นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว : ผู้ป่วยและหมอกับมุมมองที่แตกต่าง

นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น แต่ด้วยจำนวนแพทย์ของประเทศไทยที่ยังไม่เพียงพอ สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรของไทยอยู่ที่ประมาณ 4 คน ต่อประชากร 10,000 คน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบหลักประกันสุขภาพคล้ายๆ ไทยเรา เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 2.5-3.5 คน ต่อประชากร 1,000 คน (The World Bank, 2018) สัดส่วนของไทยจึงน้อยกว่าประเทศเหล่านี้อยู่เกือบ 4 เท่า การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นแรงกดดันระบบสาธารณสุขไปโดยปริยาย

แรงกดดันเชิงระบบนี้ ทำให้หลายครั้งแพทย์และผู้ป่วยต้องมาเผชิญหน้ากันโดยไม่ตั้งใจ บ่อยครั้งที่เราได้ยินบุคลากรทางการแพทย์แสดงความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับผู้ป่วยที่แพทย์คิดว่าเข้ามารับการรักษาเกินความจำเป็น ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็ออกมาตอบโต้ว่า โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่น่าอภิรมย์ ไม่ใช่ศูนย์การค้า ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว หากไม่ป่วยจริงคงไม่อยากย่างกรายเข้าไป

ผู้เขียนมีความสนใจในประเด็นดังกล่าวและมีสมมติฐานว่า มุมมองที่ขัดแย้งกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่ไม่เท่ากันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ความอสมมาตรของข้อมูล (Information asymmetry) จึงได้ชักชวนเพื่อนนักวิจัยมาร่วมกันหาคำตอบในประเด็นดังกล่าวด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ

ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจผู้ป่วย 1,060 ราย ที่เข้ามารับบริการผู้ป่วยนอกโดยไม่ใช่ผู้ป่วยที่แพทย์นัดมาโรงพยาบาล ใน 6 โรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทีมวิจัยได้ขอให้ผู้ป่วยประเมินความเจ็บป่วยของตนเองก่อนเข้าห้องตรวจว่ามีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการในระดับใด และขอให้แพทย์ช่วยประเมินระดับความจำเป็นหลังตรวจผู้ป่วยรายนั้นๆ เสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังมีคำถามพ่วงว่า หากการเข้ารับบริการในวันนี้ต้องจ่ายค่าบริการ ผู้ป่วยจะยินดีจ่ายสูงสุดเป็นจำนวนเงินเท่าไร

ผลจากการเก็บข้อมูลดังกล่าว พบว่า กลุ่มผู้ป่วยประเมินการเจ็บป่วยของตนว่ามีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการในระดับมากและมากที่สุด 71.8% ในมุมมองของแพทย์ประเมินว่าเพียง 38.9% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่มีความจำเป็นจำเป็นต้องเข้ารับบริการในระดับมากและมากที่สุด ซึ่งก็หมายความว่า การประเมินระดับความจำเป็นในมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์นั้น แตกต่างกันเกือบเท่าตัว

เมื่อเจาะลงไปถึงอาการป่วยที่ได้รับการประเมินความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด อาการที่ผู้ป่วยประเมินความจำเป็นในสัดส่วนสูงที่สุด 3 อันกับแรก ได้แก่ ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก และมึนหรือเวียนศีรษะ ส่วนอาการที่แพทย์ประเมินความจำเป็นในสัดส่วนสูงที่สุด คือ ไข้ ปวดบริเวณใบหน้า หู คอ หรือจมูก และอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบน กลุ่มอาการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทยสภา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือกระทรวงสาธารณสุข จะให้ความรู้แก่ผู้ป่วย หรือออกแนวทางในการดูแลตนเองเมื่อมีอาการก่อนจะตัดสินใจมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

สำหรับคำถามเรื่องการจ่ายค่าบริการนั้นถูกพ่วงเข้ามาเนื่องจาก มีการเสนอทางออกในการลดการเข้ารับบริการที่ไม่จำเป็น ด้วยการเก็บค่าบริการผู้ป่วยในแต่ละครั้งที่มาใช้บริการหรือที่เรียกกันติดปากว่า การร่วมจ่าย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากคำถามพ่วงนี้ พบว่า หากให้มีการร่วมจ่ายแบบอัตราเดียวจะทำให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการลดลง เช่น การร่วมจ่าย 100 บาท จะลดการเข้ารับบริการ 10.4% การร่วมจ่าย 200 บาท จะลดการเข้ารับบริการ 34.4% และการร่วมจ่าย 500 บาท จะการเข้ารับบริการลง 62.6% เป็นต้น การร่วมจ่ายจึงมีผลลดการเข้ารับบริการได้จริง

คำถามต่อไปก็คือว่า ผู้ที่ลดการเข้ารับบริการลงนั้นเป็นกลุ่มที่ไม่มีความจำเป็นในการเข้ารับบริการใช่หรือไม่?

