'COVID-19' ไทยจะออกแบบระบบการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร ไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ

Sat, 2020-04-25 10:26 -- hfocus
Print this pagePrint this page

24 เมษายน 2563

วันนี้รัฐรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ 15 คน

จำนวนยอดสะสมรวม 2,854 คน

มีคนไข้ที่ยังต้องอยู่ในโรงพยาบาล 314 คน คิดเป็น 11%

หากตามข่าวสารวันนี้จะพบว่า มีข่าวที่ฮือฮากันหลายเรื่อง

มีตั้งแต่เรื่องการที่องค์การอนามัยโลกเผลออัพโหลดเอกสารรายงานการวิจัยยาต้านไวรัส Remdesivir ซึ่งเป็นหนึ่งในความหวังของวงการแพทย์ที่จะรักษาโรค COVID-19

เอกสารนั้นถูกลบไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีสำนักข่าวต่างๆ ตาไว อ่านทันและออกข่าวในวันนี้ว่า เป็นการวิจัยที่ประเทศจีนแล้วพบว่ายาไม่ได้ผล แต่ก็มีการออกมาแก้ข่าวโดยทางบริษัทยาและองค์การอนามัยโลก ว่าอาจเป็นเพราะหลายสาเหตุ เช่น จำนวนกลุ่มตัวอย่างไม่พอ ฯลฯ อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่กำลังศึกษาผลของยาตัวนี้อยู่ เราคงต้องรอดู

อีกข่าวคือ การมีรายงานการแพร่เชื้อในประเทศจีน จากกรณีการไปกินอาหารในร้านอาหารติดแอร์ แล้วเป็นระบบปิด ทำให้เกิดการติดเชื้อกันนัว

อ่านแล้วถ้าเราลองนำมาคิดต่อ จะพบว่านี่คือโจทย์หลักสำหรับสังคมไทย ที่ต้องออกแบบระบบการใช้ชีวิตประจำวันให้ได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดการระบาดซ้ำในเวลาอันรวดเร็ว

เอาแค่เรื่อง"การกิน" ซึ่งสำคัญต่อชีวิตทุกคน

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การทำอาหารกินเองที่บ้าน หรือถ้าต้องไปทำงานก็ทำอาหารกล่องไปกินมื้อกลางวันที่ที่ทำงาน

แต่หากไม่อยากทำ ทำไม่เป็น หรือเบื่อ หรือจำเป็นต้องซื้อหาข้างนอก แนวทางที่ปลอดภัยจากมากไปหาน้อย คือ

1. ซื้อแบบปรุงสำเร็จแล้วนำกลับไปกิน ไม่ว่าจะซื้อที่ร้านขายแบบนำกลับ หรือตามหาบเร่แผงลอยก็ตาม แต่ควรเลือกดูผู้ประกอบการที่สะอาด ใส่หมวกคลุมผม ใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า จะกินที่ที่ทำงานหรือที่บ้านหรือหาที่นั่งที่ปลอดภัยไม่แออัด ก็แล้วแต่

2. ใช้บริการสั่งคนไปช่วยซื้อแล้วนำมาให้ หรือดีลิเวอรี่ วิธีนี้แพงหน่อย แต่ประหยัดแรง ลดความเสี่ยงไปสัมผัสผู้คนข้างนอก แต่ยังเสี่ยงบ้างหากคนที่ช่วยไปซื้อและนำมาส่งนั้นตะลอนเยอะ ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้บริการให้ดี ดูรายละเอียดว่าผู้ให้บริการนั้นมีระบบการรักษาความสะอาดปลอดภัยอย่างไร มีการใส่หน้ากากและล้างมืออย่างไรไหม

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าใดก็ตาม พอเรารับของมาแล้ว ควรทำความสะอาดมือ และจับต้องเฉพาะกล่องหรือภาชนะใส่อาหารในถุงที่นำมาเท่านั้น ส่วนถุงที่บรรจุมานั้นควรนำไปไว้ในที่ที่ไม่มีโอกาสปนเปื้อนกับข้าวของในบ้าน

3. ทำระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนอาหารในหมู่บ้านหรือละแวกใกล้เคียง แบบเอาของมาแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันแก่กัน

4. การไปนั่งกินอาหารในร้านใดๆ นั้น ความเห็นส่วนตัวอยากบอกว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวานดีกว่า เพราะในช่วงนี้ไปอีกหลายต่อหลายเดือน มันยังไม่มีรูปแบบใดเลยที่จะทำให้นั่งกินอาหารในร้านอย่างปลอดภัยได้ 100%

ทั้งนี้เพราะทุกคนที่เข้าร้านล้วนต้องอ้าปากกิน ไม่มีใครใส่หน้ากาก

ทั้งนี้เพราะคนมากินอาหารส่วนใหญ่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน พูดคุยกัน ไม่ว่าจะคุยกับคนมาบริการรับคำสั่ง หรือคนที่มาด้วยกัน ดังนั้นมีโอกาสแพร่เชื้อได้เสมอจากการพูดคุย อย่างที่เคยบอกไปว่า พูดคุยกันแบบธรรมดาจะมีละอองฝอยน้ำลายขนาดเล็กออกมาราว 10 ละอองฝอยต่อวินาที ถ้าพูดเสียงดังหรือตะโกนจะยิ่งมากขึ้น และละอองฝอยขนาดเล็กเหล่านี้ไม่สามารถกรองได้ด้วยหน้ากากผ้าได้มากนัก โอกาสที่ผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการแต่น้อยเหมือนหวัด จะมีโอกาสแพร่ได้

ไม่ว่าจะนั่งกี่เมตร ก็มีโอกาสไม่มากก็น้อย ยิ่งหากเป็นระบบปิด เปิดแอร์ อากาศวนกันในห้อง ยิ่งเสี่ยงมาก

ถ้าตัดสินใจไปนั่งกิน ก็ต้องทำใจรับความเสี่ยง และหาทางป้องกันเท่าที่จะทำได้ รวมถึงคอยสังเกตอาการด้วยว่า หากมีอาการคล้ายหวัด ให้รีบกักตัวเองสังเกตอาการ ถ้าไข้สูง ไอ หรืออื่นๆ นาน 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้นก็ควรรีบไปตรวจ

ในอนาคตอันใกล้ หากรัฐปลดล็อคจะด้วยรูปแบบใดก็แล้วแต่ คนไปใช้ชีวิตกันที่ทำงานมากขึ้น

ยังขอเรียนสนับสนุนให้นายจ้างและลูกจ้างทั้งหลายพยายามไปที่ทำงานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

หากคนที่จำเป็นต้องไปทำงาน ดีสุดคือ ทำอาหารกล่องจากบ้านไปที่ทำงาน

ถ้าไม่ไหว ก็ลองพิจารณาตามข้อๆ ข้างต้นตามที่กล่าวมา

โรงอาหารในแต่ละที่ทำงาน ไม่ควรให้นั่งรวมกลุ่มกัน ควรนั่งแยกห่างกันมากๆ กินแบบเหงาๆ กันไปก่อน ถ้าเหงานักก็คุยกันผ่านไลน์ระหว่างโต๊ะ

แต่ถ้าไม่ได้อรรถรส อยากเห็นหน้าตาของผู้ที่เราอยากเม้าท์ด้วยก็ใช้เฟซไทม์ หรือซูม หรืออื่นๆ ก็ว่ากันไป

และกรุณางดการพาลูกค้าไปเลี้ยงรับรองที่ไหนแบบที่เราเคยเห็นเคยทำกันในอดีต

อย่าลืมว่าถ้าอยากอยู่รอดปลอดภัย ต้องช่วยกันเปลี่ยนตัวเองให้ได้

New normal = New "Me"

#อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ

#StayHome #อยู่บ้านกันเถอะนะครับ

#โรคติดต่อจะไม่ติดต่อถ้าเราไม่ติดต่อกัน

#เปลี่ยนตัวเองให้มีวิถีชีวิตที่ปลอดภัย

ไทยต้องทำได้...

โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

New Normal = New "Me"

รูปนี้ได้รับความกรุณาจากคุณหมอแจน MDCU61 ช่วยวาดให้ น่ารักมากๆ ครับ

รบกวนแชร์ให้คนอื่นๆ ในสังคมได้ทราบการปฏิบัติตัวให้ห่างไกลโรค COVID-19 กันนะครับ

Add new comment