“หมอชูชัย” ติงรัฐบาลเดินหน้าซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพชาติ ระวังเสียคะแนนนิยม

Tue, 2018-10-16 17:52 -- hfocus
Print this pagePrint this page

อดีตรองเลขาธิการ สปสช.ชี้ ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพไม่มีความจำเป็นสำหรับประเทศไทย ทำให้เกิดความอลหม่านในระบบสุขภาพและเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการ ติงรัฐบาลระวังผลข้างเคียงจนเสียคะแนน แนะประกาศลงทุนงบประมาณปฏิรูประบบปฐมภูมิให้คนจนได้ยาดีๆ พัฒนาหน่วยบริการใกล้บ้านให้มีคุณภาพจะได้คะแนนนิยมมากกว่า

นพ.ชูชัย ศรชำนิ

นพ.ชูชัย ศรชำนิ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพแห่งชาติเมื่อเร็วๆนี้ว่า ในเชิงวิชาการระบบซุปเปอร์บอร์ดไม่มีความจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ตลอดจนระบบประกันอื่นๆ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งแต่ละระบบก็มีประวัติศาสตร์การปกป้องสิทธิของประชาชนด้วยโมเดลที่หลากหลาย การมีซุปเปอร์บอร์ดขึ้นมากลับส่งผลกระทบดังนี้

1.แทนที่จะทำให้เกิดความเรียบร้อยกลับจะก่อให้เกิดความอลหม่านของระบบด้วยซ้ำ เพราะแต่ละระบบมีประวัติศาสตร์ มีบอร์ดของตัวเอง เมื่อมีซุปเปอร์บอร์ดขึ้นมา บอร์ดของแต่ละระบบก็จะต้องมีอีกขั้นตอนเพิ่มขึ้นคือรายงานเข้าไปที่ซุปเปอร์บอร์ดว่าทิศทางยุทธศาสตร์ของตัวเองเป็นอย่างไร และซุปเปอร์บอร์ดคิดว่าอย่างไร ในเชิงกฎหมายเกิดการก้าวก่ายหรือเข้าไปแทรกแซงกัน รวมทั้งนโยบายการจัดสรรงบประมาณ แม้เนื้อความกฎหมายจะบอกว่าเพื่อให้เกิดความกลมกลืนกัน แต่ ณ ปัจจุบัน งบประมาณขาเข้ามีความหลากหลาย อย่างเช่นระบบประกันสังคมมีงบประมาณขาเข้า 3 ขาจะทำอย่างไร ขณะที่งบประมาณขาลง แต่ละระบบก็บริหารจัดการต่างกัน ประกันสังคมจัดสรรแบบหนึ่ง สปสช.ทำอีกแบบ หากซุปเปอร์บอร์ดจะเข้ามาจัดการเรื่องเหล่านี้คงอิหลักอิเหลื่อพอสมควร

“ผลดีของซุปเปอร์บอร์ดเท่าที่เห็น คิดว่าคงมีแค่เรื่องการมีนโยบายให้ซื้อยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์สเปคเดียวกันเพื่อช่วยในเรื่อง Economy of Scale หรือการประหยัดจากขนาด ส่วนอย่างอื่นผมยังมองไม่เห็น” นพ.ชูชัย กล่าว

2.การมีซุปเปอร์บอร์ดจะเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการ ทั้งในรูปของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ตัวเงินก็คือมีบอร์ดขึ้นมา แม้จะใช้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็ต้องมีค่าเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ซึ่งในขั้นตอนถามความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ก็มีข้อห่วงใยในเรื่องนี้ ส่วนต้นทุนที่ไม่ใช่เงินก็คือค่าเสียโอกาสเนื่องจากมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นมา ประชาชนเวลาจะปกป้องสิทธิด้านสุขภาพของตัวเองก็มีขั้นตอนมากขึ้นอีก 1 ขั้นตอน

“ดังนั้นผมคิดว่าซุปเปอร์บอร์ดยังไม่มีความจำเป็น ที่ผ่านมาอาจมีคำถามว่าประเทศเรามี Cost Effective หรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในการบริหารระบบสุขภาพหรือไม่ กระจายความเท่าเทียมเป็นธรรมในสังคมได้หรือไม่ มีความเหลื่อมล้ำในแง่สิทธิประโยชน์หรือไม่ ถึงต้องมีซุปเปอร์บอร์ดขึ้นมา ก็ถามว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์แบบนั้นหรือไม่ ผมอาจจะตอบแบบมีอคติว่ามันเป็นจริงอยู่ไม่มาก ที่บอกว่าไม่มากนี้เป็นผลการศึกษาไม่ว่าจะโดยองค์การอนามัยโลกหรือของนักวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข/เศรษฐศาสตร์สังคมหลายๆค่าย ซึ่งก็พอจะตอบโจทย์ในเรื่องความเท่าเทียม หรือในการจัดอันดับของธนาคารโลก ประเทศไทยก็มีอันดับที่ดีในเรื่องประสิทธิภาพของระบบสุขภาพ” นพ.ชูชัย กล่าว

นพ.ชูชัย กล่าวอีกว่า เข้าใจว่ารัฐบาลอาจคิดว่าทำเรื่องนี้เพื่อเป็นผลงานรัฐบาล แต่คิดหรือว่าทำแบบนี้แล้วจะได้เสียงสนับสนุน โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าจะเป็น Adverse Effect หรือผลข้างเคียงด้วยซ้ำ เพราะงานพวกนี้เป็นงานระดับหอคอยงาช้างทั้งสิ้น ชาวบ้านไม่รู้เลยว่าซุปเปอร์บอร์ดมีประโยชน์อย่างไร จะทำให้ลูกหลานสุขภาพฟันแข็งแรงขึ้นหรือไม่ การเจริญเติบโตจะดีขึ้นไหม ผู้สูงอายุได้รับการดูแลดีขึ้นอย่างไร รู้แต่ว่าข้างบนกำลังมีกฎหมายและทำให้ขั้นตอนยาวขึ้น ดังนั้นระวังว่าแทนที่รัฐบาลจะได้คะแนนเสียงกลับจะเสียคะแนน

“ไปปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือ Primary Health Care ให้ดี มีระบบราคากลางยาของประเทศที่คุ้มครองผู้บริโภค ทำให้คนยากจนเข้าถึงยาที่จำเป็นและมีคุณภาพ ดูแลผู้สูงอายุให้ดี ทำแค่นี้ได้คะแนนเสียงด้วย เป็นผลงานคณะปฏิรูปด้วย ดีกว่าทำงานของหอคอยงาช้างหรือไปยกร่างกฎหมายสุขภาพปฐมภูมิแล้วบอกว่านี่เป็นผลงานการปฏิรูป ชาวบ้านเขาไม่อยากรู้หรอก เขาอยากรู้ว่า รพ.สต.ใกล้บ้านจะดีกว่านี้ไหม จะมียาดีๆ ให้ไหม แต่ถ้าบอกว่าจะลงทุนกี่ล้านๆ ในระบบปฐมภูมิ จะเอาประชารัฐมาให้เอกชนร่วมลงทุนทำให้ รพ.สต.ใกล้บ้านเป็นเหมือนสวรรค์วิมานเลยนะ จะทำให้มีพยาบาลเท่านี้คนในแต่ละ รพ.สต. หรือมี Care Giver ผู้ดูแลผู้สูงอายุตำบลละกี่คน แบบนี้ชาวบ้านฟังเข้าใจง่ายกว่า ได้คะแนนตรึม แต่ถ้าบอกว่ามีกฎหมายแล้วและจะทำสุขภาพปฐมภูมิชาวบ้านอยากรู้ไหมว่ามันคืออะไร แบบนี้หรือที่เรียกว่าปฏิรูป” นพ.ชูชัย กล่าว

Comments

Submitted by ถ้าหากผมเป็นนายกอสม. on
ถ้าหากผมเป็นนายก อสม. ผมจะตั้งซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพให้มี พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพแห่งชาติโดยเร็วที่สุด...... องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (กนสช.)........ องค์ประกอบ........... 1. นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ.......... 2. รองนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการ......... 3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ....... 4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรรมการ....... 5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการ........ 6. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการ......... 7. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหการณ์ กรรมการ........ 8. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรรมการ......... 9. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรรมการ........10. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรรมการ 11. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ......... 12. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการ......... 13. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรรมการ......... 14. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ......... 15. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการ......... 16. ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรรมการ.......... 17. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา กรรมการ.......... 18. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ........ 19. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ........... 20.ผู้แทนภาคประชาชน(อสม.) เลือกตั้งกันเองจาก อสม.ทั่วประเทศ เขตสุขภาพละ 1 คน รวม 12 คน เป็นกรรมการ..... 21. ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนสุขภาพแห่งชาติ(หน่วยงานที่จะต้องจัดตั้งขึ้นมาใหม่) กรรมการและเลขานุการ........ อำนาจหน้าที่.......... 1. เสนอแนะนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี........ 2. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลทั้งของภาครัฐและเอกชนให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ........ 3. ติดตาม ดูแล ประสาน สนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการทั้งหลายที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ......... 4. ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ.......... 5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย......

Submitted by มีเสือนอนกินหัวคิว on
คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพแห่งชาติ(กนสช.)คงน่าจะแท้งโดยไม่มีโอกาสเกิด หรือหากจะเกิดขึ้นได้จริงก็คงจะเป็นได้แค่คณะกรรมการเสือกระดาษตัวใหม่อีกหนึ่งชุดแค่นั้นเอง เช่นเดียวกับคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ในปัจจุบัน หรือเช่นเดียวกับคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่ถูกตั้งมาครบหนึ่งปีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561...... หากกลุ่มพวกเครือข่ายตระกูลเสือนอนกินหัวคิวในระบบสุขภาพไม่สั่งให้ทำหรือไม่ยอมให้ทำ ก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะกล้าทุบโต๊ะให้แก้ไขปรับปรุงพัฒนาปฏิรูประบบสุขภาพหรือระบบสาธารณสุขไทยได้หรอกครับ คนไทยและสังคมไทยคงจะต้องทนทุกข์เพราะการกระทำของกลุ่มพวกเครือข่ายตระกูลเสือนอนกินหัวคิวพวกนี้กันไปอีกนาน

Submitted by ประชาชนชั้นสอง on
เวลาชาวบ้านเจ็บป่วยบีบให้ไปใช้บริการหน่วยบริการปฐมภูมิข้างบ้านกับหมออนามัย แต่เวลาพวกตัวเองคนใน สปสช.เจ็บป่วยให้ไปใช้บริการโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ กับอาจารย์หมอ https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758

Add new comment