'คลัง' ให้ส่วนราชการหลีกเลี่ยงจ้างลูกจ้างด้วยเงินนอกงบประมาณ หากจำเป็นต้องขออนุญาตก่อน

Tue, 2018-05-22 13:10 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กระทรวงการคลังออกระเบียบการจ้างลูกจ้างโดยใช้เงินนอกงบประมาณ ระบุให้ส่วนราชการหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ หากจำเป็นต้องจ้างต้องขออนุญาตคลังก่อน และจ้างได้ไม่เกินปีงบประมาณ และอัตราค่าจ้างไม่เกินค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่ง-วุฒิ และไม่มีการเลื่อนขั้นค่าจ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ลงนามในหนังสือถึง ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด เลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้บัญชาการ อธิการบดี เรื่องระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยระบุว่า

ด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 อนุมัติการเพิ่มอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และให้ดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยให้กระทรวงการคลังดำเนินการให้มีระเบียบเกี่ยวกับการนำเงินนอกงบประมาณไปใช้ในการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงาน

กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า เพื่อให้การบริหารอัตรากำลังคนส่วนราชการที่ใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จึงยกเลิกหนังสือกระทรวงการคลัง ที กค 0527.6/ว 31 ลงวันที่ 26 เมษายน 2542 และ ที่ กค 0415/ว 23 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2546 และให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2562

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 กระทรวงการคลังออกระเบียบว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยมีสาระสำคัญในข้อ 4 ที่ระบุว่า “ให้ส่วนราชการหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ

กรณีได้ดำเนินการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณก่อนระเบียบฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งมิใช่กรณีที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังไว้เป็นการเฉพาะ ให้ส่วนราชการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างต่อไปได้ตามกำหนดระยะเวลาเดิม และเมื่อพนักงานหรือลูกจ้างลาออกหรือส่วนราชการหมดความจำเป็นในการจ้างให้ยุบเลิกตำแหน่งพนักงานหรือลูกจ้างนั้น

ข้อ 5 ในกรณีส่วนราชการมีความจำเป็นต้องจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังก่อน โดยต้องแสดงเหตุผล ความจำเป็น เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

ข้อ 6 ระยะเวลาการจ้าง ให้จ้างได้ไม่เกินปีงบประมาณ หรือตามระยะเวลาที่กระทรวงการคลังอนุญาต สำหรับอัตราค่าจ้าง ให้จ้างได้ไม่เกินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่งและวุฒิ และไม่มีการเลื่อนขั้นค่าจ้าง

ข้อ 7 ให้ส่วนราชการรายงานการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ทั้งจำนวนอัตราและจำนวนงินค่าจ้างให้กรมบัญชีกลางทราบทุกสิ้นปีงบประมาณ หรือสิ้นระยะเวลาการจ้างที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง โดยให้รายงานภายใน 30 วัน นับจากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว”

ทั้งนี้ระเบียบดังกล่าวนี้ ได้กำหนดว่า “เงินนอกงบประมาณ” หมายความว่า บรรดาเงินทั้งปวงที่ส่วนราชการจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือจากนิติกรรมหรือนิติเหตุ หรือกรณีอื่นใดที่ต้องนำส่งคลัง แต่มีกฎหมายอนุญาตให้สามารถเก็บไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำสั่งคลัง

และกำหนดว่า “พนักงานหรือลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายคาบ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขหรือพนักงานของรัฐที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีลักษณะเดียวกัน

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

Comments

หมอ พยาบาล ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากนักการเมืองทั้งที่มาจากการเลือกตั้งหรือลากตั้งมาโดยตลอด....โดยหลักการของกิจการบริการสาธารณของรัฐ กิจการใดก็ตามที่เป็นกิจการที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจการเป็นธุรกิจแสวงหากำไรได้ หากรัฐจะดำเนินกิจการควบคู่กันไปด้วย รัฐก็จะต้องจัดตั้งกิจการนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อความเป็นอิสระคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพื่อกำหนดอัตราจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการให้กับผู้บริหารและพนักงานขององค์กรให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชน เพื่อดึงคนไว้ในระบบขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนส่ง รถไฟ บขส. ขสมก. การบินไทย หรือธุรกิจการธนาคาร กรุงไทย ออมสิน ฯลฯ หรือธุรกิจยารักษาโรคที่มีองค์การเภสัชกรรมเป็นรัฐวิสาหกิจ คนที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ก็จะได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการ ต่างกับธุรกิจภาคเอกชนไม่มากนัก....กิจการโรงพยาบาลซึ่งภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจการเป็นธุรกิจแสวงหากำไรได้โดยแทบไม่มีข้อจำกัดจากภาครัฐ แต่โรงพยาบาลของของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งของกระทรวงสาธารณสุข รัฐก็คงให้มีสถานะเป็นแค่หน่วยงานราชการธรรมดา เพื่อจะได้จ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าภาคเอกชน เช่นเดียวกับข้าราชการอื่น ๆ โดยทั่วไป แถมยังถูก กพ.จำกัดกำลังคนอัตรากำลังข้าราชการประเภทต่าง ๆ ของ สธ. ไม่ให้เพียงพอกับภาระงาน เพื่อให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องดินรนดำเนินการจัดจ้างลูกจ้างด้วยเงินที่ รพ.ต่าง ๆ ต้องดิ้นรนหากันมาเอง ต้องจ้างลูกจ้างประเภทต่าง ๆ ด้วยอัตราค่าจ้างและสวัสดิการที่ต่ำเตี้ยกว่าข้าราชการเสียอีก วันดีคืนดีรัฐก็ออกระเบียบข้ามกระทรวงมาบังคับการจ้างลูกจ้างของ รพ.ต่าง ๆ ของ สธ. จนแทบจะกระดิกตัวไม่ได้....แต่สีก็ทนได้มาโดยตลอด ................................................ทางออกในการหลุดจากพันธการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาแนวโรงพยาบาลของรัฐแนวทางทางหนึ่ง คือโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะต้องรวมตัวร่วมมือกันผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแปรรูปโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รพ.ในสังกัด สธ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ"การโรงพยาบาลไทย" เป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมในสังกัด สธ. เช่นเดียวกับองค์การเภสัชกรรม มีอิสระในการบริหารงาน บริหารคน บริหารงบประมาณของตนเอง ผู้บริหารและพนักงานระดับต่าง ๆ ขององค์กร"การโรงพยาบาลไทย" ก็ควรจะได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล ไม่ต่างจากรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ หรือต่างจากภาคเอกชนมากนัก ประการสำคัญคือหากรัฐวิสาหกิจ"โรงพยาบาลไทย"การดำเนินการขาดทุนไม่มีผลกำไร เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นหลัก ก็ต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องนโยบายและงบประมาณอย่างเพียงพอไม่ต่างจากที่รัฐได้สนับสนุนและพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมอื่น ๆ ที่ดำเนินกิจการขาดทุนมาโดยตลอด เช่น การรถไฟ ขสมก. เพื่อให้กิจการโรงพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ตกอยู่ในสภาพอนาถา ตามบุญตามกรรม ตามมีตามเกิด อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้.

Add new comment