ต่างชาติจ้องหุ้น รพ.ไทย สิงคโปร์-ฮ่องกงรุมจีบ 'รพ.ลาดพร้าว'

Thu, 2016-04-07 12:18 -- hfocus
Print this pagePrint this page

นสพ.ประชาชาติธุรกิจ : จับสัญญาณต่างชาติพาเหรดขอร่วมลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลในไทย นายทุน "สิงคโปร์- ฮ่องกง" จ้องตาเป็นมัน บิ๊ก รพ.ลาดพร้าว บอกปัด ชี้บริษัทมีเงินทุนรองรับขยายกิจการ ฟาก รพ.วิภาวดีฮอต "กองทุนเทศ" เข้าเจรจา นักวิเคราะห์ชี้สถิติ 10 ปี ราคาหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นเหนือตลาด

นายอังกูร ฉันทนาวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โรงพยาบาลลาดพร้าว (LPH) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เริ่มเห็น สัญญาณต่างชาติมีความต้องการเข้าลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลในไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ให้นักธุรกิจต่างชาติทั้งประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงเข้ามาเจรจากับบริษัท เพื่อขอร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากบริษัทมีจำนวนหุ้นที่ค่อนข้างน้อย ประกอบกับวางแผนการใช้เงินทุนไว้เรียบร้อยแล้ว บริษัทจึงยังไม่ได้เปิดรับให้พันธมิตรต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนในเวลานี้

"ไทยได้ก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือเมดิคอลฮับอันดับต้นๆ ในภูมิภาค ซึ่งโรงพยาบาลหลายแห่งก็ได้รับมาตรฐานชั้นนำของโลก ชื่อเสียงของโรงพยาบาลไทยจึงค่อนข้างดูดีและน่าสนใจในสายตาชาวต่างชาติ " นายอังกูรกล่าว

สำหรับแผนขยายธุรกิจของบริษัทในปีนี้ กำลังอยู่ระหว่างการเข้าไปซื้อกิจการโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง 1 แห่ง ซึ่งได้ให้ บล.เคจีไอเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งคาดว่าบริษัทจะถือหุ้นไม่เกิน 25% และใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท

นายอังกูร กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าปีนี้รายได้เติบโต 15% จากปีก่อนที่ทำได้ 1,255 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิคาดจะเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาลได้ปรับลดลง หลังจากที่ได้รับบุคลากรด้านการแพทย์เข้ามามากในช่วงต้นปี 2557 ขณะที่การเปิดบริการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ทั้ง 5 ศูนย์ เริ่มมีผู้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น ซึ่งเป็นบริการที่มีมูลค่าเพิ่มและค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งก็มากขึ้น จึงทำให้อัตราการทำกำไรดีขึ้นตามไปด้วย

นายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในบริษัทอย่างมาก ซึ่งสะท้อนได้จากในช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน (ม.ค.-มี.ค. 59) มีกองทุนต่างชาติ อาทิ กองทุนจากประเทศญี่ปุ่น, ฮ่องกง, สิงคโปร์ รวมถึง บล.และบริษัทประกันหลายแห่งเดินสายขอดูกิจการโรงพยาบาลวิภาวดีอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งบริษัทมีนโยบายเปิดกว้างให้กองทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน VIBHA ด้วยการเสนอให้ซื้อหุ้นในกระดานเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันตนเองถือหุ้นใหญ่เพียง 20% ของหุ้นท่านั้น

"บริษัทก็สนใจหากพันธมิตรที่เข้ามาจะช่วยต่อยอดธุรกิจได้ แต่ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินทุนอย่างเดียวเท่านั้น ที่ผ่านมาก็มีการเจรจาอยู่หลายราย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเราก็ไม่ได้ปิดกั้น มีทั้งบริษัทในไทยและต่างประเทศ โดยส่วนตัวแล้วผมก็พร้อมจะขายหุ้นทั้งหมดหากผู้ซื้อให้ราคาสูงกว่า 2 เท่า จากราคาปัจจุบัน (หุ้นละ 2.72 บาท ณ 31 มี.ค.)" นายชัยสิทธิ์กล่าว

สำหรับทิศทางผลดำเนินงานในปีนี้ นายชัยสิทธิ์คาดว่า บริษัทจะมีรายได้และกำไรสุทธิโตประมาณ 10% จากปี 2558 ที่ทำได้ 5,585 ล้านบาท และ 735 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากโรงพยาบาลเดิมมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีการเปิดโรงพยาบาลใหม่ให้บริการ ซึ่งปกติบริษัทตั้งเป้าเปิดโรงพยาบาลใหม่ปีละ 1 แห่ง โดยปีนี้จะเปิดโรงพยาบาลวิภาราม สมุทรสาคร ขนาด 200 เตียง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้

นายกวี มานิตสุภวงษ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างมาก เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลงน้อยและสามารถเด้งขึ้นได้รวดเร็ว ซึ่งในช่วงต้นปีนี้ (4 ม.ค.-28 มี.ค. 59) ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 5% และคาดว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะปรับตัวเพิ่มขึ้นชนะตลาดต่อเนื่อง หลังจากพบว่าสถิติในช่วง 10 ปีย้อนหลังที่ผ่านมาหุ้นโรงพยาบาลมักให้ ผลตอบแทนชนะตลาดมาโดยตลอด

ส่วนผลดำเนินงานของกลุ่มโรงพยาบาลคาดว่าปีนี้กำไรของกลุ่มนี้เติบโตประมาณ 13-15% หรือมูลค่ารวมประมาณ 18,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ 16,944 ล้านบาท โดยหุ้นเด่นในกลุ่มดังกล่าวคือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)  เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น จึงคาดว่ากำไรจะปรับตัวสูงสุดในช่วงไตรมาส 1/2559

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 - 6 เม.ย. 2559

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม