เครือข่ายสุขภาพยื่นนายกรัฐมนตรี ยุติการแก้ไข พ.ร.บ.สสส.

Thu, 2018-11-22 16:58 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เครือข่ายสุขภาพยื่นนายกรัฐมนตรียุติการแก้ไข พ.ร.บ.สสส.ชี้ไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ถอยหลังเข้าคลองกลับไปอยู่ภายใต้ระบบราชการ ขัดหลักเจตนารมณ์สร้างนำซ่อม ตัดตอนความเข้มแข็งของภาค ปชช. ชงเร่งคลอด พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาภาคประชาสังคม พิสูจน์ความจริงใจ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (ขสช.) นำ ตัวแทนภาคประชาชนที่ทำงานด้านสุขภาพ คนพิการ เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเกษตรความมั่นคงทางอาหาร จากทั่วทุกภาค กว่า 150 คน ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือ พ.ร.บ.สสส. ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้ร่วมกันแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการฉีกข้อความ “ร่างแก้ไข พ.ร.บ.สสส.” เพื่อแสดงการไม่ยอมรับร่างกฎหมายฉบับนี้

นายคำรณ กล่าวว่า พวกเราในนาม ขสช.มีจุดยืนร่วมกันในการสนับสนุนกลไกการปฏิรูประบบสุขภาพของคนไทย สนับสนุนภาครัฐในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ตามหลักการสร้างนำซ่อม ทั้งนี้เครือข่ายฯได้ติดตามความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สสส.มาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีสาระสำคัญในการแก้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามดำริของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้เกิดความยั่งยืน แต่กลับเป็นการแก้ไขที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ในการก่อเกิด สสส.อย่างสิ้นเชิง ส่งผลร้ายต่อการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ ซึ่งมีภาคประชาชนลุกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุน ช่วยงานภาครัฐ ปิดช่องว่างที่หน่วยงานของรัฐเข้าไม่ถึงประชาชน

นายคำรณ ระบุว่า ปัจจุบัน สสส.ได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบการดำเนินงานต่างๆของกองทุนไปแล้วถึง19 ฉบับ ตามข้อห่วงใยของหน่วยงานต่างๆ การดำเนินงานเรื่องภาษี ที่มีปัญหาก็ได้ข้อยุติจากกรมสรรพากรแล้ว อันเป็นผลจากการดำเนินงานแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังของพลเอกฉัตรชัย สาลิกัลยะ ประธานกรรมการกองทุน สสส.คนปัจจุบันจน มีข้อสรุปร่วมกันระหว่างสามหน่วยงานคือ กรมสรรพากร สำนักการตรวจเงินแผ่นดิน และ สสส.ในขณะเดียวสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ประเมินองค์กรของรัฐในเรื่องความโปร่งใสพบว่า สสส. เป็นหนึ่งในองค์กรมีผลคะแนนสูงมาก ถึง 81.41 คะแนน และได้รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติจากนายกรัฐมนตรี ประกอบกับข้อยืนยันจากองค์การอนามัยโลกที่ยกให้ สสส.เป็นหนึ่งในมาตรการที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผลสูงในกระบวนการทางสุขภาพ

ทั้งนี้เครือข่ายฯ ขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้

1.ขอให้ยุติการการแก้ไข พ.ร.บ.สสส. เพราะขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงที่จะเดินหน้าต่อไป และยังมีหลายจุดที่ขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ทั้งในด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ด้านการพัฒนาและการเสริมสร้างศักยภาพคน การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมและความเข้มแข็งของ ชุมชน ซึ่งทุกมิติดังกล่าวในการแก้ไขกฎหมายต้องทำให้ก้าวหน้าขึ้น มิใช่ถอยหลัง กลับไปสู่ความล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพตามวัตถุประสงค์ของกองทุน สสส.สวนทางกับองค์การอนามัยโลกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพมากกว่าการซ่อมหรือรักษา และยังย่องไทย ให้ สสส. เป็นแบบอย่างการสร้างเสริมสุขภาพของโลก ที่สำคัญคือไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืนตามดำริของนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด และหากพบว่ายังมีความพยายามที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้อีก เครือข่ายยืนยันจะต่อสู้คัดค้านให้ถึงที่สุด

2.เครือข่ายขอสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าในมาตรการสำคัญๆอื่น ซึ่งตรงตามนโยบายรัฐบาล ที่จะเป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนมากกว่า อาทิ การผลักดันร่าง พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภค รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพอื่นนอกจากภาษีเหล้า บุหรี่ เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง ชาเขียว สารเคมี เพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพของคนไทย

3.เครือข่ายขอขอบคุณ พลเอกฉัตรชัย สาลิกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ช่วยเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องภาษีไม่เป็นธรรม อันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับภาคประชาสังคมที่ทำงานสร้างเสริมสุขภาพก่อนหน้านี้ จนได้ข้อยุติจากทุกฝ่าย

ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ขอขอบคุณเครือข่ายทุกคนและต้องเรียนว่าที่พวกเรามาอยู่ตรงนี้ เจตนารมณ์ของเราทุกคนเหมือนกันในความปราถนาดีต่อบ้านเมือง การแก้ พ.ร.บ.สสส จะแก้หรือปรับปรุงต้องมีสาระสำคัญและมีเหตุผล เชื่อว่าการรับฟังความคิดเห็นของทุกคนล้วนมีความสำคัญ ท้ายสุดจะแก้ประเด็นไหนหรือจะไม่แก้ ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน จะเพื่อคนใดคนหนึ่งนั้นไม่มีแน่นอน

“ซึ่งในวันนี้ผมคิดว่าทุกคนมาด้วยความปรารถนาดีและดีใจ ที่เห็นการแสดงออกของทุกคนมาในรูปแบบที่ถูกต้อง มาด้วยความตั้งใจที่ดี เท่าที่ผมทราบมาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาวนาน ผมจะนำเรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ให้ทราบทุกประเด็น และทุกเรื่องที่อยู่ในจดหมาย กระบวนการที่จะเกิดการแก้ไขหรือไม่นั้น ทุกอย่างต้องฟังอยู่บนเหตุผลของพี่น้องประชาชน อย่างน้อยก็ได้รับฟัง รวบรวมเป็นส่วนในการตัดสินใจ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

