ผู้ป่วยระยะสุดท้าย 40 ล้านคนทั่วโลก มีเพียง 14% เท่านั้น ที่ได้รับการดูแลแบบ Palliative care

องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำจำกัดความของการดูแลรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ว่าเป็นวิธีการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคที่รักษาไม่หาย โดยให้การป้องกัน บรรเทาอาการ ตลอดจนการบรรเทาความทุกข์ทรมานด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นการดูแลแบบองค์รวมครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพ อันได้แก่ กาย ใจ ปัญญา และสังคมของผู้ป่วย

สถานการณ์ Palliative Care ทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ www.who.int เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า

- แต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายราวๆ 40 ล้านคน ที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคอง ในจำนวนนี้มีถึง 78% ที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง

- ผู้ป่วยระยะสุดท้าย 40 ล้านคนทั่วโลก มีเพียง 14% เท่านั้น ที่ได้รับการดูแลแบบ Palliative care

- ข้อจำกัดหนึ่งของการดูแลแบบ Palliative care คือข้อบังคับที่เข้มงวดในการใช้มอร์ฟีนและกลุ่มยาบรรเทาปวดอื่นๆ สำหรับบรรเทาอาการทรมานก่อนเสียชีวิต

- อุปสรรคสำคัญของการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care คือความเข้าใจและการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แพทย์ แต่รวมถึงพยาบาล และอาสาสมัครทางการแพทย์ในชุมชน

- สาเหตุที่ทั่วโลกต้องการการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care มากขึ้น มาจากผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (noncommunicable diseases) ที่เพิ่มขึ้น และการเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยของทั่วโลก

- การดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล และการใช้บริการทางสาธารณสุขที่ไม่จำเป็น

- สำหรับการดูแลจะเน้นที่องค์รวมทุกมิติสุขภาพ ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การ “บรรเทาอาการ” ทางร่ายกายเพียงอย่างเดียว แต่จะครอบคลุมถึง “ความต้องการภายใน” ของผู้ป่วย ตลอดจนความทุกข์ของญาติผู้ป่วยระหว่างการรักษา และช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการจากไปอย่างสงบใน “บ้าน” ที่คุ้นเคยของคนไข้เอง

- แก่นสำคัญของ Palliative care ต้องยืนอยู่บนฐานของการเคารพในสิทธิมนุษยชนบนฐานสิทธิสุขภาพ (human right to health) และควรเป็นการจัดบริการทางสาธารณสุขผ่านความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลด้วย

รายงานของ WHO ระบุตัวเลขผู้ป่วยที่ต้องการเข้ารับบริการแบบ Palliative care ทั่วโลก แบ่งเป็นประเภทของโรค ดังนี้

- โรคหัวใจและหลอดเลือด 38.5%

- โรคมะเร็ง 34%

- โรคด้านระบบทางเดินหายใจ 10.3%

- AIDS 5%

- โรคเบาหวาน 4.6%

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มโรคอื่นๆ ที่ต้องการการดูแลแบบ Palliative care ด้วยเช่นกัน อาทิ ไตวาย โรคตับเรื้อรัง โรคปลอกประสาทเสื่อม พาร์กินสัน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กลุ่มโรคความผิดปกติทางระบบประสาท สมองเสื่อม ความพิการแต่กำเนิด วัณโรคดื้อยา

กลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายส่วนใหญ่มักต้องเผชิญกับอาการเจ็บปวด โดย 80% ของผู้ป่วย AIDS และมะเร็ง และ 67% ของกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดตั้งแต่ระดับทนรับไหวไปจนถึงระดับรุนแรงในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ดังนั้นยาระงับอาการปวดในกลุ่ม opiates ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดูแลแบบ Palliative care

----- การดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care เข้าถึงได้ยาก -----

WHO ประเมินว่า แต่ละปีจะมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการการดูแลแบบ Palliative care อยู่ราวๆ 40 ล้านคน ในจำนวนนี้มีถึง 78% ที่เป็นผู้ป่วยในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ขณะที่ 98% ของผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายก็อาศัยในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางเช่นกัน โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นเด็กที่อาศัยในทวีฟแอฟริกา

เหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงบริการ Palliative care ไม่ได้ หรือเข้าถึงได้ยากนั้น ประกอบด้วย

1.Palliative care ไม่ถูกนับรวมไว้ในระเบียบด้านสาธารณสุขสากล

2.การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขเพื่อให้บริการ Palliative care มีจำกัด หรือบางแห่งก็ไม่มีการฝึกอบรมเลย

3.มีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงกลุ่มยาระงับหรือบรรเทาอาการปวด ซึ่งเป็นตัวยาจำเป็นในบางกลุ่มโรค

4.ไม่เข้าใจแก่น นโยบาย หรือประโยชน์ที่สาธารณะจะได้รับจากการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบ Palliative care

5.วัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับความตายที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

