พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร : คลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น รพ.รามาธิบดี

Sat, 2015-06-13 18:14 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ในยุคที่สังคมเปิดกว้างมากขึ้น อะไรๆ หลายอย่างทางสังคมก็เปิดรับมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของเพศที่สาม หรือเพศทางเลือก ขณะที่ในมุมที่สังคมเปิดกว้างเรื่องเพศ แต่กลับมีมุมเล็กๆ ของบางครอบครัวเพศที่สามคือ สิ่งไม่พึงประสงค์ของพ่อแม่

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ เวชศาสตร์วัยรุ่น และคลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า คลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่นเกิดขึ้นมาจากการที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองมีความทุกข์จากเรื่องเพศที่หลากหลายของคนครอบครัวเข้ามาปรึกษา เช่น การมีลูกเป็นตุ๊ด ทอม  สิ่งที่พบเห็นได้ชัดเจนคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นของครอบครัวที่มีลูกเป็นกลุ่มชายรักชาย หรือ หญิงรักหญิง คือ พ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เปิดกว้าง คิดเฉพาะว่าลูกเราต้องเป็นชายหรือหญิงเท่านั้น และสังคมก็ได้สร้างความเชื่อว่า คนมีจู๋ต้องเป็นชาย คนมีจิ๋มต้องเป็นหญิง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มคนดังกล่าวอาจมีสภาพจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพที่เขามีอยู่

“พ่อแม่ที่มีลูกมีจิตใจที่ไม่ตรงกับเพศสภาพของตนเองที่มีมาตั้งแต่กำเนิดส่วนมาจะมีความทุกข์ใจ และไม่สามารถสื่อสารหรือจูนให้เข้ากับลูกได้เนื่องจากพ่อแม่เหล่านั้นยังถูกปิดกั้นด้วยความเชื่อทางสังคม อยากให้ลูกของตนเองเป็นเหมือนคนอื่น”

ที่ผ่านมา คลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่นเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ให้บริการคำปรึกษาไปแล้วกว่า 20 ราย จะมีเพศชายเข้าขอรับคำปรึกษามากกว่าเพศหญิง ส่วนมากครอบครัวจะมาขอรับคำปรึกษา และมีเด็กอายุต่ำที่อายุ 2 ปี ที่มีพ่อแม่พามาขอรับบริการ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของตนเองได้ทำไว้พบว่า  จากการสำรวจในกลุ่มเยาวชนระดับ ม.ต้น – ม.ปลาย จำนวน 3,000 รายในพื้นที่ กทม. พบว่าปัญหาส่วนใหญ่คือ พ่อแม่ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจ ซึ่งความไม่เข้าใจดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เช่น มีผลการเรียนที่ต่ำลง ในบางรายมีพฤติกรรมที่ซึมเศร้าหรือการคิดฆ่าตัวตาย แต่ในทางตรงกันข้ามหากพ่อแม่ยอมรับได้ ลูกจะมีความสุขมากขึ้น และมีผลการเรียนที่ดี

ดังนั้น พ่อและแม่ควรทำความเข้าใจว่า เรื่องเพศของมนุษย์มีความหลากหลาย และเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ และตนอยากให้พ่อแม่เข้าใจถึงความแตกต่างทางเพศของลูกแบบไม่มีเงื่อนไข และทำความเข้าใจกับความหลากหลายทางเพศของลูก ซึ่งในบางครอบครัวอาจจะต้องอาศัยคนกลาง ส่งต่อความรู้ว่า จริงๆ แล้ว มนุษย์มีความหลากหลายทางเพศ พ่อแม่ต้องมีองค์ความรู้มากขึ้น ในปัจจุบันเพศมีความหลากหลายมากขึ้น และต้องสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และตระหนักว่า ความหลากหลายทางเพศไม่สามารถมีสิ่งใดมาควบคุมได้

พญ.จิราภรณ์ กล่าวว่า ส่วนมากพ่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เขาจะเริ่มรู้อัตตาลักษณ์ทางเพศของตนเอง แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าอะไรคือปัจจัยทำให้มีการเบี่ยงเบนทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฮอร์โมน การเลี้ยงดู หรือปัจจัยทางด้านชีวภาพอื่นๆ เช่น สมอง ยีนส์

ส่วนเรื่องของการให้ฮอร์โมนกับเพศที่สามนั้น จะเป็นขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเป็นให้การรักษาแก่กลุ่มคนที่มีความทุกข์ที่มาจากเพศธรรมชาติของตนเอง

พญ.จิราภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ดีที่สุด คือการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งตนอยากจะบอกว่า พ่อแม่ที่มีลูกหรือบุตรหลานมีเพศไม่ตรงกับเพศธรรมชาติของเขา สิ่งที่พ่อแม่จะทำให้และทำให้ลูกมีความสุขได้คือ พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจเรื่องของความหลากหลายทางเพศ และต้องเข้าใจว่า สิ่งที่ลูกเป็น ไม่ใช่คือสิ่งที่ลูกเลือก ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เช่น พอเราตั้งท้องเราจะรักลูกโดยที่เราไม่รู้ว่าลูกที่คลอดออกมาจะเป็นชายหรือหญิง สิ่งนี้คือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และเรื่องความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การสร้างความเข้าใจ ในสังคมต้องเปิดกว้าง  บางครอบครัวไม่สามารถยอกรับหรือทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นธรรมชาติ ในหลายประเทศเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับทั้งทางด้านสังคมและกฎหมาย ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความสุข อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข ในอนาคตประเทศไทยอาจจะมีการเปิดกว้างทั้งด้านสังคม กฎหมายแก่กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศก็เป็นไปได้

“อยากจะฝากไปถึงผู้ปกครองว่า ควรสร้างพื้นฐานความเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น พ่อแม่เป็นคนแรกที่กล้าลุกขึ้นมายอมารับลูกซึ่งจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เพราะลูกทุกคนต้องการความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นจากพ่อแม่” พญ.จิราภรณ์ กล่าว