เครือข่ายบุคลากร สธ.ร้อง “นายกฯ” คืนเวลาราชการที่หล่นหาย-แก้วิกฤตเงินเดือนเหลื่อมล้ำ

Mon, 2020-05-04 18:59 -- hfocus
Print this pagePrint this page

พรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2563 เครือข่ายบุคลากรสาธารณสุข เตรียมยื่นหนังสือถึง “นายกรัฐมนตรี” ขอเยียวยาคืนเวลาราชการที่เสียไป ของกลุ่ม “อดีตพนักงานของรัฐ” มากกว่า 24,000 คน หลังได้บรรจุเป็นข้าราชการ แต่กลับไม่ถูกนับรวมเวลาปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรม แก้ไขวิกฤตเงินเดือนเหลื่อมล้ำ ในระบบเงินเดือนกระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (4 พ.ค. 2563) นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ เลขาธิการสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย และผู้ประสานงานเครือข่ายบุคลากรสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว HFocus ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2563 เครือข่ายบุคลากรสาธารณสุข จะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมมากกว่า 24,000 คน ประกอบด้วยวิชาชีพและบุคลากรด้านต่างๆ อาทิ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผนไทย เป็นต้น

เพื่อขอให้ 1. เยียวยาคืนเวลาราชการที่เสียไป เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยขอคืนสิทธิ์ให้นับเวลาราชการตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติงาน กับกลุ่มที่เป็นอดีต “พนักงานของรัฐ” ช่วงระหว่างปี 2543 - 2546 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น โดยภายหลังในปี 2547 ได้มีการปรับแก้ระเบียบและบรรจุพนักงานกลุ่มนี้เป็นข้าราชการ แต่กลับพบว่าระยะเวลาที่ปฏิบัติงานกว่า 4 ปี ก่อนการบรรจุไม่ถูกนับรวมในอายุราชการด้วย ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมและกระทบต่อขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน

และ 2. แก้ไขวิกฤตเงินเดือนเหลื่อมล้ำอย่างไม่เป็นธรรม ในระบบเงินเดือนกระทรวงสาธารณสุข เนื่องบุคลากรจบใหม่หลังปี 2547 เป็นต้นมา ได้รับเงินเดือนสูงกว่าบุคลากรรุ่นพี่ที่ติดระเบียบให้เป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งต่อมาตำแหน่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิก และคนกลุ่มนี้บรรจุเป็นข้าราชการตามข้อมูลข้างต้น แต่พบว่าส่วนต่างเงินเดือนค่อนข้างสูง โดยในบางวิชาชีพนั้น ห่างกันถึง 7,000 - 8,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 กลุ่มรุ่นพี่เหล่านี้ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ถ้าเป็นกลุ่มแพทย์ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็เป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล ส่วนพยาบาลวิชาชีพ ส่วนใหญ่ต่างมีประสบการณ์การป้องกันโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในห้อง ICU ขณะที่วิชาชีพอื่นๆ ต่างก็เป็นผู้นำในการป้องกัน ดูแล สู้กับการระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้

“ทั้งสองประเด็นข้อเรียกร้อง ถือเป็นปัญหาที่กระทบต่อขวัญกำลังใจอย่างมาก โดยประเด็นแรกเรื่องขอให้นับรวมอายุราชการ ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติงานนั้น เป็นสิ่งที่บุคลากรที่เรียนจบในช่วงปี 2543-2546 ต้องแบกรับความไม่เสมอภาค เนื่องจากกลุ่มนักเรียนทุนปกติแล้วเมื่อเรียนจบตามหลักสูตร จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ แต่กลายเป็นว่าในสมัยนั้น มติ ครม. ให้เซ็นสัญญาเป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งแม้ในรายละเอียดบอกว่าจะได้รับเงินเดือนสูงกว่า แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้ตามนั้น แต่ต่อมาภายหลังในปี 2547 มีการยกเลิกตำแหน่งนี้ แต่เมื่อได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ กลับพบว่าระยะเวลาทำงานก่อนหน้านี้ กลับไม่ถูกนับรวมเข้ามาด้วย และปัจจุบันแม้จะมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง แต่ยังก็ยังไม่เป็นผล” นางสาวปุญญิศา กล่าว

