‘พล.อ.ประยุทธ์’ ย้ำความสำเร็จหลักประกันสุขภาพไทยในเวทีสหประชาชาติ เข้าถึงประชาชนทุกระดับ

นายกรัฐมนตรีย้ำความสำเร็จของไทยในการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทยในเวทีสหประชาชาติ เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ และเป็นต้นแบบการพัฒนาสาธารณสุข บน 3 หลักการ คือ เท่าเทียม ประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วม พร้อมแบ่งปันประสบการณ์แก่ประเทศอื่น

วันนี้ (23 ก.ย. 2562) เวลา 9.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเต็มคณะระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (High-level Meeting on Universal Health Coverage) โดยระหว่างการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงสรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสำเร็จด้านสาธารณสุขของไทยมีพื้นฐานจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ การลงทุนด้านสุขภาพเป็นการลงทุนทั้งเพื่อปัจจุบันและอนาคต ประชาชนที่มีสุขภาพดีจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป้าหมายการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถทำได้จริง หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ โดยแบ่งปันประสบการณ์ของไทย ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ดังนี้

1.ความเท่าเทียม รัฐบาลไทยได้พัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรค ซึ่งรวมถึงโรคเรื้อรังและโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ไทยจะขยายสิทธิประโยชน์ให้รวมถึงการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยง สานต่อความสำเร็จของโครงการในพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทูตสันถวไมตรีของโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติในการป้องกันเอชไอวีในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

2.ประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยจัดสรรงบประมาณ 15% ของกองทุนหลักประกันสุขภาพ สำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ แม้ว่าจะมีงบประมาณจำกัด โดยเพิ่มการใช้งบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ และสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสุขภาพท้องถิ่น

3.การมีส่วนร่วม หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความยั่งยืนคือการมีส่วนร่วม

จากทุกภาคส่วนในทุกระดับ ตามแนวทางประชารัฐ ให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งเน้นการส่งเสริมบริการสุขภาพในระดับมูลฐานที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดียิ่งขึ้น ให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และจะร่วมมือกับทุกหุ้นส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้ประชากรโลกมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นไปด้วยกัน

*ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมผลักดันให้จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มนโยบายต่างประเทศและสุขภาพโลก (Foreign Policy and Global Health : FPGH) ในปี 2560 โดยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 72 (UNGA72) ได้รับรองข้อมติ Global Health and Foreign Policy : addressing the health of the most vulnerable for an inclusive society ซึ่งเสนอให้จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2562

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 73 (UNGA73) ได้รับรองข้อมติ Scope, modalities, format and organization of the high-level meeting on universal health coverage ซึ่งกำหนดให้จัดการประชุมดังกล่าวในวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยให้จัดการอภิปรายระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 รายการ ในลักษณะคู่ขนานกับการประชุมเต็มคณะด้วยเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี ค.ศ. 2030 ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ใน ปีเดียวกัน โดยเร่งรัดให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มความพยายามในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนทางงบประมาณบนพื้นฐานของระบบสาธารณสุขที่แข็งแรง

ไทยสนับสนุนให้ทุกประเทศบรรลุเป้าหมายของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยไทยเป็นตัวอย่างของประเทศรายได้ต่อหัวระดับปานกลางที่ประสบความสำเร็จ

รวมทั้ง ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมและไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วม

ทั้งนี้ ไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการบริการสาธารณสุขและการสร้าง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงในรูปแบบของความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา

