เครือข่ายสุขภาพภาคใต้เตรียมบุก คลัง-สธ. ค้านแก้ กม.สสส. ชี้บอนไซภาคประชาชน

Sun, 2018-10-07 21:39 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เครือข่ายสุขภาพภาคใต้ ปักธงค้าน แก้ พ.ร.บ. สสส. ชี้ไม่มีความชอบธรรมใดๆที่จะแก้ให้ถอยหลังลงคลอง ปลายทางแย่กว่าเดิม ตัดแข้งตัดขาหน่วยงานที่ช่วยทำงานด้านสุขภาพ เตรียมบุกกระทรวงคลัง-สธ. ตามหาไอ้โม่งบอนไซภาคประชาชน

นายเจกะพันธ์ พรหมมงคล

นายเจกะพันธ์ พรหมมงคล เครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ภาคใต้ กล่าวว่า เครือข่ายที่ทำงานด้านสุขภาพภาคประชาชนภาคใต้ ได้เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติการแก้กฎหมายดังกล่าว โดยมีข้อเสนอเดียวคือ ยับยั้งการแก้ไขกฎหมาย สสส.และหากไม่ยุติ ก็เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องที่หน้ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการคลัง

นายเจกะพันธ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด การแก้กฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้แย่กว่าเดิม ทั้งความยุ่งยากในการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่เดิมใช้กลไกของกรรมการบอร์ดซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีผู้แทนแทบทุกกระทรวงอยู่ในบอร์ด สสส.อยู่แล้ว รวมถึงกระทรวงการคลัง แต่กลับมีความพยายามให้นำกรอบการใช้จ่ายงบประมาณที่บอร์ดอนุมัติแล้ว กลับไปขอความเห็นชอบกับกระทรวงการคลังอีก ซึ่งตลกมาก น่ากังวลว่าถ้าล้วงลูกกันได้ขนาดนี้ ต่อไปขั้นตอนการจัดซื้อ ค่าตอบแทน การเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ก็คงต้องกลับไปเป็นระบบราชการที่ไม่คล่องตัว ซึ่งขัดแย้งอย่างรุนแรงกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง สสส.ขึ้นมา ที่มุ่งเน้นความเป็นอิสระ ปิดช่องว่างการบริหารจัดการที่เยิ่นเย้อในระบบราชการ เพื่อลดปัญหาล่าช้า

รวมไปถึงการจำกัดเพดานวงเงินไว้ที่ 4 พันล้านซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันรัฐต้องใช้งบประมาณเพื่อการรักษาโรค มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นๆ จนหางบไม่ทันแล้ว ขณะที่ทั่วโลกหันไปป้องกันโรค เพราะตระหนักว่า การสร้างสุขภาพสำคัญกว่าการซ่อมหรือรักษา แต่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการคลัง กลับมาตัดงบสร้างสุขภาพ ที่มีน้อยอยู่แล้ว ไม่ถึง 3 % ของงบประมาณในการรักษา (กองทุนบัตรทองปี 62= 1.67แสนล้านบาท) ซึ่งสวนทางกับแนวทาง WHO ที่ให้ความสำคัญการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมการปัองกันและส่งเสริมต้องเท่าทันกับปัญหา เป็นหน้าที่หลักของ สสส.อยู่แล้ว ไม่มีใครอธิบายได้เลยว่าทำไมต้องจำกัดวงเงินไว้แบบนี้ มีฐานทางวิชาการอะไรมาอธิบายตรงนี้ได้

"ผมไม่เข้าใจว่า กระทรวงสาธารณสุขเหตุใดถึงตัดแข้งตัดขา หน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลืองานตนเอง ทั้งที่เป็นการช่วยกันทำงานอุดช่องว่างที่ สธ.ไม่สามารถไปถึงได้ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมไปในเชิงคุณภาพ ซึ่งนี้คือเจตนารมณ์ที่จะทำให้คนไทยมีคุณภาพดี สร้างนำซ่อม แทนที่จะปล่อยให้ระบบราชการแบกรับ ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยก็ล้นโรงพยาบาลอยู่แล้ว และหากแก้กฎหมายให้การทำงานของ สสส. เข้าใกล้ระบบราชการมากขึ้นทุกทีๆ ไม่เป็นผลดีอะไรเลย มีแต่จะล้าหลังลงคลอง สถานการณ์การรักษาพยาบาลก็จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม และรัฐจะต้องจ่ายงบประมาณเพิ่มมากขึ้นอีกเรื่อยๆในอนาคต และเร็วๆนี้จะส่งตัวแทนไปเยือนกระทรวงการคลัง และสาธารณสุขเพื่อแสดงจุดยืนและตามหาไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังการบอนไซภาคประชาชน" นาย เจกะพันธ์ ระบุ

นางพิชยา แก้วขาว

ด้าน นางพิชยา แก้วขาว เครือข่ายชุมชนสงขลา กล่าวว่า สิ่งที่ผ่านมาในการผลิตงานของ สสส.คือ มีอาสาสมัครมากมาย ที่เข้ามาส่งเสริมหลักการสร้างนำซ่อม ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาว่า หากวงเงินจำกัด 4 พันล้าน จะเพียงพอที่จะขับเคลื่อนไปสู่การทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างแทนซ่อมได้จริงหรือ ฐานคิดนี้มาจากไหน แต่เมื่อจะแก้กฎหมายมันควรต้องแก้ให้ดีกว่าเดิมไม่ใช่แย่ลง ขัดกับหลักการก่อเกิด สสส. การพยายามขับเคลื่อนสิบกว่าปีที่ผ่านมากลับไปสู่ระบบราชการขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันมีข้อสรุปแล้วว่ากระทรวงสาธารณสุขเอง ไม่สามารถทำงานป้องกันได้เพียงพอ แต่ขณะนี้สังคมเดินมาไกลเราแทบจะก้าวหน้าที่สุดในโลกในการดูแลสุขภาพทั้งป้องกันและรักษา ฉะนั้นยิ่งต้องเดินหน้าทำงานส่งเสริมก้าวหน้าให้ยิ่งไปกว่าเดิม

"การอ้างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่มาแก้กฎหมายแม่ เพราะทราบว่า สสส.เองก็แก้ไขกฎหมายลูกไปหลายสิบฉบับแล้วเพื่อปิดช่องว่างตรงนั้น ปัญหาบางอย่างต้องมาแก้ที่การบริหารจัดการ ซึ่งต้องดูภาพรวม ไม่ใช่ข้ออ้างมายึดการจัดการการเงิน และตีกรอบเพดานไว้แค่ 4 พันล้าน บอนไซไม่ให้ประชาชนเติบโต ทั้งที่ประชาชนลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพ เป็นการสร้างความเข้มแข้งของประเทศอย่างหนึ่ง ข้อสำคัญองค์กรแบบ สสส. สช. พอช. คือการใช้หลักการพิเศษ เพื่อทำให้เกิดการบริหารจัดการสังคมที่มีประสิทธิภาพ อิสระ คล่องตัว หลักการนี้ต้องไม้ผิดเพี้ยน ต้องมีอยู่ การที่มาตั้งธงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เฉพาะ สสส. แต่ภายใต้องค์กรรัฐทุกระบบ ทุกกระทรวง ขณะนี้เหตุใดยังมีคอร์รัปชั่นมโหฬาร ซึ่งต้องแก้ล้างกันทุกระบบไม่ใช่มาทุบเอาแต่ สสส." ตัวแทนเครือข่ายชุมชนสงขลา กล่าว

Comments

Submitted by ฟ้าสีทองผ่องอำไพ on
ทุกฝ่ายควรให้การสนับสนุนให้ สสส.มีความอิสระคล่องตัวในทุกด้าน ไม่ว่าในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดกิจกรรมอีเวนต์ต่าง ๆ ต้องไม่ควรถูกกำกับหรือถูกตรวจสอบด้วยหน่วยงานของรัฐหรือระเบียบของทางราชการ เพราะ สสส.คือองค์กรผู้นำทางการเมืองภาคประชาสังคมที่สำคัญที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยหลายฝ่ายหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มนักวิชาการ แพทย์ที่มีอุดมการณ์ เอ็นจีโอ ผู้นำท้องถิ่น และเครือข่ายอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นพลังสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาที่ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนสังคมไทยไปสู่อริยะพัฒนาฟ้าสีทองผ่องอำไพในอนาคต

Add new comment