มอง 16 ปีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ่านแว่นตาภาคประชาชน

เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) เป็นระบบที่มีจุดเริ่มต้นจากการผลักดันโดยภาคประชาชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาระบบทั้งการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการในระดับต่างๆ การให้ข้อคิดเห็นเพื่อการปรับปรุง หรือแม้แต่การออกมาเคลื่อนไหวปกป้องเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้ามากระทบ

สุภาพร ถิ่นวัฒนากูล

ปัจจัยความสำเร็จคือการมีส่วนร่วมของประชาชน

“สุภาพร ถิ่นวัฒนากูล” กรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข (ตัวแทนภาคประชาชน) ประเมินภาพรวมการดำเนินงาน 16 ปีของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่า สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงตอบโจทย์คอนเซ็ปต์สำคัญที่ทำให้คนไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี ในอดีตมีตัวอย่างครอบครัวมากมายที่มีความทุกข์จากการเจ็บป่วย แต่เมื่อระบบ UC เกิดขึ้น คนที่มีความทุกข์สามารถเดินเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

อีกภาพหนึ่งที่สุภาพรมองว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือระบบ UC ทำให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่เชื่อว่าการรักษาเป็นเรื่องของหมอ ทุกอย่างต้องฟังหมอ แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าจริงๆแล้วประชาชนมีส่วนร่วมได้ แสดงความคิดเห็นได้ พัฒนาระบบให้ดีขึ้นได้ รวมทั้งทำให้ประชาชนรู้จักสิทธิของตัวเองมากขึ้นโดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาล รู้ว่าควรใช้สิทธิของตัวเองอย่างไรและจะคุ้มครองสิทธิของตัวเองอย่างไร

แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน คือความร่วมมือระหว่างประชาชนกับผู้ให้บริการที่มีมากขึ้น แม้จะไม่ค่อยเห็นภาพลักษณะนี้ในโรงพยาบาลใหญ่ แต่ในโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสามารถพบเห็นประชาชนมาช่วยงานหน่วยบริการในเรื่องต่างๆมากขึ้น

“ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของระบบ เรามีส่วนร่วมตั้งแต่ผลักดันกฎหมาย เข้าไปเป็นกรรมการทุกระดับหรือแม้กระทั่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาบริการ เวลามีอะไรมากระทบระบบ ประชาชนก็ดาหน้าออกมาปกป้อง อันนี้เป็น Key Success ประการหนึ่ง อีกปัจจัยหนึ่งคือผู้ให้บริการก็ไม่ได้มีแต่มุมมองที่เป็นลบกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสียทีเดียว มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจำนวนมากที่มองว่าระบบ UC ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราทำงานร่วมกันได้” สุภาพร กล่าว

สปสช.กับท่าทีที่เปลี่ยนไป

ในส่วนของการดำเนินงานขับเคลื่อนระบบ UC ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้น สุภาพรให้ความเห็นว่าการทำหน้าที่ของ สปสช. มีทั้งมุมบวกและลบ โดยในมุมบวกนั้น สปสช.ทำหน้าที่ได้ดีในการเป็นตัวกลางซื้อบริการแทนประชาชน ทำให้ค่ารักษาพยาบาล ค่ายาหลายๆอย่างลดลง

“อีกเรื่องที่ สปสช.ทำได้ดีคือความพยายามสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จังเวทีพูดคุย สัมมนา ฯลฯ รวมทั้งพยายามกระจายอำนาจ การมีสำนักงานเขต การมีเจ้าหน้าที่ลงมาร่วมมือกันทำงานกับประชาชน” สุภาพร กล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงมุมลบ สุภาพรให้ความเห็นว่าช่วงระยะหลังๆมานี้ คนของ สปสช.ไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบ ความผูกพันหรือรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันหายไป เพราะสังเกตจากปรากฎการณ์หลายครั้งที่เข้ามากระทบระบบแต่ไม่ค่อยเห็นคน สปสช.ออกมาปกป้อง ซึ่งก็มีคำถามว่าระบบ UC เป็นของทุกคน คนของ สปสช.คือด่านแรกๆ ที่ถูกกระทบและควรออกมาปกป้อง แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นภาพแบบนี้มากนัก