Comments

Anonymous • 2019-09-24, 11:34
งานนี้ แน่นอนว่า ถ้าเป็นนโยบายมาจากฝ่ายการเมืองโดดๆ ไม่มี “เทคโนแครต” และคนในระบบช่วยกันทุ่มเททำ ไม่มีทางจะก่อประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนได้เท่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ทั้งนี้มิใช่เพราะนักการเมืองชั่วร้าย หรือ ไร้ฝีมือ แต่เพราะพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยมีลักษณะล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด พรรคการเมืองจึงมักมีลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกิจ หรือองค์กรจัดตั้งของผู้มีทุนหรือมีอำนาจ และนักการเมืองส่วนมากก็มักเป็นนักเลือกตั้งมากกว่าจะเป็น --------- นักการเมืองอาชีพที่ควรพัฒนาเป็น “รัฐบุรุษ” ที่มุ่งกระทำการเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง ---------- งานนี้ประสบความสำเร็จ เพราะมีบุคคลที่ทุ่มเท มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ต่อเนื่อง กัดติด ยอมเหนื่อยยาก และแม้ถูกกล่าวร้าย ทำร้าย ก็อดทนต่อสู้ ไม่ท้อถอย ------------ และแน่นอนว่างานนี้ย่อมไม่สำเร็จถ้าไม่มีใครยอม “เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส” ให้งานนี้ เพื่อความเป็นธรรมต้องให้เครดิตแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะ นพ.สงวนได้พยายาม “ขายความคิด” ให้แก่ทุกพรรคการเมืองที่สนใจ แต่พรรคการเมืองส่วนมากไม่เอาใจใส่จริงจัง ขณะที่พรรค ไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ “เอาจริง” กับเรื่องนี้ โดยเมื่อ นพ.สงวน และผมได้ไปเสนอเรื่องนี้ และ พ.ต.ท. ทักษิณ รับเป็นหนึ่งในนโยบายที่จะใช้ “หาเสียง” เลือกตั้งแล้วก็ไป “ทำการบ้านต่อ”---------- วันที่ไปเสนอเรื่องนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีทีมงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมรับฟังด้วยเพียง 3-4 คน ที่สำคัญคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นพ.ประจวบ อึ้งภากรณ์ หลังจาก นพ.สงวนนำเสนอพร้อมฉายพาวเวอร์พ้อยน์ราว 10 สไลด์ พ.ต.ท. ทักษิณ ถามคำถามสำคัญเพียง 2-3 คำถาม ก็ตัดสินใจ “เคาะ” คำถามแรกคือจะต้องใช้เงินมากไหม นายแพทย์สงวนตอบว่า ไม่มาก เพิ่มจากที่ใช้อยู่แล้วราว หนึ่งหมื่นล้านก็ทำได้แล้ว ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ฟังคำตอบแล้วประหลาดใจ ว่าใช้เงินแค่นั้นทำได้จริงๆ หรือ นพ.สงวน ทำเรื่องนี้มานาน มีตัวเลขชัดเจนอยู่ในหัว ยืนยันว่า ทำได้แน่นอน เพราะงบประมาณทุ่มเทลงไปในงานนี้จำนวนมาก มาตั้งแต่สมัย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้ว และเพิ่มมาอย่างต่อเนื่องขณะนั้นประชาชนคนไทยมีหลักประกันสุขภาพ ครอบคลุมร้อยละ 71 แล้ว เหลืออีกเพียงร้อยละ 29 ฉะนั้น ใช้เงินอีกไม่มากก็ทำครอบคลุมร้อยเปอร์เซ็นต์ได้แล้ว------------- คำถามต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม นพ.สงวน ตอบทันทีว่า “ทำแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว” ซึ่งเพิ่งออกนอกระบบจากโรงพยาบาลของราชการ ไปบริหารแบบ “องค์การมหาชน” โดยรัฐบาลที่แล้ว คือ รัฐบาลของ คุณชวน หลีกภัย โดยการดำเนินการของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเพิ่งประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2543 หยกๆ นั่นเอง โรงพยาบาลบ้านแพ้วได้รับงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขไปก้อนหนึ่งในอัตราเท่ากับที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศได้รับ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เลิกใช้วิธีการสงเคราะห์ประชาชนแบบที่กระทรวงสาธารณสุขทำมาตลอด คือยังเรียกเก็บเงินจากประชาชนที่ไม่มีบัตรสงเคราะห์ ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ยัง “ฝันร้าย” ตลอดเวลาที่นอนโรงพยาบาล หรือเมื่อกำเงินก้อนหนึ่งไปโรงพยาบาล ก็ไม่รู้ว่าจะพอค่ารักษาหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกเรียกเก็บเท่าไร โรงพยาบาลบ้านแพ้วใช้วิธีให้บริการโดยเรียกเก็บเฉพาะ “ค่าธรรมเนียม” ไปรับบริการ ครั้งละ 40 บาท เท่ากันหมด ไม่ต้องสนใจว่าค่ารักษาจะสูงเท่าใดก็ตาม พ.ต.ท. ทักษิณ ฟังแล้ว ก็ “เคาะ” บอกว่างั้นเก็บแค่ 30 บาทก็พอ จึงนำไปสู่สโลแกน “30 บาท รักษาทุกโรค” ----------- ในนโยบาหาเสียงของพรรคไทยรักไทยต่อมา--------- ข้อสำคัญ ที่ต้องให้เครดิตคุณทักษิณ คือ เมื่อชนะเลือกตั้งคุณทักษิณรักษาสัญญา ราวหนึ่งเดือนหลังชนะเลือกตั้ง ก็มีการจัด “เวิร์คชอป” เรื่องนี้ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล เดินหน้านโยบายนี้อย่างรวดเร็ว โดย นพ.สงวน ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสถาปนาระบบ ขณะที่ทางกระทรวงสาธารณสุขมี นพ.มงคล ณ สงขลา ปลัดกระทรวงที่แต่งตั้งโดยคุณกร ทัพพะรังสี ซึ่งมีเวลาอยู่ในตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการอีกไม่กี่เดือน แต่ด้วยความรวดเร็ว ฉับไว อย่าง “ขิงแก่” ที่ไม่ฝ่อ และมี “มันสมอง” ของอัจฉริยะอย่าง นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ อยู่เคียงข้าง งานนี้จึงเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการนำร่อง 6 จังหวัด แต่เมื่อรัฐบาลประกาศออกไป ก็ “โดนใจ” ประชาชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นการช่วยขจัด “ทุกข์อันใหญ่หลวง” ที่กดทับประชาชนมาโดยตลอด จึงมี สส.หลายจังหวัด เดินเข้าห้องรัฐมนตรีสาธารณสุขเรียกร้องขอให้ขยายโครงการไปยังจังหวัดของตน------- งานนี้จึงขยายครอบคลุมทั่วประเทศในเวลาค่อนข้างรวดเร็ว หน้าที่ของคนทำงานอย่าง นพ.สงวน นพ.วิโรจน์ นพ.มงคล นพ.สุวิทย์ คือต้องทำให้งานนี้เป็นสวัสดิการสังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ “ประชานิยมสามานย์” ให้นักการเมืองใช้หาเสียงเท่านั้น. https://www.hfocus.org/content/2015/07/10488
Anonymous • 2019-09-24, 12:01
‘เพื่อไทย’ ชู รพ.บ้านแพ้วโมเดล ‘30 บาทเฟส 2’ รพ.ออกนอกระบบ""สุดารัตน์" นำทีมเพื่อไทย ชู รพ.บ้านแพ้วโมเดล รพ.ออกนอกระบบแห่งเดียวของไทย เดินหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค เฟส 2 ด้วยกระจายอำนาจ รพ.ออกนอกระบบ ตามนโยบายรักษาคุณภาพ ยาดี ไม่ต้องรอคิว สร้างขวัญกำลังใจหมอพยาบาล เว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ม.ค.62 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยพร้อมด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แกนนำพรรค, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรค, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค, นายดนุพร ปุณณกันต์ และคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เปิดตัวว่าที่ผู้ลงสมัคร ส.ส.สมุทรสาคร เขต 3 พ.ต.อ.วิเลข ศรีนิเวศน์ ใน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อพบปะและพูดคุยกับทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ จากนั้นจึงได้ลงพื้นที่บริเวณตลาดริมคลองบ้านแพ้ว โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยนั้นก็คือ เรื่องของการให้บริการทางด้านการแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับบริการที่รวดเร็วทันสมัย ตามยุทธศาสตร์ชูโรงที่ว่า “สร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า บริการดี ยาดี ไม่ต้องรอคิว” โดยมีการประยุกต์เอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการทางการแพทย์ ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน ซึ่งในอดีตสมัยยุคของ นายกฯทักษิณ นั้นเคยทำสำเร็จมาแล้วกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนในปัจจุบันพรรคเพื่อไทยจะพาเดินสู่เฟส 2 ก็คือเดินไปสู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า "เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วสภาพก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยตลอด ฉะนั้นในครั้งนี้เราจึงได้นำเสนอโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเฟสที่ 2 หรือเรียกว่าเป็นก้าวใหม่ของ 30 บาท ที่จะมุ่งไปสู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า ด้วยการให้บริการที่ดี ยาที่ดี ไม่ต้องรอคิว แล้วก็มุ่งไปสู่การกระจายอำนาจที่จะคืนโรงพยาบาลทั่วประเทศให้กับประชาชน โดยมีโมเดลที่คล้ายๆ กับบ้านแพ้ว" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว ประธานยุทธศาสตร์ฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นว่าคนไทยต้องมีสุขภาพดี และเชื่อมั่นว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นไม่ได้เป็นตัวทำให้ระบบการให้บริการทางการแพทย์ล้มละลายเสียหายอย่างที่มีผู้นำทางการเมืองบางคนเคยกล่าวไว้ และพรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าคนไทยต้องมีสุขภาพดี และเชื่อมั่นว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นไม่ได้เป็นตัวทำให้ระบบการให้บริการทางการแพทย์ล้มละลายเสียหายอย่างที่มีผู้นำทางการเมืองบางคนเคยกล่าวไว้ และพรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นอีกว่างบประมาณที่นำมาใช้เพื่อการสร้างสุขภาพที่ดีของคนไทยนั้น สำคัญกว่าการซื้อเรือรบแน่นอน ทั้งนี้วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์โพสต์ facebook คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan ระบุว่า ก้าวต่อไปของสามสิบบาท สู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า “รักษาคุณภาพ ยาดี ไม่ต้องรอคิว สร้างขวัญกำลังใจหมอพยาบาล” “ชูโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นต้นแบบกระจายอำนาจ #คืนโรงพยาบาลให้ประชาชน” https://www.hfocus.org/content/2019/01/16749

ความคิดเห็นล่าสุด

StevAgepay
10 ชั่วโมง 40 วินาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 16 นาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 18 นาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 23 นาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 27 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

StevAgepay
10 ชั่วโมง 40 วินาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 16 นาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 18 นาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 23 นาที ago
Rogerdum
15 ชั่วโมง 27 นาที ago
กลับด้านบน