รัฐตั้งเป้าลดจำนวนเชื้อดื้อยา 50%

รัฐบาลตั้งเป้าลดจำนวนผู้ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 50% ภายในปี 2564 สสส.จับมือกพย.ทำงานร่วมกับ สธ.พัฒนาเครือข่ายใช้ยาปฏิชีวนะถูกโรคถูกวิธี เปิด 3 โรค ยอดฮิตความเชื่อที่ผิดใช้ยาปฏิชีวนะ“หวัด-ท้องเสีย-บาดแผล” ด้านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจี้ถอดส่วนผสมยาต้านแบคทีเรียในยาอม-เครื่องสำอาง-แชมพู-สบู่ เหตุมีความเสี่ยงให้เกิดเชื้อดื้อยา

ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จัดแถลงข่าวสัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย ประจำปี 2559

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่ส่งผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน และยังทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมถึงปีละ 46,000 ล้านบาท จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นกรอบการทำงานร่วมกันในการลดป่วย ลดตาย และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากเชื้อดื้อยา โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2564 ที่จะลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลง 50% ลดปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพในคนลง 20% ลดปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลง 30% ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้น 20% และระบบการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพมีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล ไม่ต่ำกว่าระดับ 4

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการประชุมระดับสูงเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพว่า ต้องไม่กระทบการซื้อและเข้าถึงยาต้านจุลชีพทั้งชนิดเดิมและที่ค้นพบใหม่ รวมทั้งวัคซีน และเครื่องมือตรวจวินิจฉัย และในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้เปิดรับฟังความเห็นในการยกเลิกรายการยาต้านจุลชีพจากการเป็นยาสามัญประจำบ้าน นอกจากนี้ตามแผนยุทธศาสตร์ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะต้องมีประกาศปรับประเภทยาต้านจุลชีพ 1 ฉบับ และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ควบคุมการผลิต ขาย ใช้ ยาผสมลงในอาหารสัตว์ 1 ฉบับ

นพ.บัณฑิต ศรไพศาล

นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาอย่างน้อยปีละ 20,000-38,000 คน ซึ่งมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง และยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาต้องอยู่ในโรงพยาบาลโดยรวมนานขึ้น 3.24 ล้านวัน หรือเฉลี่ยคนละ 24-46 วัน สาเหตุที่ทำให้คนไทยมีผู้ป่วยเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นมาจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สมเหตุสมผล โดยพฤติกรรมที่มีส่วนทำให้เกิดเชื้อดื้อยา เช่น ซื้อยาปฏิชีวนะกินตามคนอื่น หยุดรับประทานยาปฏิชีวนะเมื่อมีอาการดีขึ้น ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองตามที่เคยได้รับจากแพทย์ครั้งก่อนๆ ใช้ยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะ สสส.จึงสนับสนุน กพย.ในการพัฒนาชุดความรู้และเครือข่ายเฝ้าระวังเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนการดื้อยาต้านจุลชีพตามแผนยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกร่วมกับประเทศต่างๆ และในปีนี้ได้เสริมทัพการทำงานด้วยการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร ด้วยการจัดทำสื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อดื้อยาที่เข้าใจง่าย เช่น หยุด 10 พฤติกรรมที่มีส่วนทำให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงชุดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกโรคถูกวิธี โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://atb-aware.thaidrugwatch.org และ https://www.facebook.com/thai.antibiotic.awareness

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการ กพย. กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ระหว่างวันที่ 14-20 พฤศจิกายน เป็นสัปดาห์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย ประจำปี 2559 ในส่วนของประเทศไทย กพย.ได้สร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในปีนี้ได้ร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อรณรงค์ให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลทั้งในคนและในการเกษตร เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกโรค ไม่ถูกวิธี ได้สร้างปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นจนอาจถึงขั้นวิกฤต กพย.จึงทำงานตรงไปที่บุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกรในการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในโรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มากกว่า 30 จังหวัด รวมถึงในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล พร้อมกับสนับสนุนการวิจัยผู้ป่วยหวัดและท้องเสียในเด็ก ซึ่งพบว่ายาต้านแบคทีเรียไม่มีผลกระทบต่อการรักษาและได้ผลที่ดีกว่า การทำงานร่วมกับเครือข่ายเภสัชกรรมชุมชนในการให้คำแนะนำกับผู้บริโภค รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้จัดอบรมบุคลากรภายในสถาบัน เช่น อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาแพทย์ เภสัชกร ถึงทักษะในการสื่อสารเมื่อถูกผู้ปกครองกดดันให้ใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาเด็กโดยไม่จำเป็น และมีการทำพื้นที่ตัวอย่างชุมชนปลอดภัยห่างไกลยาต้านแบคทีเรียในร้านชำ ร่วมกับผู้นำชุมชน อสม. และโรงเรียน ในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และอ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ภาพรวมในขณะนี้มีความตื่นตัวมากขึ้นทั้งในประชาชน แพทย์และเภสัชกร

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) และ RDU Hospital Project กล่าวว่า ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากยังคงสั่งยาต้านแบคทีเรียให้กับ 3 โรคที่รักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ 1.โรคหวัด ไอ เจ็บคอจากไวรัส 2.ท้องร่วงและอาหารเป็นพิษ และ3.บาดแผลทั่วไปทำให้ประชาชนมีความเชื่อที่ผิดว่าโรคเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรียหรือยาแก้อักเสบ สยส.จึงรณรงค์ให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องว่า การใช้ยาปฏิชีวนะหรือที่เรียกกันอย่างผิดๆว่ายาแก้อักเสบในโรคติดเชื้อไวรัส ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่โทษ และเน้นรณรงค์เพื่อแก้ไขความเชื่อที่ผิด เช่น “น้ำมูกเหลืองเขียวหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย” “เมื่อไม่สบายแม้เพียงเล็กน้อยก็ซื้อยาแก้อักเสบมากินกันไว้ก่อน” หรือ “ไข้สูง ปวดเมื่อยมากควรฉีดยา” ซึ่งล้วนส่งผลซ้ำเติมปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล หรือ RDU Hospital เพื่อปรับลดอัตราการสั่งยาปฏิชีวนะใน 3 โรคข้างต้นของบุคลากรทางการแพทย์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่นสั่งยาปฏิชีวนะได้ไม่เกิน 2 ใน 10 ราย กรณีโรคหวัดและท้องร่วง เป็นต้น ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนความรู้และความเชื่อทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการเพื่อแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาของประเทศ

รศ.ดร.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ขอเสนอให้เร่งรัดการเพิกถอนทะเบียนตำรับยา รูปแบบยา และข้อบ่งใช้ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เช่น ยาอมผสมยาต้านแบคทีเรียเพราะไม่ได้ผลในการรักษาและทำให้เชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรีย ยกเลิกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทสบู่ ครีมอาบน้ำ ยาสีฟัน เจลล้างมือที่ผสมสารเคมีฆ่าเชื้อ ได้แก่ ไตรโคลซานและสารอื่นๆ อีก 18 ชนิด ที่มีรายงานวิจัยยืนยันแล้วว่าสารเหล่านั้นทำให้เชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรียเมื่อใช้เป็นเวลานาน ซึ่งองค์การอาหารและยา (FDA) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกการใช้แล้ว นอกจากนี้ เครือข่ายผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐมีการควบคุมการใช้ยาต้านแบคทีเรียในปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเกษตร ให้ใช้ยาได้เฉพาะการรักษาโรคเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อการป้องกัน และเร่งการเจริญเติบโต และห้ามการปล่อยน้ำเสียจากการเลี้ยงสัตว์ลงสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการบำบัด รวมถึงต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาต้านแบคทีเรียแก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ประธานเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) กล่าวว่า ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลในเครือข่ายกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ได้รณรงค์การใช้ยาอย่างสมเหตุผลอย่างจริงจังจึงมีมาตรการสนับสนุนให้แพทย์สั่งจ่ายยาเหล่านี้เมื่อมีข้อบ่งชี้และเท่าที่ความจำเป็นเท่านั้น ดังนั้นหากโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ไม่ใช่โรคติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์ก็ไม่ควรสั่งยาต้านแบคทีเรียให้แก่ผู้ป่วย

นางสาวพัชรา อุบลสวัสดิ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า จากแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย พ.ศ. 2559 – 2561 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม โดยสช.ซึ่งเป็นฝ่ายประสาน สนับสนุนการขับเคลื่อนจะทำการติดตามการดำเนินงานตามมตินี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณะได้ทราบต่อไป

พ.อ.นพ.สุรจิต สุนทรธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หากมีการรักษาและใช้ยาเท่าที่จำเป็นจะทำให้ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอลดน้อยลง ซึ่งกลวิธีที่ทำให้เกิดการรักษาเท่าที่จำเป็นมากที่สุดคือการเหมาจ่ายรายหัว

ความคิดเห็นล่าสุด

CindycnPax
24 นาที 46 วินาที ago
CindycnPax
35 นาที 44 วินาที ago
CindycnPax
37 นาที 48 วินาที ago
CindycnPax
39 นาที 55 วินาที ago
CindycnPax
45 นาที 39 วินาที ago
CindycnPax
48 นาที 45 วินาที ago
CindycnPax
51 นาที 14 วินาที ago
CindycnPax
52 นาที 43 วินาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

CindycnPax
24 นาที 46 วินาที ago
CindycnPax
35 นาที 44 วินาที ago
CindycnPax
37 นาที 48 วินาที ago
CindycnPax
39 นาที 55 วินาที ago
CindycnPax
45 นาที 39 วินาที ago
CindycnPax
48 นาที 45 วินาที ago
CindycnPax
51 นาที 14 วินาที ago
CindycnPax
52 นาที 43 วินาที ago
กลับด้านบน