มุมมองคนรุ่นใหม่ : เข้าใจปัญหาของเฟคนิวส์ แต่คิดว่าไม่ใช่ภัยร้ายแรง

Fri, 2021-10-22 16:22 -- hfocus infographic
Print this pagePrint this page

สังคมไทยในปัจจุบันโดยเฉพาะ กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีความเข้าใจถึงพิษภัยจาก Fake News (เฟคนิวส์) แต่กลับมองว่าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ขณะที่ Cofact ได้ต้นแบบนวัตกรรมตรวจสอบเฟคนิวส์จากทีมนักศึกษา ด้านเมนเทอร์ (Mentor) จาก Google ให้ข้อคิดตระหนักรู้วว่า ถึงเครื่องมือจะดี อำนวยความสะดวกแค่ไหน ถ้าพฤติกรรมคนไทยไม่ยอมเปลี่ยน ก็คงก้าวไปข้างหน้าได้ลำบาก แนะแนวทางรับมือกระทรวงศึกษาควรบรรจุหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อให้เด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมขึ้นไป

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2564 ดร. พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “รู้ทันสื่อกับสภาสื่อมวลชนแห่งชาติ” ในประเด็น “fake news ในใจคนรุ่นใหม่” ทางสถานีวิทยุ FM 100.5 อสมท ว่า หลังจาก Cofact และอีกหลายหน่วยงานได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมเพื่อการตรวจสอบข่าวลือ ข่าวลวง มาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ดีมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

ทางสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) รวมทั้งภาคีร่วมจัด ประกอบด้วย มูลนิธิสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ  โคแฟค  (ประเทศไทย) มูลนิธิฟรีดิชเนามัน (ประเทศไทย) Humanitarian Dialogue และสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น จึงได้ร่วมกันจัดการแข่งขัน “Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic ระดมสมองเชิงลึก หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วม”  เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต-นักศึกษาจากทั่วประเทศ คิดค้นนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสังคมไทยให้ความสนใจในการตรวจสอบข่าวลือข่าวปลอมเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งโครงการนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และผ่านเข้ามาจนถึงรอบสุดท้าย จำนวน 5 ทีม โดยทีมชนะเลิศคือ “ทีมบอท” ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จากผลงานที่มีชื่อว่า “Chek-On”  ซึ่งเป็นต้นแบบนวัตกรรมการตรวจสอบข่าวปลอมที่ทำได้เพียง “คลิ๊กขวาบนเม้าท์คอมพิวเตอร์แล้วคลุมดำ (select all) บนเนื้อหานั้น ๆ” ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ข้อความ หรือข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ เป็นข่าวจริง ข่าวปลอม หรือข่าวลวง ด้านทีมรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง มีผลงงานในลักษณะดิจิตอลอีเลิร์นนิ่ง โดยเพิ่มทักษะตรวจสอบข่าวลือ ข่าวปลอม และการรู้เท่าทัน และทีมที่ได้รองชนะเลิศอันดับ 2  เสนองานเผยแพร่วิธีการตรวจสอบข่าวปลอมในรูปแบบการ์ตูนออนไลน์ หรือเว็บตูน เพื่อจูงใจคนรุ่นใหม่ ส่วนอีก 2 ที่เหลือ ก็มีความน่าสนใจและจะได้มีการพัฒนาต่อยอดต่อไป

น.ส. สุธิดา บัวคอม นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตัวแทน “ทีม บอท” ซึ่งเป็นทีมชนะเลิศในการประกอวครั้งนี้ กล่าวว่า แม้เฟคนิวส์จะเป็นอันตราย แต่ในสังคมคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับมองว่า เป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้ส่งผลร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ข่าวน้ำมะนาวรักษาโรค แต่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับข่าวปลอมและต้องการตรวจสอบนั้น กลับเข้าถึงเครื่องมือได้ยาก เธอและเพื่อน ๆ ในทีมจึงตัดสินใจคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการค้นหาข่าวลวงข่าวปลอมให้ง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น จึงเป็นที่มาของรางวัลชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้

“ถึงจะมีเครื่องมือในการตรวจสอบข่าวลวงข่าวปลอมที่ดี แต่ถ้าพฤติกรรมผู้รับข้อมูลข่าวสารยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อได้รับอะไรมาก็แชร์ต่อทันที ตรงนี้ก็คงจะเหนื่อย นอกจากนี้ลักษณะนิสัยของคนที่มองว่าเฟคนิวส์ไม่ได้ร้ายแรง แค่ทำให้เข้าใจผิดเท่านั้น  แต่จริง ๆ แล้ว เฟคนิวส์สามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้  ดังนั้นจึงต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้พร้อมกับต้องมีนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการตรวจสอบด้วย”  น.ส.สุธิดา กล่าว

นายธนภณ  เรามานะชัย วิทยากร Google News Initiative ซึ่งเข้าร่วมโครงการนี้ ในฐานะเมนเทอร์กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกประสบปัญหาเฟคนิวส์เหมือนกัน และที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงจุด เนื่องเพราะผู้รับสารสามารถเป็นผู้ส่งสารผ่านสื่อโซเซียลได้ง่าย สิ่งที่สามารถทำได้ในขณะนี้ จึงต้องเป็นเรื่องของการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ขณะเดียวผู้รับสาร ก็ควรต้องตั้งคำถามถึงข้อมูลที่ได้รับมาว่า จริงหรือไม่ แหล่งที่มาของข้อมูลมาจากไหน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ควรพิจารณาบรรจุเรื่อง การรู้เท่าทันสื่อ เข้าไว้ในหลักสูตรและเป็นวิชาพื้นฐานของนักเรียนในระดับชั้นประถม เช่น วิชาสังคมศึกษา ได้แล้ว

“ผลงานของนักศึกษา โดยเฉพาะนวัตกรรมของทีมที่ชนะเลิศการประกวดในครั้งนี้  เป็นพัฒนาการที่แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางเลือกให้กับประชาชนที่ต้องการใช้งาน และคงต้องพัฒนาต่อยอดไปถึงขั้นดาวน์โหลดมาใช้งานได้จริง และหวังว่า จะเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้รับสารได้ในอนาคต แม้ว่า พฤติกรรมของคนจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันที แต่ก็ต้องพยายามพร้อม ๆ กับการให้ความรู้อย่างเช่นที่ Cofact กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้” นายธนภณ  กล่าว
 

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม