เปิดแผนรองรับผู้ป่วยต่างชาติ ผ่านระบบ Hospital Quarantine

Thu, 2020-06-18 18:42 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

อธิบดี สบส. เตรียมพร้อมแผนรองรับผู้ป่วยต่างชาติ รักษาผ่านระบบ “ฮอทพิทัล ควอรันทีน” ย้ำ ต้องกักตัว 14 วัน พร้อมตรวจโควิดทุกราย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวถึงแนวคิดเปิดให้ผู้ป่วยชาวต่างชาติเข้ามารักษาในโรงพยาบาลในประเทศไทย ว่า เรื่องนี้สืบเนื่องจากปกติการดูแลคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยก็จะมีสถานที่แยกกักที่รัฐจัดหาให้ (state quarantine) ซึ่งเป็นโรงแรม ตอนหลังมีการเพิ่มสถานที่กักแยกทางเลือก (Alternative State Quarantine) เป็นโรงแรมที่ให้คนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศต้องกักตัว 14 วัน เลือกเข้าไปอยู่ได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งต่อมาระยะหลังพบว่าคนที่เดินทางมีการป่วยโควิดจำนวนมากในแต่ละเที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนที่มีโรคประจำตัว ทำให้เมื่อมาที่สถานที่แยกกักแล้วก็ต้องมาหารพ.รับดูแลในภายหลังอีก

ดังนั้น คณะกรรมการอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโรควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข จึงให้ สบส.มาหามาตรการรองรับสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นที่มาของการทำโรงพยาบาลกักแยก (Hospital Quarantine) คือ เมื่อมีคนไทยที่ป่วยกลับมาก็ให้ไปกักตัวที่รพ.เลย โดยทำ 2 แบบ หากคนไทยจะใช้สิทธิรักษาตามสิทธิก็อยู่ที่รพ.ตามสิทธิมารับตัว แต่หากต้องการจ่ายเงินเองไปยังรพ.เอกชนที่ร่วมโครงการ ดังนั้นในระยะต้นเราจะรับคนไทยที่ป่วยก่อน

“อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ ศบค.ใหญ่อนุญาตให้คนต่างชาติที่เจ็บป่วยเข้ามาก็จะใช้กลไกฮอทพิทัลควอรันทีน โดยสมัครเข้ามา ไปรับผู้ป่วยแล้วอยู่ในรพ.แห่งนั้นเลย คิดว่าจะเป็นประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจประเทศด้วย เหมือนเมดิคัลทัวร์ลิซึม ส่วนจะต้องพิจารณาเป็นไปตามประเทศที่ได้รับการจับคู่การท่องเที่ยวเท่านั้นหรือไม่นั้น โดยหลักการควรจะอยู่ภายใต้กรอบใหญ่ คืออยู่ภายใต้การการจับคู่ (Travel Bubble) ก่อน” นพ.ธเรศ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าที่ผ่านมา รพ.เอกชนจะมีผู้ป่วยชาวต่างชาติจากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาประจำอยู่แล้ว แปลว่ายังไม่สามารถให้รพ.เอกชนเลือกรับผู้ป่วยจากต่างประเทศได้เองใช้หรือไม่ นพ.ธเรศ กล่าวว่า จริงๆ จะมีการเสนอหลักการวิธีการต่อ ศบค.ชุดเล็กเร็วๆ นี้ โดยมีหลักการว่าอาจจะมีการดูประเทศที่เป็นลูกค้าเมดิคัลทัวร์ลิซึมของไทยอยู่แล้ว เช่น 1. กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) 2. กลุ่มที่นิยมมารักษาในไทย เช่น จีน กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นลูกค้าประจำของไทยอยู่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามต้องดูประเภทที่จะเข้ามาทำการรักษาด้วย สิ่งสำคัญคือต้องทำตามแนวทางควบคุมป้องกันโรคของไทย คือการกักตัว 14 วัน แม้ว่าจะมารักษาด้วยโรคที่อาจจะใช้เวลาในการรักษาแค่ 2-3 วันก็ตาม และรพ.ก็ต้องมีระบบการสมัครเข้ามา มีห้องสำหรับการดูแลผู้ป่วยโควิดด้วย กรณีพบติดเชื้อโควิด-19 ยกตัวอย่างเข้ามารักษามีบุตรยาก หรือผู้ป่วยเบาหวานของรพ.เอกชนในประเทศไทย เมื่อเข้ามาต้องมีการตรวจโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 0 วันที่ 7 และวันที่ 14 โดยรพ.ต้องคิดเอาไว้เสมอว่าคนเหล่านี้มีโรคโควิดอยู่ ดังนั้นต้องมีการตรวจ ก่อนทำการรักษาโรคอื่นๆ ถ้ามีโควิดก็ต้องรักษาโควิดด้วย ถ้าไม่มีก็ต้องอยู่รพ.ให้ครบ 14 วัน เมื่อครบแล้วปลอดเชื้อ สามารถออกจากรพ.ได้ หากผู้ป่วยเหล่านี้อยากท่องเที่ยวในไทยก็จะมีการจัดเรื่องการท่องเที่ยวที่สามารถทำได้ และตรวจสอบติดตามได้

