 จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% ต่อปี ----------- นโยบายส่งเสริมการลงทุนของ BOI ช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ผลิตยาที่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงโรงงานให้ได้ มาตรฐาน GMP ตามแนวทาง PIC/S โดยผู้ผลิตที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2560-2561จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ส่วนผู้ผลิตที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งคาดว่าจะจูงใจให้ผู้ผลิตยารายใหม่เข้ามาลงทุนมากขึ้น [2] -------- ในด้านการค้าระหว่างประเทศนั้น พบว่าผู้ผลิตยาในไทยยังคงเสียเปรียบด้านการแข่งขันในตลาดโลก ผู้ผลิตไทยนำเข้าวัตถุดิบตัวยาสำคัญจากต่างประเทศมาผสมและผลิตเป็นยาสำเร็จรูปในรูปแบบต่างๆ โดยไทยนำเข้าวัตถุดิบยาสัดส่วนสูงประมาณ 90% ของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาสำเร็จรูปทั้งหมด ประเทศไทยมีการส่งออกยาประมาณ 5% ของปริมาณการผลิตยาทั้งหมด อีก 95% ที่ผลิตได้นั้นจำหน่ายในประเทศ ในช่วงปี 2555-2560 ยาเป็นสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนน้อยเพียง 0.20% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมด เนื่องจากยาที่ส่งออกจะเป็นยาชื่อสามัญทั่วไปที่มีมูลค่าต่ำ การส่งออกส่วนใหญ่จะไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา (สัดส่วนการส่งออกรวมกัน 58% ของมูลค่าการส่งออกยาทั้งหมด) ส่วนการนำเข้ายาส่วนใหญ่จะเป็นตัวยาที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศซึ่งมีราคาสูง อาทิ ยาสร้างเม็ดเลือด ยาปฏิชีวนะ ยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น จึงส่งผลให้อุตสาหกรรมยาของไทยขาดดุลการค้ามาโดยตลอด โดยตัวเลขการส่งออกยาของไทยในปี 2560 มีมูลค่า 375 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้ายาในปี 2560 มีมูลค่า 1,592 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้ายาต้นแบบ (โดยเฉพาะยาโรคความดันโลหิตสูง ยาโรคเบาหวาน) แหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐฯ และฝรั่งเศส (สัดส่วนรวมกัน 30% ของมูลค่านำเข้ายาทั้งหมด) ส่วนการนำเข้ายาราคาถูกจะมาจากอินเดีย (สัดส่วน 6.7%) และจีน (สัดส่วน 3.7%) [10] ---------- อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tcijthai.com/news/2018/9/scoop/8311

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 31 นาที ago
Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 34 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 31 นาที ago
Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 34 นาที ago
กลับด้านบน