ปัญหาที่เชื่อมโยงตามมาจากความผูกพันที่ลดน้อยลง ทำให้การทำงานมีความเป็นราชการสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ทำงานแบบเพื่อน แบบภาคี แต่ทำงานแบบราชการซึ่งระบบแบบนี้ไม่เอื้อกับการทำงานร่วมกับภาคประชาชน

“อีกประเด็นที่เริ่มเป็นปัญหาคือการมีสำนักงานสาขาเขตที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ แต่ละสำนักงานเขตมีสไตล์การทำงานเป็นของตัวเอง มี 13 เขตก็เหมือนมี 13 รัฐอิสระ ถ้าที่ไหนผู้บริหารเข้าใจงาน ก็จะสนับสนุนทุกฝ่ายให้เข้ามาทำงาน แต่ถ้าผู้บริหารเป็นอีกแบบ การสนับสนุนการทำงานก็แตกต่างกัน มันต่างคนต่างทำงานแล้วจะไปร่วมมือกันได้อย่างไร บางครั้งรู้สึกว่าแทนที่จะไปทะเลาะกับคนอื่นกลับต้องมานั่งทะเลาะกันเอง” สุภาพร กล่าว

ยอม สธ. มากไประวังถูกกลืน

อีกประเด็นสำคัญที่สุภาพรมองว่าเหมือนจะดีแต่กลับเป็นอุปสรรคต่อระบบ คือความขัดแย้งระหว่าง สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่เริ่มลดลง ซึ่งแทนที่ความสัมพันธ์ดีขึ้นแล้วจะมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกันในการต่อรอง แต่กลายเป็นว่า สปสช.ยอมให้ สธ.ทุกอย่าง กลายเป็นว่า สธ.เสนออะไร สปสช.ก็เออออตามนั้นเพราะไม่อยากมีปัญหา

“บรรยากาศแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยในคณะกรรมการ ยกตัวอย่างคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ตอนนี้มีปัญหาโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเรียกเก็บค่าบริการนอกเวลาซึ่งตามกฎหมายทำไม่ได้ พอเราบอกว่ากรรมการต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ปรากฎว่าในที่ประชุมทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวว่าอย่าหาเรื่องเลย เดี๋ยวจะทะเลาะกับ สธ. ใช้หลักรัฐศาสตร์ดีกว่า ค่อยๆเจรจา ทั้งๆที่ความจริงมันผิดกฎหมาย แทนที่จะเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งก็ยอมให้ สธ. ซึ่งก็เป็นประเด็นว่าถ้าระบบ UC ต้องเดินหน้าต่อไปแล้วคุณไม่มีความเป็นตัวของตัวเองตามกฎหมาย บวกกับยุทธศาสตร์ชาติที่ทำให้ สธ. กลับมามีอำนาจ มันจะทำให้ สปสช.ถูกกลืนไปเรื่อยๆ” สุภาพร กล่าว

วิธีคิดของผู้นำประเทศคืออุปสรรคสำคัญ

นอกเหนือจากอุปสรรคของตัวสำนักงาน สปสช.เองแล้ว ปัญหาที่สำคัญในการพัฒนาระบบ UC ในภาพใหญ่คือนโยบายและวิธีคิดของผู้บริหารประเทศ ไล่ตั้งแต่ผู้นำประเทศที่ไม่ได้เข้าใจระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะถ้าเข้าใจ การสนับสนุนงบประมาณก็จะต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น ไม่ใช่พูดอยู่ตลอดว่าระบบจะล้มละลายแบบนี้

“วิธีคิดและความเข้าใจของผู้นำประเทศเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจริญเติบโตของระบบเป็นไปได้ช้ามาก เวลาเสนองบขาขึ้นก็ไม่เคยได้รับการตอบสนอง งบประมาณขาขึ้นเป็นตัวเลขหนึ่ง ขาลงเป็นอีกตัวเลขหนึ่ง ก็ทำให้โรงพยาบาลบ่นตลอดว่าขาดทุน บ่นว่าทำไม สปสช.สนับสนุนงบมาน้อย ก็เพราะวิธีคิดและความไม่เข้าใจของผู้บริหารประเทศ” สุภาพร ให้ความเห็น

