ข้องใจ นายกฯ ตั้งธงร่วม TPP เหตุคิดเรื่องเยียวยา ทั้งที่ต้องศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อน

Thu, 2016-01-14 17:18 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เอฟทีเอว็อทช์ถามนายกฯ ตั้งธง TPP หรือไม่ จึงให้คิดเรื่องเยียวยา ทั้งที่ยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบ และเร่งแก้กฎหมายตาม TPP ก่อนเข้าเจรจา ด้าน สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน ระบุ หากมีการเข้าร่วม TPP ส่วนสำคัญคือ เรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาค่อนข้างมาก บริษัทยาชื่อสามัญจะรับผลกระทบเต็มๆ เพราะจะไม่สามารถผลิตยาชื่อสามัญได้เลย ยันต้องรับฟังความเห็นอย่างรอบคอบ ก่อนเจรจา ไม่ใช่รับฟังเพื่อเยียวยา

เมื่อ 13 มกราคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค หรือ ทีพีพี โดยจัดเป็นรอบนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ทั้งนี้มีการเปิดเผยว่า กำลังมีงานศึกษาผลกระทบโดยให้สถาบันปัญญาภิวัฒน์เป็นผู้ศึกษา กำลังจะแล้วเสร็จในสิ้นเดือนมกราคมนี้ 

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) กล่าวว่า ขณะนี้เกือบทุกหน่วยราชการพูดกันว่า นายกรัฐมนตรีเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางการเยียวยา หากมีปัญหาอะไรจะรับผิดชอบเอง อยากถามว่าจริงหรือไม่ แล้วนายกจะรับผิดชอบได้ไหวได้อย่างไร ทั้งนี้การรับฟังความคิดเห็นต้องไม่ใช่การตั้งธงเพื่อเยียวยา หากคิดจะเข้าร่วม TPP โดยไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ประเทศก็มีความเสี่ยงมาก และรัฐบาลเป็นเพียงรัฐบาลชั่วคราวที่มาจากรัฐประหาร ไม่ควรตัดสินใจเรื่องที่จะมีผลกระทบระยะยาวอย่างไม่รอบคอบเช่นนี้

"ขอให้คณะทำงานทำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่จงใจบิดเบือนตัวเลขเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด เช่นเอกสารที่ใช้ในวันนี้ เป็นเอกสารที่ชี้นำในทางไม่ถูกต้อง จากข้อสองของเอกสารทำให้เข้าใจว่าถ้าเราไม่ร่วมกระบวน TPP จะพลาดมูลค่าการค้าที่ 39% ทั้งที่มีงานวิจัยจากทีดีอาร์ไอชี้ชัดว่า หากนับเฉพาะประเทศสมาชิก TPP ที่ไทยยังไม่ได้มี FTA ด้วย คิดเป็น 9% เท่านั้น ไม่ใช่ 39% อย่างที่พยายามจะทำให้เข้าใจ"

“ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 หน่วยงานภาครัฐที่กำลังแก้กฎหมายเพื่อเอาใจบริษัทต่างชาติ ด้วยการลอกเนื้อหาของ TPP ทั้งที่ยังไม่ได้ตกลงใจจะเข้าร่วม กรมบัญชีกลางอ้างว่าต้องการทำ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาล แต่ขณะนี้กลับเป็นการเปิดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามเนื้อหาของ TPP และกรมทรัพย์สินทางปัญญาอาจเข้าข่ายหลอกลวง สนช.เพราะวางแผนแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมเนื้อหาเรื่องทริปส์ผนวก เข้าไปให้สอดคล้องกับ TPP ทั้งที่รายงานของ สนช.ให้แก้ไขเฉพาะตามความตกลงทริปส์ให้ทำซีแอลเพื่อการส่งออกประเทศที่ไม่มีศักยภาพในการผลิตยาเท่านั้น” นางสาวกรรณิการ์กล่าว

ผู้ประสานงานเอฟทีเอว็อทช์ กล่าวต่อว่า กระบวนการที่สำคัญคือต้องมีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม และที่สำคัญคือผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพราะเรามีความเสี่ยงเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะ หลายเรื่องที่เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์จะทำได้หรือเปล่า เพราะอาจถูกฟ้องผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (ISDS)

“หรือบางเรื่องที่ดูเหมือนจะดี เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมมันดีจริงหรือเปล่า มีหลายสนธิสัญญาทางสิ่งแวดล้อมที่สหรัฐอเมริกาไม่ลงนาม ในประเด็นแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชน ขัดกับที่ไทยทำอยู่ หรือในประเด็นเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอันดับต้นๆ ของโลก หากในอนาคตให้สิทธิบริษัทเมล็ดพันธ์ แล้วทำลายความหลากหลายทางชีวภาพจะเยียวยาได้อย่างไร เอฟทีเอที่ผ่านมาก็มีผลกระทบ ไม่มีมาตรการเยียวยาอะไรที่เป็นจริงเลย ดังนั้นการจะทำอะไรต้องใช้เวลาตอนนี้ศึกษาให้รอบคอบ ไม่ใช่เพราะฝ่ายนโยบายตั้งธงให้เร่งทำ ข้าราชการก็มาปั้นแต่งข้อมูลแล้วนำเสนอต่อฝ่ายนโยบาย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลทักษิณ" นางสาวกรรณิการณ์ กล่าว

นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นความน่าเชื่อถือของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นเรื่องสำคัญ หากย้อนไปถึง FTA ไทย-อียู ซึ่งขณะนั้นมีคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วน เป็นกลไกในการจัดการรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน แม้จะกล่าวว่า ครั้งนี้ไม่ใช่การกำหนดท่าทีของการเจรจา แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องทำให้กระบวนการน่าเชื่อถือตั้งแต่แรก ไม่ใช่จัดกันเอง รวมถึงวันนี้ที่เชิญสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นบริษัทยาของประเทศเข้ามาร่วม ทั้งที่เวทีรับฟังของภาคธุรกิจเป็นวันถัดไปที่สมาคมบริษัทยาข้ามชาติได้รับเชิญ กระบวนการเหล่านี้ไม่โปร่งใสไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก

นางสาวณัฐกานต์ กิจประสงค์ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่าการให้สถาบันที่เป็นของบริษัทเอกชนที่น่าจะมีส่วนได้เสียการข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทำงานวิจัย เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ ทั้งประเด็นสำคัญเรื่องการมีส่วนได้เสียจากผลการศึกษา รวมไปถึงความเข้าใจในข้อมูลเนื้อหาด้วย จากการเข้าร่วมในเวทีครั้งสุดท้ายของสถาบันฯ ผู้ที่เป็นผู้ศึกษาหลักถามว่า UPOV1991 คืออะไร ทั้งที่เป็นเนื้อหาส่วนสำคัญที่จะมีผลต่อเกษตรกรโดยตรง แต่สถาบันฯ ไม่มีความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้เลย ทำให้การศึกษานี้ไม่น่าเชื่อถือเลย ควรต้องหาหน่วยงานอื่นที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมั่นใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาศึกษา

“นอกจากศึกษาข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกตกลงกันไว้แล้ว กระบวนการเข้าร่วมหลังจากนี้ คือต้องเจรจาทวิภาคีเป็นรายประเทศ มีความเสียหายอื่นที่คาดการณ์ว่าจะเกิดหรือไม่ ต้องแลกอะไรที่มากไปกว่าข้อตกลงที่เขาเจรจากันไว้ก่อนหรือไม่ จะคุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาให้รอบด้านเช่นกัน" นางสาวณัฐกานต์กล่าว

ในข้อนี้ทีมเลขาฯ กล่าวว่ามีการตั้งคณะกรรมการไปแล้วและจะประชุมครั้งแรก 28 มกราคมนี้ โดยมีองค์ประกอบจากสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม มีนักวิชาการ 1 คน มีรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งกรรมการชุดดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจว่าไม่มีองค์ประกอบของภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้เสียอื่นเลย

นายทัฬ ปึงเจริญกุล ผู้อำนวยการบริหารสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน กล่าวว่า สมาชิกในส่วนสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมก็ไม่เห็นด้วยกับ TPP ทั้งหมด นอกจากนี้ยังหากมีการเข้าร่วม TPP ส่วนสำคัญคือ เรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยาหรือ Data Exclusivity (DE) จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาค่อนข้างมาก บริษัทยาชื่อสามัญจะรับผลกระทบเต็มๆ เพราะจะไม่สามารถผลิตยาชื่อสามัญได้เลย

"เสนอให้แปลข้อตกลงเป็นภาษาไทยให้เร็ว แล้วมาดูเทียบกับกฎหมายในประเทศทีละเรื่องให้ชัดเจนเลย ว่ามีอะไรที่ทำได้ มีอะไรที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศบ้าง เรามีการเจรจาการค้ามาหลายครั้งแต่เราไม่เคยเอาบทเรียนในอดีตเข้ามาแก้กฏหมายในประเทศเลย" นายทัฬ กล่าว