กันไว้ก่อน เชื้อเอชพีวีมาเยือน

Fri, 2013-09-27 09:53 -- hfocus
Print this pagePrint this page

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ - ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลกระบุว่าในแต่ละปีจะมีผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 10,000 คน หรือวันละ27 คน และในแต่ละปีมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 5,200 คน หรือเฉลี่ยวันละ 14 คน สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (human papillomavirus) หรือที่เรียกกันว่าเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV)

ล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย รายงานว่า เชื้อ HPV สายพันธุ์ที่พบบ่อยในสตรีไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกและรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก 3 อันดับแรก คือ HPV สายพันธุ์ 16, 18, 11 ตามลำดับ

นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย บอกว่า จากสถิติอย่างเป็นทางการของโรคมะเร็งนั้น มะเร็งนรีเวช (Gynecologic Cancer) หรือมะเร็งระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ซึ่งรวมหมายถึงปากมดลูก มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ ช่องคลอด และอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีถึงร้อยละ 20 ของผู้ป่วยมะเร็งทุกระบบกว่าครึ่งของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชเสียชีวิตในเวลาต่อมา เช่น มะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบบ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม

ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยใหม่ประมาณ5 แสนราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคนี้ปีละถึง 275,000 ราย มะเร็งรังไข่พบเป็นอันดับ 3 เป็นมะเร็งที่มีความร้ายแรงมากกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ เพราะมักไม่มีอาการเริ่มต้น ไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่ดี ไม่มีวัคซีนป้องกัน และการรักษาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ทำให้โอกาสเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่ถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหลักฐานยืนยันว่า สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ ฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (human papillomavirus) เรียกย่อ ๆเอชพีวี (HPV) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์สำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งองคชาต คือ สายพันธุ์ 16 กับ 18 ส่วนสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นสาเหตุกว่า90 เปอร์เซ็นต์ ของหูดหงอนไก่

ด้าน รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ หัวหน้าหน่วยมะเร็งนรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื้อไวรัสเอชพีวี นอกจากจะก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกแล้วยังก่อให้เกิดมะเร็งทวารหนักและมะเร็งองคชาตอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีทั้งผู้หญิงและผู้ชายเป็นมะเร็งทวารหนักมากขึ้น มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่รักษาให้หายขาดได้สูงหากเป็นระยะแรกๆ อย่าหลงผิดไปรักษาผิดทาง เช่น การไปรักษาโดยยาสมุนไพร หรือกลัวการรักษาจนเกินเหตุ ทำให้โรคเป็นมากขึ้นจนโอกาสหายจากโรคน้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

"อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะย้ำเตือนคือ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยการตรวจคัดกรองเป็นระยะ ๆ และปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูก รวมทั้งมะเร็งอื่นๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV มีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้ แนะนำฉีดให้แก่เด็กผู้หญิงก่อนที่เขาจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือฉีดตั้งแต่ประมาณอายุ 11-12 ปี วัคซีนจะมีทั้งหมด 3 เข็ม เมื่อฉีดครบ 3 เข็ม คาดการณ์ว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้อย่างน้อย 30 ปี โดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น ในบางประเทศมีการฉีดวัคซีนให้ในเด็กผู้ชายด้วยหรือบางคนที่มีเพศสัมพันธ์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเชื้อก็สามารถฉีดป้องกันได้ หรือบางคนฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ก็ได้"

และเพื่อเป็นการรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งในสตรี สมาคมมะเร็งนรีเวชไทยร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งในสตรีขึ้นภายใต้โครงการ Globe-athon "เดินร่วมใจต้านภัยมะเร็งสตรี" เป็นการร่วมมือกันเป็นครั้งแรกระหว่างนานาชาติกว่า 80 ประเทศจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก เพื่อแสดงพลังให้ชาวโลกได้รับรู้ เข้าใจและตระหนักถึงอันตรายของโรคมะเร็งในสตรี สนับสนุนให้เห็นความสำคัญของการป้องกัน การรักษาและการศึกษาวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคมะเร็งทางนรีเวช

โดยเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมเดินรณรงค์เพื่อรวมพลังต้านโรคมะเร็งในสตรี เพื่อตัวท่านเองและญาติพี่น้องของท่านพร้อมกับคนทั่วโลก ณ บริเวณสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ในวันที่29 กันยายน 2556 เวลา 06.30-10.30 น.ดูรายละเอียดได้ที่www.globeathon.com หรือ www.tgcsthai.com หรือ เฟซบุ๊ค: Globeathonthailand

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 กันยายน 2556