Comments

Submitted by Anonymous on
**ใบตองแห้ง : วิบากกรรมหมอตระกูล ส.**........... คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไม่ได้มีแค่ไทยพีบีเอส กับ สสส. แต่ยังมีหมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ที่ได้กลับไปเป็นปลัดสาธารณสุข ขณะที่หมอวินัย สวัสดิวร เลขาฯ สปสช.ยังโดน ม.44 ไม่รู้ใครหัวเราะทีหลังดังกว่า ................... หมอณรงค์กลับมา แม้อยู่ไม่ถึง 2 เดือนก็สั่นสะเทือน อันดับแรกคือขวัญกำลังใจ "ประชาคมสาธารณสุข" มอบ ช่อดอกไม้ล้นหลาม ให้รู้เสียบ้างว่าหมอณรงค์ก็มี Power เหมือนกัน ฝ่ายทหารใช่จะฟังแต่รัฐมนตรี ปรับ ครม.ครั้งนี้เผลอๆ มีหมอตกเก้าอี้ หรือถ้าไม่ปรับเดี๋ยวมีไล่ แค่ 1-2 วันนี้ก็เริ่มปลุกกระแสทวง ไหนใครว่าถ้าปลัดได้กลับจะ ลาออกยกพวง ทั้งหมอรัชตะ รัชตะนาวิน หมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และรองนายกฯ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ............. ต่อให้ 2 รัฐมนตรียังเกาะเก้าอี้ 2 เดือนนี้ก็สนุก ใครว่ามีสัญญาห้ามย้ายข้าราชการ อ้าว ก็ฤดูแต่งตั้งพอดี ปลัดมีอำนาจย้ายจะห้ามได้ไง แม้ปลัดใหม่อธิบดีใหม่ต้องให้รัฐมนตรี นำเข้า ครม. แต่ซี 9 ลงไปใครห้ามได้ เดี๋ยวก็มีม็อบต้าน "การเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ" ........... แน่ละ เวลาสั้นๆ หมอณรงค์คงไม่ทันรุกไล่ สปสช. แต่ประชาคมสาธารณสุขก็ได้ใจ และได้กระแสหนุนเนื่อง ไม่เห็นหรือ นายกฯ ยังบ่นว่างบ 30 บาทเป็นภาระ ต้องหาวิธีให้คนรวยสละสิทธิ์หรือให้ร่วมจ่าย สื่อทั้งหลายที่เคยเห็น สปสช.หมอชนบท เป็นพระเอกแต่ฝ่ายเดียว ตอนนี้กลับไล่บี้ สปสช.เอาเป็นเอาตาย ............ สถานการณ์นี้ต่างกับรัฐประหาร 2549 ที่แพทย์ตระกูล ส. ได้อำนาจเบ็ดเสร็จ หมอมงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรี หมอวิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานบอร์ดองค์การเภสัช ร่วมกับหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการ สปสช.ทำ CL หักคอบริษัทข้ามชาติจนยาละลายลิ่มเลือดเม็ดละ 80 บาทเหลือ 1.50 บาท ประกาศคุณงามความดีของการ "ร่วมมือกับรัฐประหาร" จนถึงวันนี้ ............. นี่คือวิถีแพทย์ตระกูล ส. เครือข่ายหมอประเวศ วะสี ซึ่งรวบรวมแพทย์ชนบทผู้มีอุดมการณ์ตั้งแต่ยุค 14 ตุลา มารวมกลุ่ม "หมอสามพราน" วางยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เอากับอำนาจทุกขั้ว ไม่สนว่าเลือกตั้งหรือรัฐประหาร ขอเพียงได้สร้างองค์กรขับเคลื่อนสุขภาพนอกระบบราชการ (ซึ่งก็ทำให้ขัดแย้งกับข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข) ............ ตั้งแต่ยุคอานันท์ก็ได้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ยุคชวนได้ สสส.ภาษีบาป 2% เป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" สร้างเครือข่ายใหญ่โต เลี้ยงไปถึง NGO และสื่อ (สถาบันอิศราได้งบ 8 ปี เกือบ 100 ล้าน) ยุคทักษิณได้ 30 บาทรักษาทุกโรค ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ได้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และได้ไทยพีบีเอสแถมพก ............ แต่รัฐประหารครั้งนี้เปลี่ยนไป แน่ละ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหมอณรงค์นำประชาคมสาธารณสุขเป่านกหวีด ทำเอาแพทย์ชนบทหงายเงิบ ทั้งที่ขับรถฉุกเฉินเข้า กปปส.มาก่อน แต่ประชาคมสาธารณสุขมีพลังกว่า ............. กระนั้นยังไม่สำคัญเท่ารัฐประหารครั้งนี้คือการกลับมา มีอำนาจของรัฐราชการเทคโนแครต ซึ่งคิดตรงข้ามเครือข่ายหมอประเวศ พูดง่ายๆ ทัศนะรัฐราชการ 30 บาท "เปลืองงบ" ทำไมรัฐจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายรักษาทุกโรคทุกคน แค่รักษาข้าราชการก็พอ .......... ทัศนะนี้ไม่ใช่กระทบแค่เครือข่ายสุขภาพ แต่รวม NGO ภาคประชาสังคม ทั้งเรื่องป่าไม้ ที่ดิน เขื่อน โรงไฟฟ้า ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ฯลฯ รัฐราชการไม่สนว่าเป่านกหวีดมาหรือไม่ รสนา สารี ได้เป็น สปช.แต่ก็ค้าน พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับราชการไม่ไหว สมานฉันท์แรงงานไทยเป่าปี๊ดไล่ "อีปู" ขึ้นค่าแรง 300 บาทวันนี้เป็นไง จะเลิกค่าแรงขั้นต่ำ ............. พลังทางสังคมที่หนุนรัฐประหารต่างไป ปี 49 NGO เสียงดังในพันธมิตร แต่ปี 57 พวก คปท.เป็นแค่ทัพหน้าม้าใช้ กำลังหลัก กปปส.คือคนชั้นกลางอนุรักษนิยม ซึ่งเกลียดประชานิยม "คนจนเอาเปรียบสังคม" ทักษิณเอาเงินภาษีเราไปใช้หาเสียง คนจนเครียดกินเหล้าสูบบุหรี่ ป่วยแล้วรักษาฟรีไม่รับผิดชอบตัวเอง ............... สิบกว่าปีผ่านไป องค์กรตระกูล ส.ยังเผยจุดอ่อน คือทำตัวเป็น "อำมาตย์ใหม่" คนดีมีแต่พวกเรา ความถูกต้องมีแต่พวกเรา ทำตัวเป็น NGO แต่มีเงินมากมายให้ใช้ แพทย์ชนบท แค่อยู่ชุมแพได้เงินเพิ่มหลายหมื่น กระแสจึงตีกลับเรียกร้องให้จำกัดงบ สสส. ลามไปถึงตรวจสอบ สปสช. ............ พูดอย่างนี้คงมีคำถามว่าเข้าข้างไหนกันแน่ อ้าว ยังไงก็ต้องปกป้อง 30 บาทสิครับเพราะเป็นผลประโยชน์ประชาชน แต่ตัวคนไม่เกี่ยว และยังไงก็ขอหัวเราะให้สะใจซะก่อนสักยกใหญ่ กับวิบากกรรมของเครือข่ายประชาสังคมที่เรียกหารัฐประหาร เป็นไงล่ะ มีเสรีภาพมีประชาธิปไตยแล้วไม่พอใจ เจอผู้ว่าฯ ขู่ฆ่า NGO สมมั้ย ............. ที่มา : นสพ.ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ส.ค. 2558 ........... https://www.hfocus.org/content/2015/08/10607

Add new comment