๑๐๐ ปีการสาธารณสุขไทย (พ.ศ.2461 –2561)

๑๐๐ ปีการสาธารณสุขไทย (พ.ศ.2461 –2561)

ก่อนการก่อตั้งกรมสาธารณสุข

ก่อนการตั้งกรมสาธารณสุขใน พ.ศ. ๒๔๖๑ การสาธารณสุขของสยามยังไม่ได้มีการจัดให้เป็นระบบปัญหาสุขภาพหลัก คือโรคระบาด ซึ่งทำให้มีผู้คนเสียชีวิตไปครั้งละมากๆ โดยเฉพาะไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค และกาฬโรคหลังการก่อสร้างโรงพยาบาลศิริราชและเปิดให้บริการใน พ.ศ. ๒๔๓๑ คณะกรรมการจัดการโรงพยาบาลหมดหน้าที่ลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงจัดตั้งกรมพยาบาลขึ้น เพื่อทำหน้าที่ดูแลกิจการโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลอื่นๆรวมทั้งจัดการศึกษาวิชาแพทย์ และจัดการปลูกฝีเป็นทานแก่ประชาชนต่อมา เมื่อกรมพยาบาลมาสังกัดกระทรวงธรรมการ ยังได้ทำหน้าที่จัดตั้งโรงเรียนนางผดุงครรภ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ จัดตั้งสถานทำหนองฝีจัดให้มีแพทย์ประจำเมืองทำยาจำหน่ายในราคาถูก รวมทั้งจัดซื้อยาจากต่างประเทศมาจำหน่ายนอกจากนั้น ยังมีหน้าที่จัดตั้งกองแพทย์เพื่อออกไปป้องกันโรคระบาดและปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษแก่ประชาชนตามหัวเมืองภารกิจเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นการริเริ่มบุกเบิกงานสาธารณสุขในยุคแรกขึ้น ต่อมามีการก่อตั้งกรมสุขาภิบาลขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๔๐ เพื่อจัดการกับปัญหาการสุขาภิบาลซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของเมืองในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ผู้คนอยู่อาศัยกันอย่างแออัด ขยะถูกทิ้งเกลื่อนกลาดทั่วไป ผู้คนขับถ่ายของเสียตามที่สาธารณะ จนเป็นเหตุให้เกิดโรคระบาดรุนแรงขึ้นบ่อยครั้ง

ในยุคสมัยนั้น แม้จะมีโรงพยาบาลเกิดขึ้นแล้ว แต่การรักษาแบบสมัยใหม่ยังไม่เป็นที่นิยมชาวสยามจึงอาศัยหมอไทยหรือ “หมอเชลยศักดิ์” ที่มีอยู่ทั่วไปรวมทั้งร้านยาจีนของหมอชาวจีนในการบำบัดรักษาโรคเมื่อมิชชันนารีตะวันตกนำการแพทย์สมัยใหม่มาเผยแพร่จึงมีการสร้างโรงพยาบาลขึ้น เช่น โรงพยาบาลของมิชชันนารีที่เพชรบุรี สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๒๓ในส่วนของรัฐบาลไทย นอกจากจะมีการก่อสร้างศิริราชพยาบาลขึ้นเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกใน พ.ศ. ๒๔๓๑ แล้ว ต่อมายังได้สร้างโรงพยาบาลขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลเสียจริต (สมเด็จเจ้าพระยา) โรงพยาบาลบูรพา และโรงพยาบาลเทพศิรินทร์ ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ โรงพยาบาลทหารเรือ วัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. ๒๔๓๓ โรงพยาบาลบางรัก พ.ศ. ๒๔๓๒ โรงพยาบาลหญิงหาเงิน พ.ศ. ๒๔๔๐ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลกลางใน พ.ศ. ๒๔๕๘) และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นต้น ในขณะเดียวกันมีโรงพยาบาลของมิชชันนารีถูกสร้างเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลอเมริกันมิชชั่น จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๓๑ (ต่อมาพัฒนาเป็นโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ใน พ.ศ.๒๔๖๗) โรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊ค จังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๔๓๕โรงพยาบาลบางกอกเนิสซิงโฮมและโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ พ.ศ. ๒๔๔๑ ในส่วนขององค์กรการกุศลของชาวจีนมีการสร้างโรงพยาบาลเทียนฟ้าขึ้นใน พ.ศ.๒๔๔๖ เพื่อเป็นที่บำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวบ้าน

ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ กรมพยาบาลซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการถูกยกเลิกไป งานต่างๆ ถูกโอนไปให้กรมศึกษาธิการและกระทรวงนครบาล ใน พ.ศ. ๒๔๕๕ กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการก่อตั้งกรมพยาบาลขึ้นใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาภิบาลใน พ.ศ. ๒๔๕๙งานสาธารณสุขจึงมีสภาพที่กระจัดกระจายกันอยู่ในหลายกรมและหลายกระทรวง

การเกิดขึ้นของกรมสาธารณสุข (พ.ศ. ๒๔๖๑)

การทำงานสาธารณสุขที่ซ้ำซ้อนและขาดการประสานงานที่ดีทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริให้รวมหน่วยงานต่างๆ ที่แยกย้ายกันอยู่ให้เป็นแผนกเดียวกัน โดยการก่อตั้งกรมสาธารณสุข ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน 2461โดยมีสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เป็นอธิบดีคนแรก ในระยะแรก การรวมงานด้านการสาธารณสุขเข้าไว้ด้วยกันมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ทั้งในเรื่องการแบ่งงาน การโอนความรับผิดชอบและเรื่องงบประมาณอย่างไรก็ตาม ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขจนสามารถดำเนินกิจการด้านการสาธารณสุขโดยถือหลัก “การป้องกันถูกกว่าการแก้” มุ่งเน้นการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะการปราบโรคระบาด เช่น ไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค และกาฬโรค มีการสำรวจยุงที่เป็นพาหะของโรค สำรวจและควบคุมโรคเรื้อน บำบัดโรคคุดทะราด และมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ในการรณรงค์กำจัดโรคพยาธิปากขอ นอกจากนั้นยังมีการขยายกิจการมารดาทารกสงเคราะห์ จัดการสุขศึกษาแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งยังมีการส่งคนไปเรียนการสาธารณสุขในต่างประเทศจำนวนมากนับว่าการเกิดขึ้นของกรมสาธารณสุขใน พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นจุดเริ่มต้นของการสาธารณสุขยุคใหม่อย่างแท้จริง

กำเนิดกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. ๒๔๘๕)

กระทรวงสาธารณสุขได้ย้ายมาอยู่ที่วังศุโขทัย เมื่อ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นระยะเวลา ๘ ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่วังเทวะเวสม์

ภารกิจของกรมสาธารณสุขที่เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา ทำให้หน่วยงานต่างๆ มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ครั้นเมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามสมัยแรก(พ.ศ. 2481-2487)แม้จะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และไทยอยู่ในภาวะสงคราม แต่รัฐบาลมีนโยบาย “สร้างชาติ” จึงได้รวมกิจการด้านการสาธารณสุขและยกระดับขึ้นเป็นกระทรวง โดยเหตุผลว่า ประชากรของชาติยังมีอนามัยไม่ดี คนเสียชีวิตแต่ยังเด็กเป็นจำนวนมาก การรักษาพยาบาลไม่ทั่วถึงและสมบูรณ์เพียงพอ ทั้งจำนวนพลเมืองก็ยังไม่เพิ่มตามที่รัฐต้องการมีการออกพระราชกฤษฎีกาตั้งกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ การให้ความสำคัญต่อการสาธารณสุขในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนประชากรและทำให้พลเมืองไทยแข็งแรง เพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นมหาอำนาจตามแนวคิดของผู้นำประเทศ

๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย ๑๐๐ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

ตึกกระทรวงสาธารณสุขที่วังเทวะเวสม์ ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ถ่ายจากทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันอาคารหลังนี้อยู่ในการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย

ด้านการรักษาพยาบาล

การรักษาพยาบาลในระยะแรกนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงโรงเรียนแพทย์ โดยความร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ในการผลิตแพทย์ให้ได้มาตรฐานการศึกษาของสหรัฐอเมริกา มีการสร้างโรงพยาบาลศิริราชใหม่จัดหาอุปกรณ์การเรียนและการรักษาพยาบาล รวมทั้งส่งอาจารย์ไปเรียนต่อในต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังมีการปรับปรุงหลักสูตรพยาบาลและจัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์และพยาบาลขึ้นเพื่อผลิตบุคลากรด้านการพยาบาล ในยุคเริ่มแรกนี้ โรงพยาบาลส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง มีโรงพยาบาลตามหัวเมืองใหญ่ๆ อยู่บ้าง เช่น ภูเก็ต ชลบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และสงขลา เป็นต้น นอกจากโรงพยาบาลของรัฐบาลเหล่านี้แล้วหัวเมืองบางแห่งมีโรงพยาบาลที่มิชชันนารีชาวตะวันตกไปสร้างไว้ด้วย

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลคณะราษฎรให้ความสำคัญต่อการสาธารณสุขและการขยายความเจริญไปสู่หัวเมืองท้องถิ่นมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๔๗๗ อันเป็นรากฐานของการสาธารณสุขยุคใหม่และมีคำสั่งให้กรมสาธารณสุขสร้างโรงพยาบาลขึ้นทั่วทุกจังหวัด โดยเริ่มที่จังหวัดชายแดนก่อนตาม“นโยบายอวดธง” เพื่อแสดงให้ประเทศเพื่อนบ้านเห็นว่ารัฐบาลไทยในยุคประชาธิปไตยเอาใจใส่ในชีวิตของราษฎร จังหวัดที่มีการสร้างโรงพยาบาลตามนโยบายอวดธงได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย และนครพนมในภาคอีสาน และโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในภาคเหนือในขณะเดียวกันก็มีการสร้างสุขศาลาและผลิตบุคลากรทางการแพทย์การสาธารณสุขให้มากขึ้นด้วยการอบรมผู้ช่วยแพทย์และนางผดุงครรภ์ชั้นสองจนเมื่อถึง พ.ศ.๒๔๘๕ ทั่วประเทศมีโรงพยาบาลของรัฐอยู่ ๓๔ แห่ง (รวมเอาโรงพยาบาลของมิชชันนารีที่รัฐบาลยึดมาในช่วงสงครามโลกด้วย)

การให้บริการสุขภาพในระบบสาธารณสุขไทยขยายตัวและก้าวหน้ามาตามลำดับ ใน พ.ศ.๒๕๐๐ประเทศไทยมีโรงพยาบาลประจำจังหวัดครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศมีการขยายและพัฒนาบริการสุขภาพในระดับอำเภอและตำบล โดยพัฒนาสุขศาลาชั้นหนึ่งมาเป็น “สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง” ใน พ.ศ.๒๔๙๗ และเป็น “ศูนย์การแพทย์อนามัยชนบท” ใน พ.ศ.๒๕๑๕ เป็น “ศูนย์การแพทย์และอนามัย” ใน พ.ศ.๒๕๑๗ จนเป็น“โรงพยาบาลอำเภอ” ใน พ.ศ.๒๕๑๘ และในช่วง พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นมามีการขยายโรงพยาบาลอำเภอจนครบทุกอำเภอในขณะที่ “สถานีอนามัยชั้นสอง” ได้รับการพัฒนาเป็น “สถานีอนามัย” ใน พ.ศ.๒๕๑๕ และเป็น “ศูนย์สุขภาพชุมชน” ใน พ.ศ.๒๕๔๖และใน พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ยกระดับสถานีอนามัยและศูนย์สุขภาพชุมชนขึ้นเป็น “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล” นอกจากการขยายบริการแล้วยังมีการพัฒนาด้านสวัสดิการการรักษาพยาบาลและการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อมีโครงการสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้านการรักษาพยาบาลใน พ.ศ. ๒๕๑๘ การเกิดขึ้นของระบบการประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใน พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ให้สิทธิการรักษาพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่าแก่ประชาชนไทยทุกคน

สถานีอนามัยชั้น 1

สถานีอนามัยชั้น 2 ที่อำเภอวังทอง ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปจนหมดแล้ว

ด้านการป้องกันและควบคุมโรค

ใน พ.ศ. ๒๓๘๔ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ได้ทำการปลูกฝีป้องกัน ไข้ทรพิษจนได้ผลดี โดยหนองฝีที่ใช้นำเข้ามาจากอเมริกา ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ รัฐบาลไทยได้ตั้งสถานผลิตพันธุ์หนองฝีขึ้นที่สี่กั๊กพระยาศรี มีการออกกฎหมายบังคับให้ราษฎรทุกคนปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษต่อมามีการตั้งสถาบันปาสเตอร์หรือปาสตรุสภาขึ้น เพื่อทำการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษและโรคระบาดสัตว์ใน พ.ศ. ๒๔๕๖การปลูกฝีได้ผลดีจนสามารถกวาดล้างไข้ทรพิษให้หมดไปจากสังคมไทย โดยหลังจาก พ.ศ. ๒๕๐๕ ไม่มีรายงานการค้นพบผู้ป่วยไข้ทรพิษอีกเลยกาฬโรคและคุดทะราดก็ถูกควบคุมอย่างได้ผลจนไม่พบผู้ป่วยอีกเลยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ และ๒๕๐๙ ตามลำดับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอื่นๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง จนสามารถปราบปรามกำจัดโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอได้รวมทั้งอหิวาตกโรคและโรคเรื้อนที่แม้จะไม่หายสาบสูญไปแต่ก็ไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขอีกต่อไป

ไข้ทรพิษที่ระบาดอย่างรุนแรง ทำให้เด็กๆ เจ็บป่วยและล้มตายอย่างมากมาย

การออกหน่วยสุขศึกษา รณรงค์ฉีดวัคซีนไข้ทรพิษ ที่เห็นเป็นชุมชนภาคใต้ ซึ่งก็พบว่ามีโรคชุกชุมเช่นกัน

เตรียมน้ำเกลือรับมืออหิวาต์ระบาด เพราะผู้ป่วยอหิวาต์มักเสียชีวิตจากการที่ร่างกายเสียน้ำเพราะถ่ายท้องไม่หยุด

การตรวจร่างกายเพื่อสกรีนผู้ป่วยโรคเรื้อน

แม้สถานการณ์การระบาดของการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๐ จะรุนแรง แต่ประเทศไทยก็สามารถดำเนินการควบคุมโรคนี้ได้จนเป็นแบบอย่างในระดับโลก เช่นเดียวกับไข้หวัดนก ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ และโรคซาร์ส งานด้านการป้องกันและควบคุมโรคถูกวางรากฐานมาตั้งแต่มีการก่อตั้งแผนกระบาดวิทยาขึ้นในกรมอนามัยราว พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๔ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับการยกระดับเป็นกองระบาดวิทยา สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ทำให้มีการพัฒนาวิชาการและการจัดระบบการเฝ้าระวังโรคอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมีการอบรมบุคลากรสาธารณสุขจนในปัจจุบันมีหน่วยเฝ้าระวังและสอบสวนโรคในทุกตำบล อำเภอและจังหวัดแม้ที่ผ่านมา การควบคุมป้องกันโรคหลายชนิดจะดำเนินมาอย่างได้ผลแต่มีโรคอีกไม่น้อยที่ยังเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโรคที่มีอยู่เดิม เช่น พยาธิใบไม้ในตับ ไข้เลือดออก วัณโรค หรือโรคใหม่ๆ เช่น โรคเมอร์ส โรคไข้ซิก้า รวมทั้งการระบาดของโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคที่เป็น “พยาธิสังคม” เช่น ปัญหายาเสพติด และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ท้าทายงานด้านการควบคุมโรคในปัจจุบันและอนาคต

นักเรียนผู้ช่วยพยาบาลที่ รพ. ทรวงอก รุ่นที่ 23 ในวันไหว้ครู นักเรียนบางคนที่่ใส่หมวกคลุมเนื่องจาก จะต้องไปขึ้นตึกต่อ จึงต้องใส่หมวกคลุมเพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรค (TB)

ด้านการอนามัยและการส่งเสริมสุขภาพ

การสาธารณสุขในยุคเริ่มแรก รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มพลเมืองโดยการออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้น มีการตั้งองค์การส่งเสริมการสมรส จัดการสมรสหมู่ ริเริ่มการจัดงานวันมารดา ประกวดสุขภาพของมารดา รวมทั้งการก่อตั้งโรงพยาบาลหญิงใน พ.ศ.๒๔๙๔ เพื่อให้การคลอดบุตรเป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อมา ประชากรที่เพิ่มมากขึ้นถูกมองว่าเป็นสาเหตุของความยากจนจึงมี“นโยบายคุมกำเนิดประชากร” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เป็นผลให้ประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง การมีลูกน้อยลงและการเว้นระยะการมีบุตรให้ห่างขึ้นทำให้แม่และเด็กมีสุขภาพดีขึ้น โครงการส่งเสริมอาหารของชาติที่มีขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๘๑การเริ่มงานโภชนาการสมัยใหม่ตามหลักวิชาการแพทย์และสาธารณสุข งานด้านส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอนามัยแม่และเด็ก การส่งเสริมภูมิคุ้มกันในเด็ก การโภชนาการ รวมทั้งการจัดหาน้ำสะอาด การสุขาภิบาล การจัดหายาจำเป็นและการรักษาโรคที่พบบ่อยในท้องถิ่น ความสำเร็จจากการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในยุคการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเป็นนโยบายขององค์การอนามัยโลกที่เริ่มต้นใน พ.ศ.๒๕๒๑โดยมียุทธศาสตร์สำคัญคือ การจัดตั้งผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ปัจจุบันอสม. ที่มีอยู่กว่า ๑ล้านคนเป็นกำลังสำคัญของการทำงานสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน นอกจากการส่งเสริมสุขภาพในระดับชุมชนแล้ว การเกิดขึ้นของกลไกในระดับชาติ เช่น กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ทำให้การส่งเสริมสุขภาพก้าวรุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

เด็กๆ ได้รับการรักษาจากหน่วยแพทย์ที่ออกไปตรวจในชุมชน

การรณรงค์ทำส้วมในชนบท เริ่มมีมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 สมัยนั้นยังไม่มีคอห่านสำเร็จรูป ต้องก่อปูนขึ้นรูปเอาทีละอัน

ด้านยา เวชภัณฑ์ วิทยาศาสตร์การแพทย์และการแพทย์แผนไทย

ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๙-๒๔๔๕ มีการจัดตั้งโอสถศาลาเพื่อจำหน่ายยาราคาถูกแก่ราษฎรตามหัวเมือง เช่น พิษณุโลก อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ปราจีนบุรี ต่อมามีการตั้งโอสถสภาขึ้นเพื่อจัดซื้อยาและวัตถุดิบในการผลิตยาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่าซื้อยาจากร้านขายยาที่ผลิตในกรุงเทพฯ ด้านการผลิตวัคซีนมีการตั้ง “กองทำพันธุ์หนองฝีและซีรัมของรัฐบาล” ขึ้นที่นครปฐมจนสามารถผลิตพันธุ์หนองฝีสำหรับการป้องกันไข้ทรพิษได้สำเร็จใน พ.ศ. ๒๔๔๙ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ย้ายมารวมกับ ปาสตุรสภา (สถาบันปาสเตอร์) เพื่อทำหน้าที่ผลิตพันธุ์หนองฝี ปลูกฝี ผลิตซีรั่ม และทำงานด้านการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และใน พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้สร้างสถานที่ทำการใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานเสาวภา” ในด้านการจัดหายา มีการตั้งโรงงานเภสัชกรรมผลิตยาของรัฐขึ้นเป็นแห่งแรกใน พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อผลิตยาตำราหลวงออกจำหน่ายต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๙ มีการรวมกิจการของโรงงานเภสัชกรรม และกองโอสถศาลาเป็นองค์การเภสัชกรรมทำหน้าที่ผลิตยาทั้งยาสมัยใหม่และยาจากสมุนไพรเพื่อสนับสนุนการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ

การสร้างหลักประกันด้านยาทำให้เกิดนโยบายแห่งชาติด้านยาและบัญชียาหลักแห่งชาติขึ้นในพ.ศ. ๒๕๒๔ รวมทั้งมีการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory LicensingหรือCL) เพื่อจัดหายาในราคาที่เป็นธรรมตามนโยบายการเข้าถึงยา นอกจากการพึ่งยาแผนปัจจุบันแล้ว ยังมีความพยายามในการใช้ภูมิปัญญาไทยทั้งในเรื่องอาหารและยารวมไปถึงการแพทย์ เภสัชกรรม ผดุงครรภ์และการนวดไทยในการดูแลสุขภาพชาวไทยซึ่งมีการตื่นตัวมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๕๒๐ นำไปสู่การตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข ใน พ.ศ.๒๕๔๕

สู่ศตวรรษที่สอง

45 ปี สธ. ณ วังเทวะเวสม์

โครงสร้างการบริหารจัดการงานสาธารณสุขมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆในพ.ศ.๒๕๑๕พ.ศ. ๒๕๑๗ และ พ.ศ. ๒๕๓๕และได้ปรับสถานะสถาบันสุขภาพจิต เป็นกรมสุขภาพจิตในพ.ศ. ๒๕๓๗ มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ๆ ขึ้นได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ก่อตั้งใน พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๔ เพื่อเน้นการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีทุกภาคส่วน โดยมีงบประมาณจากภาษีเหล้าและบุหรี่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อสร้างหลักประกันการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของประชาชนอย่างถ้วนหน้าสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อบริหารจัดการและประสานงานด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉินและสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (หรือ สรพ.) พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อพัฒนามาตรฐานและรับรองคุณภาพบริการของสถานพยาบาล และมีการเกิดขึ้นของหน่วยงานลักษณะใหม่ คือโรงพยาบาลในกำกับของรัฐ โรงพยาบาลที่ถือเป็นโรงพยาบาลแรกตามแนวคิดดังกล่าว ได้แก่ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) จัดตั้งใน พ.ศ. ๒๕๔๓

นอกจากองค์กรภาครัฐใหม่ๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในช่วง ๒-๓ทศวรรษที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้นทำให้มีองค์กรภาคประชาสังคม เช่น กลุ่ม ชมรม สมาคม องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ มูลนิธิ และองค์การสาธารณประโยชน์ รวมทั้งองค์กรวิชาชีพด้านการแพทย์ การสาธารณสุขต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานด้านการสาธารณสุขมูลฐาน การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ การควบคุมการดื่มสุรา การคุ้มครองผู้บริโภค การดำเนินงานเรื่องเอดส์ นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ รวมทั้งงานด้านมนุษยธรรมและการรับมือภัยพิบัติต่างๆ

จากอดีตถึงปัจจุบัน ระบบสาธารณสุขไทยมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้บริบทใหม่ๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ผนวกกับปัญหาสุขภาพใหม่ๆ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัย ปัญหาโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ปัญหาภัยพิบัติ ความรุนแรงและการก่อการร้าย รวมทั้งผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ที่มีต่อสุขภาพ ล้วนแต่เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในการก้าวสู่ศตวรรษที่สองของการสาธารณสุขไทยวาระ ๑๐๐ ปีสาธารณสุขไทยที่จะมาบรรจบในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑จึงนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการทบทวนประวัติศาสตร์และนำบทเรียนจากอดีตมาใช้เพื่อให้การก้าวสู่ศตวรรษที่สองของการสาธารณสุขไทย เป็นศตวรรษแห่งการสร้างสรรค์เพื่อสุขภาพของประชาชนไทยอย่างแท้จริง

กระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน

รูปลักษณ์ของโรงพยาบาลสมัยใหม่ โดยมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สมัย และการดูแลรักษาสุขภาพประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง

จัดทำโดย หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ กลุ่มวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

ข้อขัดแย้งหนักสุด
57 นาที 53 วินาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ข้อขัดแย้งหนักสุด
57 นาที 53 วินาที ago
กลับด้านบน