อุปสรรคต่อมาคือตัวผู้ให้บริการที่มีหลายรายไม่ได้ยืนบนพื้นฐานของประชาชน แต่อยู่บนผลประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้นเวลาประชุมบอร์ดในแต่ละระดับก็จะเห็นภาพการปกป้องผลประโยชน์ของโรงพยาบาล ทุกอย่างต้องเป็นผลประโยชน์ของโรงพยาบาลแต่ไม่ได้ดูประชาชนเป็นตัวตั้ง ความไม่เข้าใจแบบนี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้แทนที่ระบบจะเดินไปข้างหน้า มันกลับถอยหลัง

สุภาพร กล่าวอีกว่า เรื่องสำคัญอีกประการที่เป็นอุปสรรคของการพัฒนาระบบคือการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพ แน่นอนว่ากฏหมายปัจจุบันไม่ได้สมบูรณ์ 100% และยังจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข แต่ประเด็นสำคัญคือสิ่งที่ควรแก้กลับไม่แก้ แต่ไปแก้ไขในประเด็นที่ไม่ควรแก้ กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ระบบเดินไปได้ช้ามาก

ระบบจะยั่งยืนต้องเติมเม็ดเงิน

เมื่อพูดถึงความยั่งยืนและแนวทางที่ควรพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอนาคต สุภาพรมองว่าการทำให้ระบบแข็งแรงด้วยการเติมเม็ดเงินลงไปเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งประเด็นนี้คิดว่าหลักการ SAFE ยังน่าสนใจอยู่ แต่การจะมีเม็ดเงินเพิ่มได้ก็ต้องขึ้นกับวิธีคิดของผู้บริหารประเทศที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพด้วย ขณะที่ประเด็นเรื่องการร่วมจ่ายนั้น ขณะนี้มีความพยายามบอกว่าประชาชนต้องร่วมจ่ายซึ่งในมุมมองของภาคประชาชนก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องไม่ใช่ให้คนร่วมจ่าย ณ จุดบริการ ไม่เช่นนั้นจะย้อนรอยประวัติศาสตร์กลับไปสู่อดีตที่คนไปโรงพยาบาลแล้วไม่มีเงินจ่าย

“ถ้าจะให้ร่วมจ่ายก็ต้องให้การร่วมจ่ายเกิดขึ้นก่อนมารับบริการที่โรงพยาบาลซึ่งก็จะมีเรื่องระบบภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มเม็ดเงิน”สุภาพร กล่าว

ประเด็นที่ต้องปรับปรุงต่อมาคือการแก้กฎหมายที่กล่าวไปแล้วว่าควรแก้ในจุดที่จำเป็น เช่น ต้องทำให้คนทุกคนบนแผ่นดินไทยได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ประชากรคนไทยเท่านั้น และประเด็นสุดท้ายคือในกลุ่มผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ 48 ล้านคน ก็ไม่ได้รู้จักระบบอย่างถ่องแท้ รู้จักสิทธิ รู้จักการส่งเสริมสุขภาพเหมือนกันทุกคน ดังนั้นประเด็นนี้เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ต้องทำให้คนข้างล่างเข้าใจและช่วยกันพัฒนาเพื่อให้ระบบเดินไปอย่างยั่งยืนจริงๆ

Comments

copyคุณหมอหมู • 2018-11-26, 18:52
๑. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) หลักการดี แต่วิธีปฏิบัติ ควรปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ "ยกเลิก" ... และ ผมฟันธงเลยว่า " ไม่มีใครกล้ายกเลิก " ............. ๒. ระบบบริการสาธารณสุขบ้านเราในตอนนี้ มีปัญหาจริง ๆ .. ทั้งผู้ปวย (ญาติ) แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ล้วนแต่ได้รับ "ทุกข์" ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่ รพ.รัฐ ส่วนแพทย์ ที่เปิดคลินิก หรือ รพ.เอกชน ไม่ต้องห่วงเขาครับ เพราะ ใช้ บัตรทองมาสิบปี เขาก็อยู่กันได้ และส่วนใหญ่ กิจการก็เติบโต ไม่มีหมอเอกชน บ่นว่า ไม่มีคนไข้ เขาไม่เสียประโยชน์กับโครงการนี้หรอกครับ มีแต่ ได้ กับ ได้ และ ได้ .............. ๓. คนที่ออกมาแสดงความเห็นต่าง โดยเฉพาะ แพทย์ ไม่ได้หมายความว่า ต่อต้าน .. แต่เพราะ แพทย์ ใน รพ.รัฐ เป็นผู้ประสบปัญหานี้ โดยตรง เพราะ ต้องเผชิญหน้ากับ ผู้ป่วยและญาติ เวลามีปัญหา หมอ ก็จะโดนด่าก่อนเสมอ ทั้งที่บางครั้ง ไม่เกี่ยวด้วยเลย .. แพทย์มีความทุกข์ จึงอยากจะระบาย แสดงความเห็นบ้าง ก็เท่านั้น ............ ๔. อย่าเอาเรื่อง ระบบสุขภาพ ไปโยงกับการเมืองเลยครับ .. เรามาคุยกัน ดีกว่า ว่า คนไทยอย่างเรา จะอยู่กันอย่างไร จะปรับปรุงระบบบริการสาธารณทุกข์ ให้เป็น ระบบสาธารณสุข ได้อย่างไร ............ ๕. แนวโน้ม เชื่อว่า จะมีการรวมกองทุน (ข้าราชการ ประกันสังคม บัตรทอง) อาจไม่ได้รวมเงินเพราะมีทีมาของเงินต่างกัน แต่ จะมีระบบบริการทางการแพทย์ ยา ฯลฯ ที่ใกล้เคียงกัน (มาตรฐาน ต่ำสุด ? ) จึงอยากเตือน "ข้าราชการ" ให้เตรียมตัว เตรียมใจไว้บ้าง ............. ปล. ผมเคยเป็นแพทย์ อยู่ รพ.จังหวัด ช่วงเปลี่ยนผ่านระบบฯ ตอนนี้ลาออกจากราชการ ..ตัวผม และ ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ทุกคน ใช้สิทธิรักษาพยาบาล บัตรทอง (บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) ยังยืนยันเช่นเดิมว่า ระบบบัตรทอง มีข้อดีเยอะ แต่ก็มีข้อเสียแยะ ควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผมและครอบครัวก็จะได้ ใช้ยาดี ๆ เทคโนโลยี่ทางการแพทย์ เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ ที่ได้รับการพัฒนาความรู้สม่ำเสมอ (ด้วยงบสนับสนุนของรัฐ) มีแพทย์พยาบาล เจ้าหน้าที่เพียงพอ ( เยอะเนอะ ๕๕๕๕๕๕ )............ https://pantip.com/topic/32314040/comment35
Anonymous • 2018-11-26, 19:04
** อย่าเอาโรงพยาบาลรัฐเป็นตัวประกัน ** เขียนโดย..... ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร .....นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ ......................................................................................................................................................................... ถ้าจะตั้งคำถามว่า สถานะของโรงพยาบาลรัฐคืออะไร คำตอบก็คงจะมีหลายคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าใครตอบ........... ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โรงพยาบาลรัฐเป็นหน่วยงานระดับล่างของรัฐที่ต้องทำงานตามนโยบายจากส่วนกลาง ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลถือเป็นหน่วยบริการที่มีหน้าที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพประชาชน ตามหลักการบริหารจัดการชุมชน .............. โรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการทางสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชน และมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในชุมชน ตามหลักการปกครอง โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้บริการดูแลสุขภาพเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการเข้าถึงประชาชนให้บริการแทนรัฐบาลที่บริหารประเทศ .................. ตามหลักการพัฒนาสังคมโลก โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้มนุษย์เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ โรงพยาบาลเป็นองค์กรที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิใช้บริการพื้นฐานเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัว ตามหลักธรรมาภิบาล โรงพยาบาลต้องให้บริการประชาชนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ เปิดเผยข้อมูลที่ไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ มีจรรยาบรรณในฐานะที่บุคคลากรของโรงพยาบาลเป็นผู้อยู่ในวิชาชีพ และคงมีอีกหลายสถานะที่จาระไนไม่หมด ..................... แต่มีสถานะหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นสถานะของโรงพยาบาลรัฐสำหรับบ้านเรา นั่นคือ สถานะของตัวประกัน........... ทำไมถึงบอกว่า โรงพยาบาลรัฐมีสถานะเป็นตัวประกัน ............ คำตอบก็คือ โรงพยาบาลรัฐไม่มีอำนาจต่อรองใดๆกับหน่วยงานใด และแม้แต่กับประชาชน ............ โรงพยาบาลรัฐถูกกำหนดโดยกฎหมายกว่าสิบฉบับให้เป็นผู้ให้บริการ แต่ไม่มีแม้ฉบับเดียวให้โรงพยาบาลมีอำนาจสั่งการใคร มีแต่รับคำสั่งและปฏิบัติตาม .............. เวลาเกิดคดีความในศาลถูกฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคโรงพยาบาลโดยแพทย์พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ถูกกล่าวห าต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ผิด ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายทั่วไปภาระพิสูจน์เป็นของผู้กล่าวหา ............. ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ก็ถือว่าทำผิด โรงพยาบาลรัฐแม้จะมีเงินได้ที่ถือเป็นรายรับเป็นเงินบำรุง แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินนั้นได้โดยตรง แต่ต้องขออนุมัติจากส่วนกลางตามระเบียบปฏิบัติ ............... โรงพยาบาลได้รับงบประมาณจากรัฐบาลแต่จะได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับองค์กรที่มีอำนาจเบิกจ่ายงบประมาณแทน โดยไม่มีสิทธิปริปาก ............. โรงพยาบาลประกอบด้วยผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่การรักษาพยาบาลต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด โดย สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ทำการรักษา ............ โรงพยาบาลขาดทุนจากการดำเนินการตามนโยบาย แต่ก็ต้องทนอยู่กับสภาวะขาดทุนที่ไม่มีใครช่วย .......... โรงพยาบาลมีข้อพิพาทกับผู้ใช้บริการ บุคคลากรทางการแพทย์ก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดูเหมือนโรงพยาบาลจะเป็นกระโถนท้องพระโรงในทุกเรื่องอย่างที่คิดไม่ถึง ............... โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการสั่งการตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้ แม้จะไม่เห็นด้วย ................. โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ เพราะมีทั้งกฎหมายและจรรยาบรรณค้ำคออยู่ ................ โรงพยาบาลไม่สามารถหารายได้จากการให้บริการโดยเก็บค่าบริการเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และบุคคลากรของโรงพยาบาล ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบจากส่วนกลาง ................ โรงพยาบาลรัฐเป็นเสมือนหนังหน้าไฟ เป็นด่านหน้าที่ติดต่อกับผู้ป่วยที่มาใช้บริการ แต่อำนาจของโรงพยาบาลที่จะจัดการปัญหาด้วยตนเองกลับทำไม่ได้ ............. ความไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลทำให้ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับใครได้โดยตรง แต่ต้องรับภาระเมื่อเกิดกรณีคู่สัญญาของกระทรวงผิดสัญญา และทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเดือดร้อน ไม่เคยมีผู้ป่วยหรือประชาชนตำหนิติเตียนองค์กรหรือส่วนกลางที่สั่งการให้โรงพยาบาลปฏิบัติงาน แต่โรงพยาบาลต้องรับคำตำหนิเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ ทำตามระเบียบบริหารงาน ............ สถานะของโรงพยาบาลที่ไม่มีทางออกเช่นนี้ คงไม่ต่างกับสถานะของตัวประกัน หรือลูกไก่ในกำมือของหน่วยงานที่กำกับดูแล จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ไม่สามารถหลีกหนีภาระงานได้ เพราะผู้มาใช้บริการเป็นคนเจ็บคนป่วย คนใกล้ตาย ถ้าไม่ดูแลแล้วจะให้ใครดูแล ................... สภาพเช่นนี้เป็นสภาพของการถูกมัดมือชก ไม่มีปากมีเสียง ร้องไปก็ไม่มีคนฟัง มีแต่รองรับการสั่งการที่คนสั่งไม่ต้องทำ ไม่มีสิทธิโต้เถียง ความเป็นตัวประกันนี้คงจะยังอยู่กับโรงพยาบาลรัฐอีกนานเท่านานเป็นนกในกรงเหล็ก ไม่ใช่นกในกรงทอง เมื่อโรงพยาบาลทำดีก็ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่ถ้าโรงพยาบาลผิดพลาด ต้องรับผิดชอบเอง ............... โรงพยาบาลกว่าครึ่งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอยู่ในสภาวะขาดทุน เอาเงินบำรุงออกมาใช้จุนเจือเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลมีชีวิตที่ดีขึ้น ............... โรงพยาบาลหลายแห่งพยายามรัดเข็มขัด ประหยัดค่าใช้จ่ายแม้ว่าจะเป็นเรื่องจำเป็น และดำเนินการหลายอย่างเพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้ ........... โรงพยาบาลหลายแห่งขอเงินบริจาคสมทบจากประชาชน จัดการแข่งกีฬา จัดงานการกุศล และอีกหลายๆ อย่างเพื่อให้มีเงินเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งขอรับเงินช่วยเหลือจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลเช่นโครงการ ก้าวคนละก้าว ของคุณตูน บอดี้แสลม ที่วิ่งเพื่อหาเงินช่วยโรงพยาบาลจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เมื่อเร็วๆ นี้ และอีกมากมายหลายอย่างที่ไม่เคยเป็นและไม่ควรเป็นงานของโรงพยาบาลเลย ............. เหล่านักรบในเสื้อกาวน์ทั้งหญิงและชายที่เป็นแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐต้องต่อสู้กับโรคภัยและอุบัติภัยที่เกิดกับประชาชน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงให้บริการรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วยกะทันหัน คนยากคนจนที่ไม่เงินไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพง ต้องอยู่ในหน้าที่นี้ ............. แต่ อนิจจา พวกเขากลับไม่ใช่ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ แต่เป็นฐานะของคนที่ต้องทำตามหน้าที่ หน้าที่ ที่ไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงาน ที่ต้องทำตามคำสั่งของนายจ้าง จนกว่าจะทนไม่ไหว. Cr. http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643829
มองภาคอ้างประชาชน • 2018-11-27, 09:56
ภาคอ้างประชาชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพทุกกลุ่มผมยอมรับว่าพวกท่านขยันในการออกข่าว ในการจัดอีเวนต์ ในการต่อต้าน ในการเรียกร้อง ฯลฯ แต่พวกท่านไม่ค่อยรู้จริงในเรื่องหลักประกันสุขภาพ พวกท่านมองว่ารัฐบาล มองว่ากระทรวงสาธารณสุข มองว่า รพ.รัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นคู่ต่อสู้ เป็นคู่ขัดแย้งที่คอยเอาเปรียบพวกท่าน ที่พวกท่านจะต้องเอาชนะคะคานให้ได้......พวกท่านไม่ต้องใช้สมองคิดหรอก แต่พวกท่านลองใช้สามัญสำนึก ใช้ไขสันหลังพิจารณาดูว่า ถ้าหากไม่มีโรงพยาบาลของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 16 ปีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรคจะดำเนินการมาได้ถึงทุกวันนี้หรือไม่ และจะดำเนินการได้ต่อไปหรือไม่.....ภาคประชาชนที่เขาฉลาด มีสามัญสำนึกอย่างคุณตูน บอดี้สแลมและอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เขาเข้าใจ เขาเห็นใจ เขาทนไม่ไหว ที่ระบบ UC ในปัจจุบันกำลังทำลายล้างระบบ รพ.ของรัฐทั่วประเทศ พวกเขาเหล่านี้จึงต้องลุกขึ้นเข้ามาช่วยเหลือ รพ.ต่าง ๆ ของรัฐ เท่าที่สามารถกระทำได้ ......แต่ภาคอ้างประชาชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในรบUCแบบพวกคุณนี่ผมยอมรับว่า เลือดเย็นจริง ๆ ......... พวกแกล้งโง่และพวกไม่รู้จริงแล้วขยันนี่ทำประเทศเรือหายมาเยอะแล้วครับ.

ความคิดเห็นล่าสุด

คนเคยเขียนไว้
49 นาที 17 วินาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

คนเคยเขียนไว้
49 นาที 17 วินาที ago
กลับด้านบน