6.ความเข้าใจผิดเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบ Palliative care เช่น เข้าใจว่าคือการดูแลผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มมะเร็ง หรือเข้าใจคำว่า “ระยะสุดท้าย” ว่าเป็นการมีชีวิตเหลือแค่ไม่นาน เช่น ผู้ป่วยเหลือเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์

7.เข้าใจผิดเรื่องการใช้กลุ่มยาระงับปวดว่าจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากกว่าเดิม

ผลการศึกษาในปี 2554[1] เรื่องการรักษา Palliative care ของ 234 ประเทศ พบว่ามีเพียง 20 ประเทศเท่านั้น ที่มีระบบการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care ขณะที่ 42% ของพื้นที่ที่ศึกษาไม่มีการรักษาแบบ Palliative care เลย ขณะที่การสำรวจจากคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติในปี 2553 ชี้ว่า มี 121 ประเทศในโลกที่ยาระงับอาการปวดมีให้บริการอย่างไม่เพียงพอ ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะให้บริการขั้นพื้นฐาน

----- แต่ละประเทศจะทำอะไรได้บ้าง ? -----

ระบบระเบียบด้านสาธารณสุขต้องรองรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบ Palliative care เช่น นโยบายทางสาธารณสุขต้องมีการกำหนดโครงการเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบ Palliative care จัดฝึกอบรมหรือสร้างทรัพยากรบุคคลด้าน Palliative care ให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่กลุ่มแพทย์และพยาบาล แต่รวมถึงอาสาสมัครด้วย รวมถึงการออกนโยบายที่เอื้อให้คนไข้เข้าถึงกลุ่มยาบรรเทาอาการปวด

อ้างอิง : Palliative Care [www.who.int]

หมายเหตุ : เผยแพร่ใน เวที สช.เจาะประเด็น “เร่งตาย VS เลือกตาย สิทธิในวาระสุดท้าย ใครกำหนด ?” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

[1] Lynch T, Connor S, Clark D. Mapping levels of palliative care development: a global update. Journal of Pain and Symptom Management 2013;45(6):1094-106

 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ไม่โบ้ยก็บี้ • 2019-05-10, 19:29
หน้าที่ในการดูแลรักษา"ผู้ป่วย"ติดบ้านติดเตียงไร้ที่พึ่งไร้คนดูแล ตามกฎหมายแล้วจะต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่การทำหน้าที่ของทั้งสองกระทรวงนี้ก็อย่างที่เราท่านเห็น ๆ กันอยู่ ส่วนใหญ่ก็เหมือน ๆ ระบบราชการทั่วไป ไม่บี้ก็โบ้ย เกียร์ว่าง ผู้ป่วยประเภทนี้จึงถูกทิ้งให้อยู่แบบอนาถาตามลำพัง มีความเสี่ยงในหลาย ๆ เรื่อง ผู้สูงอายุถูกละเมิดสิทธิด้านจิตใจสูงที่สุด รองลงมาคือการเอาประโยชน์ด้านทรัพย์สิน ถัดมาคือทำร้ายร่างกาย ทอดทิ้ง รวมถึงละเมิดทางเพศ ตามลำดับ โดยกลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลาน หรือไม่มีครอบครัว มีความเจ็บป่วย ต้องการพึ่งพาผู้อื่น ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่เต็มที่ https://www.hfocus.org/content/2018/09/16314 ทุกวันนี้ความเจ็บป่วยของเพื่อนมนุษย์กำลังจะกลายเป็นสินค้าผู้ขาดของคนบางกลุ่มบางธุรกิจบางวิชาชีพ ถ้าหากคุณมีเงิน มีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนาบารมี จะเจ็บป่วยนอนพักในโรงพยาบาลยาวนานเป็นเดือนเป็นปีหรือตลอดชีวิตก็ยังได้ แต่ถ้าหากเป็นชาวบ้านธรรมดาคุณจะถูกบังคับให้ป่วยติดเตียงอยู่กับบ้านแบบตามบุญตามกรรมตามมีตามเกิดด้วยข้ออ้าง เตียงเต็ม https://mgronline.com/live/detail/9600000025369 เมื่อชาวบ้านธรรมดา ๆ คิดจะช่วยเหลือ เอาผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยติดเตียงเหล่านี้มาอยู่รวมกัน ให้ที่พึ่งพิง ให้อาหาร มีคนดูแลก่อนตาย แทนที่ระบบราชการของกระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุน กลับเอาข้อจำกัดของกฎหมายต่าง ๆ มาบี้ มาอ้างกดหัวไม่ให้ทำ สั่งปิด https://www.onbnews.com/post/46788 หน่วยงานมนุษยธรรมภาคเอกชนที่ทำหน้าที่อย่างนี้ได้ประสบความสำเร็จมานานพอสมควร เพราะท่านผู้นำองค์กรท่านมีบารมี หน่วยราชการไม่กล้าสั่งปิด ก็น่าจะมีอยู่ที่เดียวก็คือที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thairath.co.th/content/588790

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน