“ตู้ความดันลบ” เก็บสิ่งส่งตรวจ เพิ่มความปลอดภัยตรวจเชื้อ “โควิด-19” ฝีมือ แพทย์จุฬาฯ

Tue, 2020-04-07 10:23 -- hfocus
Print this pagePrint this page

“ตู้ความดันลบเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วย” นวัตกรรมจากแพทย์จุฬาฯ เพื่อความปลอดภัยในการตรวจเชื้อ COVID-19 มีการผลิตตู้มาใช้ที่ รพ.จุฬาฯ แล้ว 8 ตู้ ขณะที่จำนวนผลิตทั้งหมด 50 เครื่อง จะใช้ใน รพ.จุฬาฯ 10 เครื่อง ที่เหลือจะกระจายไปตาม รพ.ต่างๆ เช่น รพ.ยะลา รพ.ปัตตานี รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ฯลฯ ค่าใช้จ่ายผลิตตู้ละ 100,000 บาท

สถานการณ์จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ตรวจคัดกรองผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ ต้องทำงานอย่างหนัก ในขณะที่ห้องความดันลบตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ในการเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยความเสี่ยงสูง มีอยู่จำนวนจำกัดและไม่เพียงพอนั้น

ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ความร่วมมือของคณาจารย์ภาควิชาศัลยศาสตร์ และหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ พัฒนานวัตกรรม “ตู้ความดันลบสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19” โดยใช้วัสดุที่ผลิตและหาได้ง่ายในประเทศ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ในการเก็บสารคัดหลั่งต่างๆ จากคอหอยและโพรงจมูกของคนไข้มาตรวจ ซึ่งปกติเชื้อไวรัส COVID-19 จะแพร่กระจายทางฝอยละอองจากการพูด การจาม หรือการไอ มีระยะของการกระจายอยู่ที่ 1-2 เมตร ซึ่งวิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ สามารถกระตุ้นให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคในอากาศ ได้ในระยะไกล และไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ ในขณะที่ห้องความดันลบที่ใช้ในการเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก และไม่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล

นพ.พสุรเชษฐ์ สมร ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 การเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วย โดยบุคลากรทางการแพทย์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด ตู้ความดันลบสำหรับใช้เก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาขึ้นนี้ เป็นตู้ความดันลบตามมาตรฐานของการเก็บสิ่งส่งตรวจ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค ให้อยู่แต่เฉพาะในตู้นี้เท่านั้น สามารถเคลื่อนย้ายเพื่อความสะดวกในการใช้งาน วัสดุที่ใช้ทำตู้เป็นอะคริลิกหนา 15 มิลลิเมตร ซึ่งทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อ มีลักษณะใส สามารถมองเห็นได้จากภายนอก ภายในตู้มีเครื่องดูดอากาศผ่าน HEPA Filter เกรดที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ ซึ่งสามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กเท่าไวรัสได้ 99.995% โอกาสที่ไวรัสจะหลุดรอดจากฟิลเตอร์แทบจะเป็น 0% และยังมีการฆ่าเชื้อด้วยหลอด UV-C ทำให้ไวรัสหมดความสามารถในการก่อโรค เมื่อเทียบกับหน้ากาก N95 ที่สามารถกรองอนุภาคได้ขนาด 0.3 ไมครอน ตู้นี้จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสมากกว่า 1 พันเท่า

ดังนั้น ผู้เข้ารับการตรวจเชื้อที่ใช้งานต่อ จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องความปลอดภัย เพราะอากาศที่ฟุ้งกระจายในตู้จะถูกดูดออกโดยอนุภาคฟิลเตอร์ และมีการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C นอกจากนี้ยังมีการพ่นแอลกอฮอล์ และเช็ดทำความสะอาดทุกครั้ง ปัจจุบันได้มีการผลิตตู้มาใช้งานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว 8 ตู้จำนวนที่ผลิตทั้งหมด 50 เครื่อง ซึ่งจะใช้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 10 เครื่อง ที่เหลือจะกระจายไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการผลิตตู้ละ 100,000 บาท โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัท TCP ซึ่งหากมีผู้ที่สนใจต้องการจะนำไปผลิตหรือปรับปรุงเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ก็สามารถนำไปใช้ต่อได้

“ขณะนี้ได้มีการนำตู้ความดันลบ สำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยแบบเคลื่อนที่ มาใช้งานจริงแล้วที่หอผู้ป่วย COVID-19 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นตู้ที่สามารถเคลื่อนที่ไปที่ไหนก็ได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันบุคลากร ในเรื่องความเสี่ยงการติดเชื้อ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง สามารถนำตู้นี้ไปใช้ระยะยาวต่อได้ ในการเก็บสิ่งส่งตรวจจากโรคทางด้านทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น วัณโรค ไข้หวัดใหญ่” นพ.พสุรเชษฐ์ กล่าว

ด้าน นพ.คณิต วงศ์อิศเรศ แพทย์ประจำบ้านศัลยกรรมทั่วไป กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากเครื่องดูดอากาศที่ใช้กรองอนุภาคขนาดเล็กแล้ว ยังมีอุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ ถุงมือ ไม้พันสำลีที่ใช้เก็บตรวจสารคัดหลั่ง หลอดแก้วสำหรับบรรจุสิ่งเก็บตรวจ และถังขยะ ส่วนถุงมือก็จะเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง เมื่อผู้มาตรวจเชื้อเข้าไปในตู้ จะมีการเปิดเครื่องดูดอากาศ แพทย์ทำการตรวจสารคัดหลั่งจากคนไข้และเก็บสิ่งส่งตรวจใส่ในหลอดแก้ว จากนั้นก็จะหักปลายไม้พันสำลีทิ้งลงในถังขยะ จากนั้นจะทำความสะอาดตู้ทั้งหมด

“ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จำนวนคนไข้ที่มากขึ้น แพทย์อายุรกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในการเก็บสิ่งส่งตรวจอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ สุดท้ายแล้วมีแนวโน้มที่แพทย์ในสาขาอื่นจะต้องช่วยกันทำงานด้านการคัดกรองตรวจเชื้อ ไม่เว้นแม้แต่แพทย์ประจำบ้าน ซึ่งเราก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้ได้ นวัตกรรมนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น เมื่อต้องมาเก็บสิ่งส่งตรวจหรือสัมผัสกับคนไข้ ช่วยลดความกังวลในการปฏิบัติงานได้มากครับ” นพ.คณิต กล่าว

Add new comment