“ศธ.-มท.-พม.-กห.” พร้อมร่วมมือขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพ

การประชุมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศ (Promotion and Prevention Excellence Strategic Plan Forum) วันที่ 31 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีอภิปรายในหัวข้อ "เส้นทางชีวิตและสุขภาพ (Life Course Approach) เชื่อมงาน ประสานใจ ก้าวไกล และยั่งยืน" โดยได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เป็นพันธมิตรกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค มาร่วมอภิปรายว่าจะสร้างการทำงานร่วมกันได้อย่างไร

นายวีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.และ สธ.มีความเหมือนกันประการหนึ่งคือใช้กระบวนการในการสื่อสาร การจัดการศึกษา และการส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนครอบคลุมทั้งประเทศ และทั้ง 2 กระทรวงไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องทำร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์กับกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับ สธ.มา โดยส่วนตัวพบว่าจุดสำเร็จที่สุดในการทำงานส่งเสริมสุขภาพคือที่โรงเรียน ซึ่ง สธ.วางรากฐานได้ดีมากจากโครงการส่งเสริมสุขภาพซึ่งดำเนินการมานับ 10 ปี ถือเป็นโครงข่ายสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพให้เกิดขึ้นในโรงเรียน

นายวีระกุล กล่าวอีกว่า ประเด็นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่คิดว่าควรต้องทำในทุกโรงเรียนคือ เรื่องยาเสพติด การจัดการแก้ไขปัญหาขยะ และอาหารปลอดภัย ส่วนจะเน้นสาระความรู้อย่างไรในแต่ละระดับการศึกษานั้น ทางสธ.น่าจะเชี่ยวชาญในจุดนี้ นอกจากนี้แล้ว ยังมีประเด็นที่ควรขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับเฉพาะโรงเรียนและสภาพพื้นที่ ซึ่งจะทราบได้จากตัวผู้ปฏิบัติงานเองที่จะต้องคิดสร้างสรรค์ออกมาให้ตรงกับประเด็นปัญหาในพื้นที่นั้นๆ

สำหรับกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานนั้น ศธ. ยินดีให้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันมีผู้ในอยู่ในการดูแลของ ศธ. ประมาณ 13 ล้านคน แบ่งเป็นในระบบ 12 ล้านคน และนอกระบบ 1 ล้านคน มีสถานศึกษาประมาณ 50,000 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนอาชีวะอีก 800 กว่าแห่ง ของ กศน. 1,000 แห่ง และโรงเรียนเอกชน 3,800 แห่ง

นอกจากนี้ เหนือโรงเรียนขึ้นไป ยังมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา มีผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด ที่สามารถช่วยส่งเสริมและกำกับการทำงานของโรงเรียนให้มีความเข้าใจในการทำงานที่ตรงกัน

“สูงขึ้นไปอีกยังมีศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการภาค รวมทั้งหมด 18 ภาค ดังนั้นท่านสามารถประสานกับศึกษาธิการจังหวัดได้ เช่น สาธารณสุขจังหวัดประสานกับศึกษาธิการจังหวัด แล้วจะได้ความร่วมมือจากทุกหน่วยในพื้นที่ หรือกรณีผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ก็สามารถประสานกับศึกษาธิการภาค ดังนั้น เรามีกลไกการเชื่อมต่อระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับตำบล และระดับโรงเรียน” นายวีระกุล กล่าว

นายวีระกุล ยังเสนอด้วยว่านอกจากความร่วมมือในระดับกระทรวงแล้ว ยังมีกลไกการตรวจราชการแบบบูรณาการ กล่าวคือผู้ตรวจราชการทุกกระทรวงจะต้องตรวจตามประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าสำคัญ ซึ่งตนเสนอว่าอยากให้ สธ.เสนอเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นประเด็นการตรวจราชการ เพราะเมื่อเป็นประเด็นการตรวจราชการ ก็จะได้รับการดูแลว่าทุกกระทรวงต้องช่วยกัน และจะช่วยให้การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขก้าวไปได้เร็วมากขึ้น

ด้าน นายสมคิด จันทมฤก ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวว่า การทำงานของ มท. ก็เกี่ยวข้องกับคนตั้งแต่เกิดจนตายเช่นเดียวกับ สธ. เช่น งานทะเบียนต่างๆ การจัดระเบียบสังคม การดูแลความเรียบร้อยต่างๆ และการทำงานก็จะทำงานร่วมกับทุกกระทรวง รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตโดยตรง ก็มีหลายๆ เรื่องที่เป็นงานระดับชาติและเมื่อลงไปถึงระดับพื้นที่ก็จะบูรณาการกันหมด เช่น เรื่องไข้เลือดออก เป็นปัญหาระดับชาติ แต่พอลงไปถึงระดับพื้นที่ก็ต้องบูรณาการกัน นายอำเภอไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ แต่สามารถบูรณาการกับฝ่ายการแพทย์เพื่อแก้ปัญหาไข้เลือดออกได้

“ผมกำลังชี้ว่าการทำงานในพื้นที่จริงๆ ไม่ได้เป็นของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องจับมือร่วมกัน มท.มีกลไกสำคัญคือ มีผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด มีนายอำเภอ 878 อำเภอ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อีกกว่า 200,000 คน นอกจากนี้ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. อบต. เทศบาล รวมแล้วอีก7,000 กว่าแห่ง นี่คือกลไกที่ทำงานในพื้นที่ในการบูรณาการกับทุกภาคส่วน” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด ยกตัวอย่าง ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในเรื่องสุขภาพ เช่น การจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพอำเภอ (District Health Board) เป็นความร่วมมือระหว่าง มท. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)โดยมีหลักคิดคือจุดที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตคือที่อำเภอ จึงจัดโครงสร้างให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะกรรมการสุขภาพอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นรองประธาน และสาธารณสุขอำเภอเป็นฝ่ายเลขานุการ ถือเป็นการบูรณาการที่แท้จริงเพื่อดูแลการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพ ขณะนี้ดำเนินการมา 1 ปี ใน 73 อำเภอและอยู่ระหว่างการประเมินผล

หรือตัวอย่างอีกโครงการหนึ่งก็คือโครงการมหาดไทยห่วงใยผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ต่างๆ แต่โครงการนี้จะทำเสริมขึ้นมา โดยให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศพัฒนาระบบการดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

“ทั้งหมดนี้สรุปออกมาเป็นคำสำคัญ 2 คำ คือ 1.บูรณาการการทำงาน โดยยึดคนเป็นศูนย์กลาง คนมีปัญหาอะไร จะแก้ปัญหาอย่างไร และ 2.การมีส่วนร่วม ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่มีส่วนร่วม” นายสมคิด กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า พม.ทำงานร่วมกับ สธ.มาตั้งแต่สมัยเป็นกรมประชาสงเคราะห์ และเมื่อยกระดับเป็นกระทรวงก็มีการปรับโครงสร้างให้มีกรมที่ดูแลคนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงสูงอายุ โดยมีเป้าหมายการทำงานคือการส่งเสริมให้คนทุกคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของรัฐบาล ซึ่งการจะไปสู่เป้าหมายนี้ได้ จะต้องดำเนินการบนความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ

น.ส.ศิริวรรณ กล่าวอีกว่า พม.มีภาคีมากมายที่ทำงานร่วมกัน ทั้งในระดับหน่วยงานรัฐ มีคณะกรรมการระดับชาติซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของหลายกระทรวงเป็นองค์ประกอบ ร่วมกันทำงานขับเคลื่อนในส่วนที่เป็นเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ร่วม นอกจากนี้ ยังมีภาคีภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา รวมถึงกลไกในระดับสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งกำลังขับเคลื่อนประเด็นสำคัญๆให้ประเทศไทยมีสุขภาวะที่ดี ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานแบบสานพลังประชารัฐ สร้างความร่วมมือทั้งภาคนโยบาย ภาควิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน

สำหรับประเด็นการทำงานของ พม. ที่สอดคล้องกับเรื่อง Life Course Approach นั้น ก็คือการขับเคลื่อนเรื่องผู้สูงอายุให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ พม.ต้องการขับเคลื่อนเรื่องการดูแลระยะยาวเพื่อ empower ผู้สูงอายุให้เป็นกำลังของประเทศได้ยาวนานที่สุด ซึ่งกลไกสำคัญคือการทำงานแบบสานพลังประชารัฐ โดยต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงาน เพราะการทำงานเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้สูงอายุยังมีตัวตนอยู่ในสังคม เป็นการให้โอกาสให้ร่วมเป็นกำลังผลิตของประเทศนั่นเอง

ด้าน พล.ต.ต่างแดน พิศาลพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแพทย์ สำนักงานสนับสนุน กระทรวงกลาโหม (กห.) กล่าวว่า ในภาพรวมการส่งเสริมสุขภาพของกองทัพจะทำตั้งแต่เป็นนักเรียนทหาร และเมื่อเรียนจบเข้ามาทำงานก็ยังมีนโยบายการทดสอบสมรรถภาพร่างกายทุกๆ 6 เดือน ยกเว้นกองบัญชาการทองทัพไทยที่ทดสอบร่างกายทุกๆ 3 เดือน

ทั้งนี้ หากพิจารณานโยบายด้านสุขภาพของผู้บังคับบัญชาแล้ว ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการประทรวงกลาโหม มีนโยบายให้กำลังพลมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจากนโยบายนี้ แต่ละเหล่าทัพก็จะนำไปปฏิบัติ โดยในส่วนของปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เน้นว่า ต้องดูแลสุขอนามัย การให้บริการทางการแพทย์แก่กำลังคนในครอบครัว ปรับปรุงสถานที่ทำงาน บ้านพักอาศัย สถานที่พักผ่อนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี

ขณะที่ในส่วนของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็มีนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิต เน้นตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี ส่งเสริมการออกกำลังกายและการกีฬา โดยทดสอบสมรรถภาพร่างกายอย่างน้อย 3 เดือนครั้ง ส่วนผู้บัญชาการทหารบกมีนโยบายว่ากำลังพลต้องเป็น Smart Man สุขภาพร่างกายต้องดี เน้นการออกกำลังกาย รวมถึงการดูแลโภชนาการ ทุกหน่วยต้องมีฟิตเนส ส่งเสริมการเพาะกายให้มีหุ่นดี มีกล้าม ดูสมาร์ท รวมทั้งต้องมีการทดสอบร่างกายอย่างเข้มงวดจริงจัง

เช่นเดียวกับ ผู้บัญชาการทหารเรือ มีนโยบายเน้นการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี และควบคุมค่าดัชนีมวลกายให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยกรมแพทย์ทหารอากาศจะเน้นเรื่องโรค NDCs และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพ

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ข่าวล่าสุด

คอมเมนท์ ล่าสุด

กลับด้านบน