ผลการวิเคราะห์เพิ่มเติม พบว่า การร่วมจ่ายแบบอัตราเดียวในอัตรา 200 บาทหรือต่ำกว่าลดการเข้ารับบริการทั้งกลุ่มที่จำเป็นและไม่จำเป็น (จากการประเมินของแพทย์) ในอัตราที่ไม่แตกต่างกัน สำหรับอัตราร่วมจ่ายที่สูงกว่า 200 บาท จะสังเกตเห็นความแตกต่างของการเข้ารับบริการของกลุ่มที่จำเป็นและไม่จำเป็นอยู่บ้าง แต่การตัดสินใจไม่เข้ารับบริการนั้นก็อยู่ในสัดส่วนที่สูงทั้ง 2 กลุ่ม เช่น ที่อัตราร่วมจ่าย 1,000 บาท กลุ่มที่มีความจำเป็นตัดสินใจไม่เข้ารับบริการ 75.9% กลุ่มที่ไม่จำเป็นตัดสินใจไม่เข้ารับบริการ 84.4% ที่อัตราร่วมจ่าย 2,000 บาท กลุ่มที่มีความจำเป็นตัดสินใจไม่เข้ารับบริการ 79.1% กลุ่มที่ไม่จำเป็นตัดสินใจไม่เข้ารับบริการ 88.7% จึงได้ข้อสรุปว่า การร่วมจ่ายนั้นลดการเข้ารับบริการได้แต่ไม่สามารถแยกแยะกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับบริการออกจากกลุ่มที่มีความจำเป็นได้ดีนัก

นอกจากผลการวิจัยยังพบว่า การร่วมจ่ายส่งผลลดการเข้ารับบริการของกลุ่มที่มีรายได้และการศึกษาน้อย มากกว่ากลุ่มที่อยู่ในเศรษฐานะที่สูงกว่า เช่น ที่อัตราร่วมจ่าย 500 บาท กลุ่มรายได้ต่ำสุด (1st income quintile) จะลดการเข้ารับบริการลง 74.1% ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงสุด (5th income quintile) จะลดการเข้ารับบริการเพียง 38.4% ดังนั้น การร่วมจ่ายแบบอัตราเดียวส่งผลกระทบต่อการเข้ารับบริการของกลุ่มที่มีระดับเศรษฐานะไม่ดี

การศึกษาวิจัยชิ้นนี้จึงได้ให้ข้อสรุปที่สำคัญว่า มุมมองต่อความจำเป็นในการเข้ารับบริการของแพทย์และผู้ป่วยนั้นแตกต่างจริงและต่างกันเกือบเท่าตัว ทั้งยังได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาการใดบ้างที่นำไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เมื่อนำข้อคำถามเกี่ยวกับการร่วมจ่ายมาวิเคราะห์ร่วมด้วย พบว่า การร่วมจ่ายแบบอัตราเดียวไม่ใช่คำตอบที่ดีของการลดการเข้ารับบริการที่ไม่จำเป็น มิหนำซ้ำยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและการศึกษาไม่สูง ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่เคยเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลมาก่อนจนกระทั่งมีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

*ผลการวิจัย “โครงการความจำเป็นในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์” ที่ได้รับทุนอุดหนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ความเห็นและข้อเสนอแนะที่ปรากฏนี้เป็นของผู้วิจัย มิใช่ ความเห็นของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข*

ผู้เขียน ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ขึ้นต้นเป็นลำไม... • 2018-09-18, 11:26
quote: ".....นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น แต่ด้วยจำนวนแพทย์ของประเทศไทยที่ยังไม่เพียงพอ สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรของไทยอยู่ที่ประมาณ 4 คน ต่อประชากร 10,000 คน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบหลักประกันสุขภาพคล้ายๆ ไทยเรา เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 2.5-3.5 คน ต่อประชากร 1,000 คน (The World Bank, 2018) สัดส่วนของไทยจึงน้อยกว่าประเทศเหล่านี้อยู่เกือบ 4 เท่า การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นแรงกดดันระบบสาธารณสุขไปโดยปริยาย....." ......................................................................................................................................................... ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ แพทย์ไม่เพียงพอกับผู้รับบริการ คืออรากเหง้าของปัญหาใหญ่ของระบบหลักประกันสุขภาพไทยอย่างแท้จริง เป็นปัญหเชิงระบบาที่กดดันระบบสาธารณสุขไทยเป็นอย่างยิ่ง.... ผมพออ่านก็คิดว่างานวิจัยของคุณหมอคงจะจะหาทางออกในการแก้ปัญหานี้ ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ .....แต่เปล่าเลย ออกทะเล.....ทางหนึ่งก็ไปออกมหาสมุทรอินเดียเรื่องความรู้สึกที่แตกต่างระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยประเด็นความจำเป็นที่ต้องพบแพทย์ในเรื่องความเจ็บป่วย....แน่นอนมันแตกต่างกันอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็บอกได้....ไม่ต้องไปทำวิจัยให้เสียเวลาสิ้นเปลืองเงินทอง ........อีกทางหนึ่งก็ไปออกทะเลจีนใต้เรื่องการร่วมจ่าย.........บทสรุปทั้งสองทะเลและมหาสมุทนนี้ผมยังมองไม่ออกมองไม่เห็นว่ามันจะลดแรงกดดันระบบสาธารณสุข ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปัญหาการขาดแคลนแพทย์ที่คุณหมอนำมาจั่วหัวสรุปงานวิจัยนี้ไปได้ยังไง????????
Anonymous • 2018-09-19, 09:49
ผมคิดว่าการทำวิจัยเป็นเรื่องจำเป็นนะครับ เพื่อให้เรามีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจวางแผนแก้ไขจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่วางแผนแก้ไขบนพื้นฐานจากความรู้สึก การผลิตบุคลากรทางการแพทย์เป็นสิ่งที่หลายส่วนพยายามทำกันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลิตให้เพียงพอ การเห็นภาพว่าผู้ใช้บริการกับหมอมีความเข้าใจต่างกันแค่ไหนจะทำให้เราประเมินความคุ้มค่าของการรณรงค์เพื่อเพิ่มความเข้าใจว่าจะลดปริมาณงานของหมอที่มีอยู่ได้แค่ไหน ส่วนการประเมินว่าการร่วมจ่ายมีผลอย่างไร ผมคิดว่าก็เพื่อจะตอบคำถามของคนที่มักจะเสนอให้เก็บค่าบริการว่าวิธีแบบนั้นจะส่งผลอย่างไร ได้ผลจริงหรือไม่ครับ การตัดสินใจ นโยบาย แผนงานภาครัฐ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลครับ ไม่ใช่แค่บอกว่าใคร ๆ ก็รู้ ต่อให้รู้เราก็ไม่มีข้อมูลว่ามันมากน้อยแค่ไหนจนกว่าจะลงมือสำรวจครับ
2 stds need • 2018-09-19, 10:54
หลักการมาตรฐานความจำเป็นในการเข้ารับบริการสุขภาพ.....ถ้าหากเป็นมาตรฐานสามัญสำนึกทั่วไปที่วงการบริการสุขภาพควรจะมี 1.คนทุกคนมีความจำเป็นที่จะต้องไปใช้บริการสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจความผิดปกติของร่างกายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น(LAB)........ 2.ถ้าหากรู้สึกเจ็บป่วยไม่สบาย มีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ไม่ควรซื้อยากิเองเพราะอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยา หรือการรักษาที่ไม่ถูกต้องกับโรค รักษาไม่ถูกวิธี......__________________________________________________________________________________แต่...ถ้าหากเป็นมาตรฐานหลักการความจำเป็นยุคหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขาดแคลนแพทย์ในปัจจุบัน เจ็บป่วยควรพึ่งตัวเองก่อน อย่าไปรบกวนหมอ เพราะหมอขาดแคลน หาสมุนไพร หาซื้อยามากินเองไปก่อน หากอาการไม่ดีขึ้น วิกฤต ค่อยไปพบหมอ เพราะหมอมีน้อย.....อย่างนั้นหรือครับ.??????
Anonymous • 2018-09-19, 11:55
การร่วมจ่ายหรือไม่ร่วมจ่าย มันจะเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่อกับมาตรฐานหลักการเรื่องความจำเป็นในการใช้บริการสุขภาพ...... ถ้าเราใช้มาตรฐานสามัญสำนึกทั่วไปที่วงการบริการสุขภาพควรจะมี การร่วมจ่ายเลิกพูดไปได้เลย เพราะเราอยากให้ประชาชนมาใช้บริการสุขภาพ มาตรวจสุขภาพประจำปี มาพบหมอเมื่อมีความเจ็บป่วย มีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ _____________________________________________________________________________ แต่ถ้าหากเป็นมาตรฐานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในยุคที่มีหมอน้อย ขาดแคลน อยากให้ผู้ป่วยมาใช้บริการสุขภาพจำนวนน้อย ๆ เพื่อลดภาระของหน่วยบริการสุขภาพ มันก็จะมีมาตรการหลาย ๆ มาตรการที่จะทำให้ผู้ป่วยผู้รับบริการไม่อยากไปใช้บริการ นอกจากเรื่องการร่วมจ่ายแล้ว ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ เข่น ไม่ขยายบริการ ปล่อยให้จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการมีสภาพแน่นแออัด คิวยาว รอนาน ผู้ป่วยที่อดทนไม่ไหวก็จะหนีกลับไปตายเองที่บ้าน หรือไม่ก็จำใจยอมร่วมจ่าย.. แต่เป็นการร่วมจ่ายแบบจ่ายเองโดยย้ายไปใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศมีกำไรโตเพิ่มขึ้นปีละกว่าร้อยละ10 จนเจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นโรงพยาบาลเอกชนบางรายกลายเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 1 ของประเทศไทยไปแล้ว

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
2 วัน 4 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
2 วัน 4 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน