“อนุทิน” ประกาศชัด! เม.ย. 63 พร้อมจ่ายค่าตอบแทน อสม.เพิ่ม 2.5 พันบ.ต่อเดือน

รัฐมนตรี สธ.เดินหน้านโยบายพัฒนาศักยภาพ อสม. กว่าล้านคน อบรม 8 หมื่นคนล็อตแรก ส.ค.-ก.ย.นี้ ผ่านการประเมินรับเลย 2.5 พันบาทต่อเดือน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษเรื่อง "การส่งเสริมสุขภาพและลดความแออัดในรพ." ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทั้งนโยบายกระทรวง และนโยบายรัฐบาลก็รับทราบว่าจะต้องมีการสนับสนุนให้กิจกรรมของ อสม.เป็นกำลังของกระทรวงอย่างมีคุณภาพ เพิ่มบทบาทและเพิ่มทักษะความรู้ โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ให้อสม.เป็นหมอประจำบ้านของประชาชนชาวไทยทุกคน แก้ปัญหาคนไข้ล้นเตียง ลดความแออัดในรพ. โดยทำงานส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เน้นการออกกำลังกาย บริโภคอาหารอย่างถูกวิธี ถูกหลักโภชนาการ นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ มีสุขภาพจิตที่ดี คนเหล่านี้จะไม่ค่อยเจ็บป่วย ก็จะไม่ค่อยมารพ.

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เมื่อ อสม.สามารถดำเนินการได้ตามภารกิจที่มีการจัดอบรม การเพิ่มความรู้ความสามารถ เพื่อดูแลประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ก็เชื่อว่าจะมีตัวชี้วัดที่เพียงพอในเรื่องการทำให้ประชาชน มีอัตราการเจ็บป่วยลดลง สุขภาพดีขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลง เมื่องบประมาณส่วนนี้ลดลง ก็จะไม่มีการคืนงบประมาณ แต่จะนำมาเป็นค่าตอบแทนให้กับอสม. โดยจะมีการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้จ่ายเงินให้กับ อสม.อยู่ในปัจจุบันเพื่อให้มีความชัดเจนว่าไม่ได้ไปขอเงินงบประมาณเพิ่ม แต่จะตามเอาเงินไปสมทบ โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563

"วันนี้ อสม.มีจำนวนถึง 1,040,000 คน หากเราพัฒนาตนเองพัฒนาทักษะให้เป็นหมอประจำบ้าน อสม.1 รับผิดชอบดูแลประชาชนคนละ 20-25 คนเราจะดูแลได้เกือบ 20 กว่าล้านคนแล้ว ซึ่งเชื่อว่าคนไทยไม่พร้อมใจกันป่วยจำนวนมากหรอก วันนี้ที่ระบบสาธารณสุขก้าวหน้าสามารถรับมือกับโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำได้มีหมด ส่วนหนึ่งเป็น อสม. ทำให้เราไม่เคยอายใครบนเวทีนานาชาติ และการที่ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่ดี ทำให้คนภายนอกเชื่อถือ กล้าเข้ามาเที่ยว กล้าเข้ามาลงทุนกล้าเข้ามาสร้างธุรกิจ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยสร้างงาน สร้างเงิน มีส่วนในการค้ำยันเศรษฐกิจที่ดีให้ประเทศ" นายอนุทิน กล่าว และว่า ขอยืนยันว่าตนรับฟังทุกเสียงของอสม. แล้วนำกลับไปคิด ไปหาวิธีปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง และที่กระทรวงต้องการจริงๆ คือการให้อสม.ได้รับค่าตอบแทน สวัสดิการที่ดี

ด้านนพ.สำเริง แหยงกระโทก ว่าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ภายในเดือนสิงหาคม - กันยายนนี้ จะเริ่มอบรม พัฒนาศักยภาพอสม. 8 หมื่นคนทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 คน โดยพัฒนา 8 เรื่องสำคัญที่เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ลดการเจ็บป่วยของประชาชนได้ อาทิ การสร้างแกนนำสาธารณสุขครอบครัว การป้องกันโรคไข้เลือดออก อุบัติเหตุ การสร้างเสริมสุขภาพ การออกกำลังกาย การใช้เครื่องมือในการส่งต่อผู้ป่วย และการบริหารจัดการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าภายในเดือนเมษายน 2563 จะสามารถประเมินอสม.ที่เข้ารับการอบรมแล้วตำบลละ 1 คน ว่าทำงานได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ และตามความสามารถ โดยจะมีอาจารย์ จากมหาวิทยาลัยมาทำการประเมินและหากผ่านก็จะได้รับเงินค่าตอบแทน 2,500 บาทต่อเดือน ตามที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ โดยล็อตแรกจะประเมินตำบลละ 1 คนหรือเท่ากับ 8 พันคน ซึ่งจะเห็นว่าขั้นตอนการดำเนินการไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่เป็นการใช้เงินจากการที่ทำให้คนไทยสุขภาพดีขึ้น

Comments

ปลอดภัยไว้ก่อน • 2019-08-10, 09:14
เรากำลังจะสร้างภาระโยนภาระต่าง ๆ ของ สธ.ทางด้านการสาธารณสุข ทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ให้ อสม.ต้องทำงานเต็มเวลาโดยมีค่าตอบแทนหรือเปล่า... เรากำลังจะทำให้ อสม.กลายเป็นเจ้าหน้าที่ประจำของกระทรวงสาธารณสุขหรือเปล่า.... เรากำลังทำให้จิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจของ อสม.กลายเป็นทำงานโดยมีค่าตอบแทนหรือเปล่า... เรื่องใหญ่นะครับ. โดยบทบาทหน้าที่ของ อสม.ที่ควรจะเป็น... อสม.ส่วนใหญ่ก็คือชาวบ้านที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำมาหากิน พอมีเวลาว่างบ้างก็ใช้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านในเขตรับผิดชอบว่ามีปัญหาทางด้านสุขภาพ ปัญหาทางด้านสาธารณสุขอะไรบ้าง อะไรที่พอร่วมมือกันกับเจ้าบ้านร่วมมือกับชุมชนกับท้องถิ่นร่วมกันแก้ปัญหาได้ก็ดำเนินการไป แต่อะไรที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพเฉพาะทางด้านสุขภาพต่าง ๆ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง ก็ไม่ควรที่จะโยนภาระไปให้ อสม. แค่ให้อสม.แจ้งเรื่องไปให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐในพื้นที่ ได้รับเรื่องราวลงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเองน่าจะถูกต้องเหมาะสมกว่า เช่นเรื่องการจ่ายยา การรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดบ้านติด ก็ควรจะให้เจ้าหน้าที่ที่เขามีใบประกอบวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ลงมาดำเนินการในพื้นที่ ในชุมชน ในท้องถิ่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มี รพสต.และในอนาคตก็จะต้องมีคลินิกหมอครอบครัวทุกพื้นที่ทั่วประเทศลงมาดูแลประชากรในสัดส่วนที่เหมาะสมตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรจะเร่งพัฒนาดำเนินการในส่วนนี้ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศน่าจะได้ประโยชน์และเกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนส่วนใหญ่และตัว อสม.เองมากว่า.

ข่าวล่าสุด

กลับด้านบน