'กลับบ้านปลอดภัย คือของขวัญที่ดีที่สุด' ปลุกจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่

Thu, 2019-12-19 19:44 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สสส.-สคอ.จับมือภาคี มอบของขวัญปีใหม่เตือนสติ “กลับบ้านปลอดภัย คือของขวัญที่ดีที่สุด” เผยปี 2562 ดื่มแล้วขับสูงถึง 30.35% ชี้ 3 ปีย้อนหลังเสียชีวิต 1,364 ราย บาดเจ็บ 12,025 คน เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกการเดินทาง จับจริงขับเร็ว-ดื่ม ด้านผู้สูญเสียเตือนฉลองอย่างมีสติ ลดความสูญเสีย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม และภาคีเครือข่าย แถลงข่าว “กลับบ้านปลอดภัย คือของขวัญที่ดีที่สุด” ปีใหม่ 2563 เพื่อประสานความร่วมมือรณรงค์สร้างความตระหนัก ปลุกจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย เตรียมพร้อมก่อนเดินทาง ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระบุว่า ในปี 2562 สถิติดื่มแล้วขับสูงถึง 30.35% โดย 3 ปีย้อนหลังมีผู้เสียชีวิต 1,364 ราย บาดเจ็บ 12,025 คน จึงอยากให้เพิ่มความตระหนักมากขึ้น ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถป้องกันได้

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์การสูญเสียชีวิตในปีใหม่ 2562 ของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) สนับสนุนโดย สสส. พบว่า แม้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา จะบังคับใช้กฎหมายเพิ่มขึ้น 34.3 % โดยจับกุมข้อหา ขับรถเร็วเพิ่ม 135%, เมาแล้วขับเพิ่ม 15.1% แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 463 ราย ส่วนวันเริ่มต้นปีใหม่ คือ 1 ม.ค. 62 มียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดถึง 91 คน สาเหตุเกิดจาก ขับเร็ว 38.2%, เมาแล้วขับ 29.6% โดยพบ 53% ของผู้เสียชีวิต มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด และอีกสาเหตุสำคัญผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย 69.7% ใน

ปีนี้ สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนกองร้อยน้ำหวาน 12 จังหวัด ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ดำเนินการป้องกันอุบัติเหตุในชุมชน-หมู่บ้าน โดยการตั้งด่านชุมชน ตรวจเตือนประชาชน สนับสนุนเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกว่า 100 เครือข่าย ใน 70 จังหวัด รณรงค์ลดอุบัติเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับสื่อสารประเด็น “กลับบ้านปลอดภัย คือของขวัญที่ดีที่สุด” ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ข้อคิดเตือนใจกับผู้ที่กำลังจะเดินทางทุกคน ให้พาตัวเองกลับบ้านไปหาคนที่รักอย่างปลอดภัย

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายเตรียมพร้อมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ด้วยการอำนวยความสะดวกจราจร ออกข้อบังคับรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปห้ามวิ่งในบางสาย มาตรการ Reversible Lane เพื่อเร่งระบายรถ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเส้นทางเลี่ยง จัดการจราจรติดขัดบริเวณทางแยก และหน้าสถานีบริการน้ำมันหรือจุดแวะพักรถที่มีผู้เข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการจราจรบนเส้นทางหลัก และมีการนำจิตอาสามาร่วมปฏิบัติในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

ส่วนมาตรการลดอุบัติเหตุ มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดเน้น 10 ข้อหาหลัก เน้นหนักจับกุมข้อหาเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ทั้งขับเร็วเกินกำหนด ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ไม่สวมหมวกนิรภัย และเพิ่มชุดเคลื่อนที่เร็วกวดขันวินัยการจราจรจุดเสี่ยง เข้มงวดพื้นที่จัดเลี้ยงรื่นเริง บังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ทุกรายที่สงสัยหรือเกิดอุบัติเหตุ

นางสาวสุกัญญา หมีบังเกิด ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงคมนาคมได้วางมาตรการประชาสัมพันธ์รณรงค์เน้น ใส่ใจตนเอง รักษากฎจราจร คาดเข็มขัดนิรภัย และใส่หมวกกันน็อก ใส่ใจเพื่อนร่วมทาง ส่วนของขวัญปีใหม่ 2563 ที่กระทรวงคมนาคมมอบให้ คือการยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษบางนา-ชลบุรี) และ ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมโดยไม่คิดค่าบริการ และในบริเวณที่มีงานก่อสร้างให้คืนพื้นผิวจราจรและหยุดงาน ติดตั้งเครื่องหมาย สัญญาณไฟ ป้ายเตือน จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและรุนแรง เพื่อให้ระมัดระวังมากขึ้น พร้อมบังคับใช้กฎหมายตรวจจับความเร็วของรถโดยสารสาธารณะในเส้นทางสายหลักเข้า-ออกกรุงเทพสู่ภูมิภาค รวมทั้งการเฝ้าระวังจากระบบ GPS กรณีพบการกระทำผิดให้แจ้งเตือนผู้ประกอบการขนส่งเพื่อลงโทษ

ด้าน นายธีรภัทร กุลพิศาล อายุ 36 ปี ผู้สูญเสียจากการดื่มแล้วขับช่วงปีใหม่ เล่าว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2544 ตนกับเพื่อนรุ่นพี่เดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด แวะเที่ยว แวะดื่มตลอดทางจนกลับถึง กทม. และรุ่นพี่ก็ชวนไปเที่ยวต่อที่ จ.ชลบุรี ตลอดทางก็ซื้อสุรามาดื่มในรถ ในวันที่เดินทางกลับ เมื่อใกล้ถึงกรุงเทพฯ คนขับหลับในชนเสาไฟฟ้าเกาะกลาง เพราะดื่มสะสมมาหลายวันและพักผ่อนน้อย ทำให้เพื่อนที่นั่งกระบะท้ายคอหักเสียชีวิตทันที แต่คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนตนเองรู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล พบว่าหลังหักกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งท่อน จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้ชีวิตเปลี่ยนทั้งการเรียนการใช้ชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่สร้างกำลังใจคือครอบครัว ทำให้สู้และกลับไปเรียนจนจบ ปวส. แต่เดิมที่เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอล พอสูญเสียการเดินทำให้ลำบากมากขึ้น แต่ก็ยังอยากออกกำลังกาย จึงหันไปฝึกกีฬาฟันดาบ จนกระทั่งได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ

Add new comment