เมื่อถามว่าเมื่อมีการเปิดให้ให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาพร้อมตรวจโควิด-19 ก่อนทำหัตถการต่างๆ แปลว่าจำเป็นต้องใช้อุปกณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ป้องกันตัว อาทิ หน้ากากN95 และชุด PPE เพียงพอหรือไม่ นพ.ธเรศ กล่าวว่า เนื่องจากการรับผู้ป่วยก็ต้องผูกพันกับเรื่องอุปกรณ์ป้องกันตัวต่างๆ ดังนั้นการรับผู้ป่วยชาวต่างชาติเข้ามาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และอาจจะไม่ได้เยอะมาก คิดว่าอย่างไรก็ตามอาจจะต้องคุยกับรพ.เอกชน ซึ่งเขาต้องมีการประมาณการณ์ และเตรียมการเรื่องนี้ให้พร้อม เพียงพอ ไม่เป็นภาระกับระบบสุขภาพในภาพรวม ดังนั้นหากเรื่องนี้ ทางศบค.ใหญ่อนุญาตแล้วต้องมาคุยกันเรื่องจำนวนอีกครั้ง

Comments

Submitted by Anonymous on
""‘นิวซีแลนด์’ พบผู้ติดเชื้อโควิดใหม่รายที่ 3 รัฐบาลโดนสับ ‘การ์ดตก’ ควบคุมโรคหละหลวม""เผยแพร่: 18 มิ.ย. 2563 โดย: ผู้จัดการออนไลน์ .............................................................................................................................................................................................................. รอยเตอร์ – นิวซีแลนด์พบผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 รายในวันนี้ (18 มิ.ย.) ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อใหม่รายที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามกับคำประกาศ “ชัยชนะ” ของรัฐบาล และแสดงความไม่พอใจที่มีการฝ่าฝืนกฎการกักกันโรค สำหรับผู้ป่วยรายล่าสุดเป็นชายอายุ 60 ปีเศษที่เดินทางจากเมืองลาฮอร์ในปากีสถานผ่านกรุงโดฮามาถึงนครเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. และถูกส่งไปยังศูนย์กักกันโรคแล้ว ก่อนหน้านี้ เกิดกรณีหญิง 2 คนที่เดินทางมาจากอังกฤษได้รับอนุญาตให้ออกจากศูนย์กักกันโรคก่อนกำหนดเพื่อไปเยี่ยมบุพการีที่กำลังป่วยหนักในกรุงเวลลิงตัน และต่อมาทั้งสองคนถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 563 13:34 โดย: ผู้จัดการออนไลน์ นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น แห่งนิวซีแลนด์ รัฐบาลนิวซีแลนด์ถูกเรียกร้องให้อธิบายว่าเหตุใดหญิงทั้งสองจึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ผ่านการตรวจคัดกรองอย่างรอบคอบ และยังเกิดคำถามว่าการบริหารจัดการศูนย์กักกันโรคมีความเข้มงวดมากน้อยเพียงใด นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ได้มอบหมายให้กองทัพเข้าไปช่วยควบคุมศูนย์กักกันโรคเหล่านี้รวมถึงดูแลเรื่องการป้องกันพรมแดน “ผมทราบดีว่าเคสของหญิงทั้ง 2 คนทำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวัง ผมเองก็ผิดหวังมากเช่นกัน” แอชลีย์ บลูมฟิลด์ อธิบดีกรมสุขภาพของนิวซีแลนด์ แถลงวันนี้ (18) “ผมต้องขออภัยที่เราเดินมาถึงจุดนี้” นิวซีแลนด์สั่งปิดพรมแดนห้ามคนจากภายนอกเข้ายกเว้นพลเมืองที่ต้องการกลับประเทศ แต่ก็มีข้อยกเว้นพิเศษสำหรับผู้ที่มีกิจธุระจำเป็นหรือมีเหตุอันควรเห็นใจ แต่ทุกคนที่เดินทางเข้ามาจะต้องผ่านกระบวนการกักกันโรค เพื่อลดกระแสวิจารณ์กรณีหญิงสองคน รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้มีคำสั่งห้ามยกเว้นกฎ quarantine ในทุกกรณี และไม่อนุญาตให้ผู้ที่กักตัวออกจากโรงแรมที่พักจนกว่าจะครบตามกำหนดเวลา ทางการยังเร่งติดตามประชาชนหลายร้อยคนที่อาจจะเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อใหม่ทั้ง 3 ราย สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกีวีเพิ่งจะประกาศความสำเร็จในการเป็นชาติแรกๆ ของโลกที่ไร้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 และอนุญาตให้พลเมืองกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่มีข้อจำกัด เหลือไว้เพียงมาตรการควบคุมพรมแดนเท่านั้น บลูมฟิลด์ แสดงความเชื่อมั่นว่ายังไม่มีการแพร่เชื้อระดับชุมชนที่เชื่อมโยงกับผู้ป่วยใหม่ทั้ง 3 ราย. ที่มา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://mgronline.com/around/detail/9630000062968

Submitted by สามัญสำนึก on
""กองทัพชุดขาวแห่งคิวบา"" ไทยรัฐออนไลน์ โดย บวร โทศรีแก้ว 5 พ.ค. 2563 05:15 น. .............................................................................................................................................................................................................. “คิวบา” มีระบบการแพทย์ดีที่สุดชาติหนึ่งในโลก และได้ส่งทีมแพทย์กว่า 1,200 คนไปช่วยชาติต่างๆ แล้วกว่า 20 ชาติ ต่อสู้เชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งส่งทีมแพทย์ชุดใหญ่ถึง 216 คนไปช่วย “แอฟริกาใต้” .............. ชาติที่คิวบาส่งทีมแพทย์ไปช่วยส่วนใหญ่เป็นชาติยากจนในแอฟริกาและทะเลแคริบเบียน แต่ก็มีชาติร่ำรวยในยุโรปรวมทั้งอิตาลี ขณะที่คิวบาควบคุมโควิด-19 ได้ดี มีผู้ติดเชื้อไม่ถึง 1,500 ราย เสียชีวิต 58 ราย ............. ส่วนแอฟริกาใต้ แม้ผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่หลักพัน เสียชีวิตหลักร้อย แต่คาดว่าจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจคุมไม่อยู่ เพราะมีประชากรหนาแน่นเกือบ 60 ล้านคน ระบบสาธารณสุขก็ย่ำแย่ ทั้งสองประเทศนี้มีสายสัมพันธ์พิเศษมายาวนาน โดยคิวบาสนับสนุนการต่อสู้ยุติการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ เคยส่งทหารไปร่วมรบที่แองโกลาใต้ หลังเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยุติการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ถูกปล่อยจากคุกในปี 2533 จนแมนเดลาขอบคุณฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำการปฏิวัติคิวบาไม่ขาดปาก มีผู้ชี้ว่าการส่งทีมแพทย์ไปช่วยนานาชาติสู้โควิด-19 ของคิวบา นอกจากแสดงความเป็นหนึ่งเดียวในโลกสังคมนิยม ยังเป็นการใช้ “การทูตนำการแพทย์” คัดง้างศัตรู “สหรัฐอเมริกา” พี่ใหญ่ค่ายทุนนิยมด้วย คิวบาเป็นหนึ่งในชาติที่มีแพทย์ต่อหัวประชากรสูงที่สุดชาติหนึ่งในโลก เคยส่งทีมแพทย์ “กองทัพชุดขาว” ไปช่วยพื้นที่ภัยพิบัติและโรคระบาดในชาติยากจนทั่วโลกตั้งแต่ยุคปฏิวัติฝ่ายซ้ายใน ค.ศ.1959 รวมทั้งเป็นด่านหน้าต่อสู้อหิวาตกโรคในเฮติและไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในทศวรรษ 2010 คิวบายัง “ส่งออก” แพทย์ไปทำงานในประเทศอื่นๆ นำเงินรายได้เข้าประเทศ โดยปี 2561 ทำเงินได้ถึง 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รัฐบาลคิวบาเผยว่า ปัจจุบันมีบุคลากรทางการแพทย์คิวบากว่า 37,000 คน ในกว่า 67 ประเทศทั่วโลก แม้ช่วงปีหลังๆ บราซิล โบลิเวีย และเอกวาดอร์ ไล่ทีมแพทย์คิวบากลับหลังมีรัฐบาลฝ่ายขวา สหรัฐฯ พยายามกดดันไม่ให้ชาติต่างๆ รับทีมแพทย์คิวบา หาว่ารัฐบาลคิวบาบังคับแสวงหาผลประโยชน์จากบุคลากรทางการแพทย์ แต่ดูเหมือนไม่มีใครฟัง เพราะช่วงวิกฤติโควิด-19 ทุกชาติล้วนต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์เหนือสิ่งอื่นใด ส่วนเรื่องการเมือง...หลบไปไกลๆ! เครดิตที่มา https://www.thairath.co.th/news/foreign/1836509

Add new comment