จี้รัฐยกระดับมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนน หยุดสถิติเบอร์ 1 อาเซียน

Sun, 2019-11-17 18:50 -- hfocus
Print this pagePrint this page

จี้รัฐยกระดับมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนน จัดยาแรงหยุดสถิติเบอร์หนึ่งอาเซียน เนื่องในเดือนรณรงค์ “วันเหยื่อโลก”

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.00 น.ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต นายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กทม. และเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนน กว่า 30 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลยกระดับความเข้มข้น ในการป้องกันและแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนเนื่องในเดือนรณรงค์ “วันเหยื่อโลก” ทั้งนี้เครือข่ายฯได้ร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ นำรองเท้า 60 คู่ มาจัดวาง เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากถึง 60 คนต่อวันในประเทศไทย

นางสาวเครือมาศ กล่าวว่า สหประชาชาติได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่สามของเดือน พ.ย.ของทุกปี เป็นวันเหยื่อโลก (World Victims day) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่17 พ.ย.โดยทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนทั้งนี้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน เสียชีวิตเฉลี่ย 60 รายต่อวัน หรือกว่า 20,000 ต่อปี พิการร่วม 40,000 คนต่อปีอยู่ลำดับที่ 9 ของโลก อันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะเดียวกันมีผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุมีสูงถึง 2 แสนคน ซึ่งครอบครัวผู้เสียชีวิต พิการ และผู้เสียหายเหล่านี้ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการต่อสู้คดี เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

นางสาวเครือมาศ กล่าวว่า นอกจากเป็นวันเหยื่อโลกแล้ว ในปีหน้าคือปี 2563 จะครบรอบทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน เครือข่ายฯเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน จึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปพิจารณาดังนี้

1.ขอให้รัฐบาลมีนโยบายนำสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน เข้มงวดกวดขันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อการสร้างวินัยทางการจราจรและเพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน หยุดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เสียชีวิตเฉลี่ย 60 รายต่อวัน หรือกว่า 20,000 ราย ต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

2.กรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ ขอให้มีการปรับปรุงบทลงโทษให้ถึงขั้นจำคุกให้มีโทษจำคุก 15-20 ปี เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้ถูกลงโทษจำคุก เพราะจะช่วยป้องปรามคนที่จะกระทำความผิด และทำให้สังคมรับรู้ความแน่นอนของกฎหมายว่าความผิดเมาขับชนคนตาย “ถูกลงโทษจำคุก” และขอให้มีนโยบายเอาผิดไปถึงผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย โดยเฉพาะการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ เพื่อทำให้ผู้ขายมีความรับผิดชอบต่อการขายสินค้าที่เสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบต่อผู้อื่น

3.ขอให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งในด้านงบประมาณตลอดจนการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้เสียหายและครอบครัว เพราะจากการทำงานของเครือข่ายฯ กับเคสต่างๆ พบว่าปัญหาสภาพจิตใจ เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับการใส่ใจดูแลจากภาครัฐ (ต่างกับกรณีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหากับเด็กเยาวชนที่มีการดูแลเรื่องสภาพจิตใจอย่างชัดเจน) หลายกรณีนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อความสิ้นหวังไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

และ 4.ขอให้เร่งศึกษาปัญหาความล่าช้า และความยากลำบากของผู้เสียหายจากอุบัติเหตุในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่ความเท่าเทียมกันในสังคมและสร้างความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ นายเจษฎา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมเนื่องในวันเหยื่อโลกนั้นเครือข่ายฯ ได้เข้าร่วมทุกๆปีอยู่แล้ว โดยในปีนี้จะมีกิจกรรมใหญ่ 2 งานคือ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมวิ่งรณรงค์ “หยุดซิ่งมาวิ่งกันเถอะ” ที่บางกระเจ้า สมุทรปราการ คาดว่าจะมีคนมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่าพันคน จากนั้นทางเครือข่ายฯจะเดินทางไปที่องค์การสหประชาชาติ(UN) เพื่อร่วมกันกับมูลนิธิเมาไม่ขับและภาคีเครือข่ายเพื่อวางดอกไม้ไว้อาลัยให้กับเหยื่ออุบัติเหตุทั่วโลก

“ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับผู้ที่เป็นเหยื่อบนท้องถนนให้ลุกขึ้นสู้ เพราะเมื่อคุณพิการ ภาวะโดดเดี่ยวจะเกิดขึ้น ร่างกายจะอ่อนแอ เกิดอาการเครียดซึมเศร้า คิดสั้นฆ่าตัวตาย ไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่ ซึ่งผมก็เคยทำแบบนั้นมาแล้ว เพราะสภาพจิตใจย่ำแย่มาก มองไม่เห็นทางออกมันมืดไปหมด รู้สึกตัวเองไร้ค่าและรับไม่ได้กับสภาพพิการ แต่ผมก็ยังโชคดีที่การฆ่าตัวตายในตอนนั้นทำไม่สำเร็จ ทำให้ตั้งหลักได้และดำเนินชีวิตต่อไป เพราะมีลูกที่เป็นกำลังใจและภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน ทำให้ก้าวผ่านช่วงเลวร้ายมาได้ จนกระทั่งได้มาพบกับมูลนิธิเมาไม่ขับซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้ผมเห็นคุณค่าในตัวเอง และมีโอกาสใช้ร่างกายที่แม้จะไม่สมบูรณ์ไปทำประโยชน์เพื่อสังคมมากมาย ชีวิตลุกขึ้นได้อย่างมีศักดิ์ศรี และขอฝากถึงรัฐบาล ขอให้หามาตรการเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสียหายและครอบครัว และเพิ่มการดูแล โดยคำนึงถึงสิทธิทางสังคม สวัสดิการต่างๆให้กับผู้พิการ ควรเปิดโอกาสในการทำงานได้มีอาชีพเลี้ยงดูตัวเอง” นายเจษฎา กล่าว

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของเครือข่ายฯ ที่จะต้องเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย กับคนเมาแล้วขับ คนขับรถเร็ว ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิต และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะรับเรื่องนำเรียนนายกฯต่อไป

Comments

Submitted by Anonymous on
ปัญหาความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยที่อยู่ในอันดับท็อปเทนของโลกมาโดยตลอดและอยู่ในอันดับ 1 ของเอเซียมาหลายปี สาเหตุสำคัญน่าจะเกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับเป็นประการแรก.... อีกประการหนึ่งก็คือสภาพของถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน ขาดการซ่อมแซมอย่างทันทีทันใดที่เกิดการชำรุด มีเส้นทางหลวงชนบทแห่งหนึ่งเป็นเส้นทางที่ผมปั่นจักรยานออกกำลังกายผ่านเป็นประจำทุกวัน ถูกน้ำท่วมน้ำป่าพัดท่อระบายน้ำหายไปเกือบครึ่งถนนตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 จนถึงวันนี้เกือบ 10 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นที่ปลอดภัยในการใช้สัญจรไปมาของประชาชนเลย...... ประการต่อไปคือมาตรฐานความกว้างของถนนในประเทศไทยส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่การใช้รถยนต์เป็นหลัก ไม่ค่อยให้ความสนใจกับทางเท้าหรือไหล่ทางที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้เดินถนน ใช้วิ่งหรือปั่นจักรยานออกกำลังกาย ถนนหลายเส้นทางโดยเฉพาะในต่างจังหวัดทั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงแผ่ดิน ทางหลวงชนบทหรือท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ไหล่ทางแคบมากหรือบางแห่งก็ไม่มีไหล่ทางเลย ประชาชนในต่างจังหวัดในชนบทต้องลงไปเสี่ยงชีวิตกันเอาเองบนท้องถนนร่วมกับรถยนต์ในการปั่นจักรยาน เดินหรือวิ่งออกกำลังกาย จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเดินถนนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด.

Add new comment