‘อนุทิน’ เก็บดอกกัญชาสายพันธุ์ไทยที่ ม.แม่โจ้ปลูก พร้อมให้ อภ.ผลิตสารสกัดกัญชาการแพทย์

Wed, 2020-01-15 17:43 -- hfocus
Print this pagePrint this page

“อนุทิน” เก็บเกี่ยวช่อดอกกัญชาสายพันธุ์ไทยระดับอุตสาหกรรมช่อดอกแรก ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้องค์การเภสัชกรรมผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ ใช้ศึกษาวิจัยและรักษาในคลินิกกัญชา พร้อมปลูกกัญชาแบบกลางแจ้ง เป็นต้นแบบการปลูกในระดับครัวเรือน

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 ที่จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ รศ.ดร.วีระพล ทองมา รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศ.ดร.อานัฐ ตันโช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกันเก็บเกี่ยวดอกกัญชาทางการแพทย์สายพันธุ์ไทยช่อดอกแรก พร้อมปลูกกัญชาเพื่อศึกษาวิจัยการปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรมแบบกลางแจ้ง (Outdoor) เป็นต้นแบบใช้ทางการแพทย์ในระดับครัวเรือน ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์องค์การเภสัชกรรมและมหาวิทยาลัยแม่โจ้

นายอนุทิน กล่าวว่า การเก็บเกี่ยวช่อดอกกัญชาทางการแพทย์สายพันธุ์ไทยที่ปลูกระดับอุตสาหกรรมในโรงเรือน (Indoor) แห่งแรกของอาเซียนจำนวน 12,000 ต้น ปลูกเมื่อเดือนกันยายน 2562 ซึ่งได้ทยอยเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว คาดว่าจะได้ช่อดอกกัญชาแห้ง 1,000 กิโลกรัม ซึ่งมีสารสำคัญ THC และ CBD และสารแคนนาบินอยด์อื่น ๆ อีกกว่า 400 ชนิด ส่งให้องค์การเภสัชกรรมสกัดเป็นยาสารสกัดกัญชา ให้กรมการแพทย์นำไปศึกษาวิจัยในกลุ่มโรคต่าง ๆ และใช้ในคลินิกกัญชาในสถานพยาบาลของรัฐ และวันนี้ยังได้เริ่มปลูกกัญชาทางการแพทย์สายพันธุ์ไทยด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรมแบบกลางแจ้ง (Outdoor) ให้เป็นต้นแบบการปลูกกัญชากลางแจ้งเพื่อใช้ทางการแพทย์ระดับครัวเรือน เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ได้

“นับเป็นครั้งแรกที่ไทยนำกัญชาสายพันธุ์ไทยมาผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันแบบเมดิคัลเกรด เป็นการพัฒนาและยกระดับกัญชาสายพันธุ์ไทย ใช้ทรัพยากรภายในประเทศ พึ่งพาตนเองและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นผลสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ช่อดอกกัญชาแห้งที่ปลูกโดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จะเป็นวัตถุดิบในการผลิตขององค์การเภสัชกรรม ถูกจัดส่งตามแนวทางมาตรฐานการขนส่งที่ดี หรือจีดีพี (GDP -Good Distribution Practice) และมาตรฐานการปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ดี หรือจีเอสพี (GSP -Good Security Practice) มีการทวนสอบกลับได้ ตั้งแต่ปลายทางจนถึงต้นทาง ทั้งปริมาณ สภาพแวดล้อม การควบคุมอุณหภูมิ ระบบความปลอดภัยระหว่างการขนส่ง มีระบบการบันทึกเพื่อให้มั่นใจว่าตลอดเส้นทางที่ขนส่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจวิเคราะห์และผลิตต่อไป

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ดอกกัญชาแห้งที่เก็บเกี่ยวครั้งนี้จะผลิตเป็นสารสกัดกัญชาแบบหยดใต้ลิ้น มีอัตราส่วน THC ต่อ CBD เป็น 1 ต่อ 1 บรรจุขวดขนาด 5 ซีซี ได้ประมาณ 180,000 ขวด และจะประสานกับกรมการแพทย์เพื่อผลิตในปริมาณสัดส่วนของสารสำคัญตามความต้องการใช้กับผู้ป่วยและการศึกษาวิจัย ด้วยกระบวนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย เพื่อให้ผู้สั่งใช้มีความมั่นใจ

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์จะนำผลิตภัณฑ์กัญชาตาม มาตรฐานทางการแพทย์จากองค์การเภสัชกรรม ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามแนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดี หรือจีซีพี (GCP-Good Clinical Practice) รวมถึงการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด กล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาท โรคสมองเสื่อม พาร์กินสัน เป็นต้น รวมทั้งใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง นอกจากนี้ ได้วางแผนร่วมกับองค์การเภสัชกรรมและหน่วยงานต่าง ๆ ในการสกัดให้ได้ผลิตภัณฑ์กัญชาชนิด CBD เด่น เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่รักษายาก และโรคที่จำเป็นต้องใช้ CBD ในการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาโรคอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เกิดประโยชน์สูงสุด มีความปลอดภัย เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

Comments

Submitted by สร้างดาวคนละดวง on
"สมศักดิ์" ขีดเส้นปลดล็อกกระท่อม หนุนปลูกสร้างมูลค่า ดันพืชเศรษฐกิจ"" .................ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2563 13:55 น. ................................................................................................................................................................................................................. "สมศักดิ์" เชื่อ มิ.ย.63 ปลดล็อกกระท่อมพ้นยาเสพติด ประสานกระทรวงทรัพย์เพาะต้นกล้ากระท่อมแจกชาวบ้าน รณรงค์ปลูกสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทดแทนการนำเข้ายา-มอร์ฟีน ............. เมื่อวันที่ 15 ม.ค.63 ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการเสวนารับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเลิกพืชกระท่อมจากยาเสพติดให้โทษ) ............ โดย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายมีความพร้อมประมาณ 95% หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ในวันที่ 22 ม.ค.นี้จะนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคาดว่าจะเสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันที่ 3 มี.ค.63 จากนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาจะพิจารณารายละเอียด ก่อนนำกลับเข้า ครม.เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯตามขั้นตอน เบื้องต้นเชื่อว่าคงไม่มีใครคัดค้านการปลดล็อกกระท่อม แต่ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่จะผ่านสภาฯ 3 วาระรวด ยังต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา จึงประเมินว่าสภาฯจะพิจารณาผ่านร่างกฎหมายเสร็จประมาณวันที่ 10 มิ.ย.63 ............... "กระท่อมถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติดผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2485 แม้จะมีความพยายามยกเลิก แต่ยังติดขัดเหตุผลบางอย่าง ปัจจุบันในสภาฯไม่มี ส.ส.คนใดคัดค้านการปลดกระท่อมออกจากยาเสพติด ตรงกันข้าม ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า มีการศึกษาให้ยกเลิกกระท่อมตั้งแต่ปี 2546 เหตุใดจึงยังทำไม่ได้ ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่รู้ไส้ในว่ากฎหมายต้องประกอบด้วยเนื้อหาอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ทำได้คือกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน ว่า การปลดกระท่อมออกจากยาเสพติดจะสำเร็จเมื่อใด และผมยังคาดหวังให้มีการพัฒนาวิจัยกระท่อม เพื่อนำไปเลิกยาบ้า ยาไอซ์ ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์กับคนทั้งโลก เรื่องกระท่อมเราช้ากว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะคุณสมบัติดีๆ มีอยู่มาก ถ้าช้าจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะจะไปกระทบผลประโยชน์ เราจึงต้องเดินหน้าเรื่องกระท่อมให้เร็วที่สุด" นายสมศักดิ์ กล่าว ............ นายสมศักดิ์ กล่าวถึงสถิติคดีที่เกี่ยวกับกระท่อม ว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.62 มี 50,000 คดี ผู้ต้องหาบางรายติดคุก 15 วัน บางรายเสียค่าปรับ หากคิดเป็นค่าใช้จ่ายทางคดีรัฐจะมีค่าใช้จ่ายให้กับตำรวจ อัยการ และศาล ประมาณคดีละ 20,000 บาท หากกระท่อมไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย จะสามารถประหยัดงบประมาณของรัฐไปได้ 1,000 ล้านบาทต่อปี ............ เมื่อถามถึงการคัดค้านไม่ให้ปลดกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ข้อขัดข้องมีเพียงเรื่องของผลประโยชน์เรื่องเดียวเท่านั้น เพราะกระท่อมมีสรรพคุณในเรื่องการบรรเทาอาการปวด ใช้ทดแทนมอร์ฟีน หากพัฒนาเป็นระบบอุตสาหกรรมทางยา จะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและลดการนำเข้ายา ส่วนข้อกังวลเรื่องการลักลอบนำเข้าใบกระท่อมจากต่างประเทศ เชื่อว่าหากมีการปลดล็อกพืชกระท่อมพ้นบัญชียาเสพติดแล้ว ป.ป.ส.จะหาทางแก้ปัญหาได้ อาจจะให้กระทรวงทรัพยากรธรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพาะพันธุ์ต้นกล้าแจกประชาชนให้ปลูก แต่ต้องดูเรื่องความเหมาะสมด้วยว่าจะอนุญาตให้ปลูกหมู่บ้านละกี่ที่ต้น ตอนนี้มีต้นกระท่อมที่จะเป็นจะใช้เป็นพันธุ์ที่ดี สามารถเพาะแจกจ่ายให้ประชาชนได้แล้ว โดยอยู่ในแปลงนำร่องที่ อ.นาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงที่กระท่อมยังไม่ได้ปลดล็อกอย่าเพิ่งอวดอ้างการปลูกและการใช้ทางยา ขอให้อดใจรอ หากปลดล็อกแล้วมีการรณรงค์ให้ปลูกค่อยปลูกตอนนี้ใครปลูกก่อนต้องถูกตัด. ที่มา https://www.thairath.co.th/news/politic/1747950?cx_testId=2&cx_testVariant=cx_1&cx_artPos=1#cxrecs_s

Add new comment