Comments

Submitted by สายลม on
จะเรียกร้องอะไรอีก ก็ในเมื่อ 4 ปีก่อนบรรจุ คุณไม่ได้เป็นข้าราชการ จะให้เขานับอายุราชการให้ได้ยังไง คุณบรรจุตอนไหนก็เริ่มนับตอนนั้นก็ถูกแล้ว จะเอาเปรียบกระทรวงอื่นๆไปถึงไหน อย่าอ้างเรื่องขวัญกำลังใจในการทำงาน ถ้าเสียขวัญกำลังใจขนาดนั้นก็ลาออกซะ คนที่พร้อมจะทำงานยังมีอยู่ อีกมาก

Submitted by Anonymous on
การแปรรูป...ข้าราชการ นั้น นานถึง 20ปีก่อนบังคับ ไม่ทำในระบบราชการก็ถูกปรับกว่า120,000บาท หากไม่ยิยยอม ขืนใจให้ครอบครัว พนร.อายุน้อยๆ ตอนนั้น อย่าไปเอกชน ยิ่ง แพทย์ปรับมากกว่านั้นอีกหลายเท่าเพราะเรียนถึง6ปี ที่เด็กๆรุ่นนี้ เติบโตผ่านมาปี2547รัฐบาลจึงแปรเปลี่ยนระบบพนักงานของรัฐในประเทศไทยที่ล้มเหลว จึงหันกลับมาใช้ระบบข้าราชแบบเดิม ใช้ คำนี้ โดนใจ.. อดีตพนักงานของรัฐปี2543-2546 คนดีที่ถูกลืม....

Submitted by แสงแดด on
คุณสายลมครับ คุณไม่รู้จริง ๆ หรือครับว่าอดีตพนักงานของรัฐหลายหมื่นคนเหล่านี้คืออดีตเหล่านักเรียนทุนของทางราชการทั้งสิ้น ซึ่งถ้าหากไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว นักเรียนทุนของทางราชการเหล่านี้ (ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวงทบวงกรมใด ๆ ) ก็จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการกันทันทีหลังจากที่สำเร็จการศึกษา หากไม่ยอมรับการบรรจุเป็นราชการ ไม่รับราชการชดใช้ทุนก็จะถูกปรับเป็นเงินนับแสนบาท บางสาขาวิชาชีพอาจถูกปรับเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินทุนที่ได้รับไปแล้ว. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. รากเหง้าของปัญหา"พนักงานของรัฐ"มันเกิดจากนโยบายห่วย ๆ ของ กพ.ของรัฐบาลในยุคนั้นที่ต้องการจำกัดอัตรากำลังข้าราชการสาธารณสุขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ยอมให้บรรจุเป็นข้าราชการกันอีกต่อไป ------- เอานักเรียนทุนทางสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ฯลฯ ไปบรรจุเป็นอัตราตำแหน่งลูกจ้างใหม่เอี่ยมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ "พนักงานของรัฐ(บาล)"เทียบได้ใกล้เคียงกับพนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งเขามีกฎหมายรองรับชัดเจนตามกฎหมายออกนออกระบบราชการ ---- ในตอนนั้นสธ.ก็เกิดปัญหาวิกฤตขาดแคลนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ฯลฯ ตามมาทันที แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ลาออกกันระนาวหลังจากปฎิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ทุนครบ หรือบางคนก็ชิงลาออกล่วงหน้าไปก่อนยอมชดใช้เงินแทนปฏิบัติงานชดใช้ทุนก็มี เพราะอยู่ปฎิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขต่อไปก็ไม่มีอนาคตที่จะได้บรรจุเป็นข้าราชการ ------ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งผู้บริหารระดับสูงที่ผ่านมา ๆ ดำรงตำแหน่งกันเพื่อเกียรติยศของตัวเองและวงศ์ตระกูล ส่วนใหญ่เป็นกันได้พนักงานธุรการระดับสูงเป็นเด็กดีของกพ. กพ.ว่าอะไรก็ว่าตาม คิดเองไม่ค่อยเป็น ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้แก่เด็ก ๆ ไม่ค่อยได้ ------ สธ.เจอปัญหาวิกฤตอย่างหนักเพราะแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช นักเรียนทุนลาออกกันเระนาว สธ.จึงต้องกลับไปขอร้องให้ กพ.ช่วยกำหนดอัตราตำแหน่งข้าราชใหม่บรรจุให้นักเรียนทุนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขอื่น ๆ เป็นข้าราชการกันอีกครั้ง เสียเวลาไปเปล่ากับนโยบายห่วย ๆ ที่รัฐบาล กพ.และ สธ.ในยุคนั้นร่วมกันคิดร่วมกันทำ พนักงานของรัฐกว่าจะได้บรรจุเป็นข้าราชการก็ล่าช้าไป 5 ปี (2543 - 2547) ------ อย่างไรก็ตามปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้ากพ.และสธ.ได้ร่วมกันบรรจุพนักงานของรัฐเหล่านี้ให้ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการย้อนหลังไปถึงวันแรกที่ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานของรัฐ ------ แต่ทั้ง กพ.และสธ.ก็ไม่ยอมบรรจุพนักงานของรัฐเป็นข้าราชการย้อนหลังให้ย้อนหลังให้ ------ กลุ่มนักเรียนทุนพนักงานของรัฐจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมหลาย ๆ ประการ เสียเปรียบทั้งในเรื่องอัตราเงินเดือนที่ต้องเริ่มต้นใหม่ อายุราชการและเสียสิทธิอื่น ๆ อีกมายที่ไม่อาจคำนวนเป็นเงินได้ เมื่อเทียบกับนักเรียนทุนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ฯลฯ รุ่นหลัง ๆ ที่ได้บรรจุเป็นข้าราชกันทันทีที่สำเร็จการศึกษา ------- ความเสียหายความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ทั้ง กพ. กรมบัญชีกลางและรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่รับผิดชอบไม่ยอมเยียวยาให้แก่อดีตพนักงานของรัฐเหล่านี้ สธ.ก็เป็นได้แค่พนักงานธุรการระดับสูงส่งเรื่องส่งความเห็นขอความกรุณาไปให้ กพ. ไปให้กรมบัญชีกลางพิจารณาแค่นั้นเอง ไร้อำนาจไร้บารมีที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้แก่อดีตพนักงานของรัฐเหล่านี้ -------- ปัญหาอดีตพนักงานของรัฐไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ได้รับการเยียวยาจึงคาราคาซังมากว่า 20 ปี หาคน หาหน่วยงาน หารัฐบาลที่รับผิดไม่ได้ -------- สุดท้ายคงต้องพึ่งบารมีของ รมว.สาธารณสุข และนายกรัฐมนตรี ........รวมถึงสามัญสำนึกในระบบคุณธรรมของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ...... ว่าอดีตพนักงานของรัฐนับหมื่นคนทั้งหลายเหล่านี้พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม.......ซึ่งถือเป็นการละเมิดระบบคุณธรรมอย่างร้ายแรงในระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยในระบบราชการ.....แต่หากเกิดขึ้นแล้วจะด้วยสาเหตุอันใดก็ตาม รัฐก็ควรจะดำเนิการแก้ไขเยียวยาความเสียหายของพวกเขาเหล่านั้นให้ถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุดอย่างรวดเร็ว .......อย่าเลือดเย็นกันมากเกินไป.

Submitted by อรุณศรี บุญใบ on
ทำงาน จากลูกจ้างชั่วคราว 14 ปี วุฒิปริญญาตรี เป็นตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ยอมโดนปรับลดวุฒิ ปวส.เป็น พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 6ปี นับรวมแล้วตลอดการทำงาน 20 ปี เพื่อให้เข้ากรอบข้าราชการ ยอมแม้แต่จะกินตำแหน่งที่ตำกว่า เพื่ออะไร เพื่อที่จะได้บรรจุเป็นข้าราชการ สุดท้าย ขวัญกำลังใจไม่มีเลย เด็กที่รุ่นใหม่ ทำงาน 1-2 ปี ได้บรรจุแล้ว มันคืออะไรคะ จะหาความยุติธรรมมาจากไหน คะ กรุณาพิจารณาคนที่เขาทำงานมานานหน่อยนะคะ ขอบคุณคะ

Add new comment