แนะห่างไกลโรคอัมพฤกษ์อัมพาตอย่างถูกวิธี

Fri, 2013-12-13 12:25 -- hfocus
Print this pagePrint this page

บ้านเมือง - น.พ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผย ว่าโรคหลอดเลือดสมอง ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขของชาติและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากรายงานการศึกษาร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก พบว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญอันดับ 1 ในเพศหญิงและอันดับ 2 ในเพศชาย สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดให้มีการอบรมแพทย์ทั่วไป แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยระบบประสาทวิทยา แพทย์เฉพาะทางประสาทวิทยา แพทย์เพิ่มพูนทักษะและแพทย์ที่จบการศึกษาจากสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 150 คน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านประสาทวิทยา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตลอดจนสร้างเครือข่ายในการรับส่งต่อผู้ป่วยด้านประสาทวิทยา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดูแลรักษาผู้ป่วยประสาทวิทยาครอบคลุมทั่วประเทศ

น.พ.สุพรรณ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ความเครียด ขาดการออกกำลังกาย และผู้ป่วยที่รับประทานยาห้ามการแข็งตัวของเลือดหรือเป็นโรคที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการทางระบบประสาทอย่างเฉียบพลัน อาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอาการร่วมกัน เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก เดินเซ พูดลำบาก กลืนลำบาก ตามองไม่เห็น หรือมองเห็นภาพซ้อน สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการซึม หมดสติและอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุดภายใน 3-6 ชั่วโมง จะสามารถช่วยรักษาชีวิตและฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติหรือใกล้เคียงได้มากที่สุด สำหรับแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง คือควบคุม ป้องกันไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ รวมถึงตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว ต้องรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้เข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็วภายใต้ระบบการบริการทางการแพทย์ที่ถูกต้องและเหมาะสม และได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและความเสี่ยงจากความพิการลงได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง  วันที่ 13 ธ.ค. 56