แบคทีเรียแกรมลบดื้อยาศิริราชชี้เหตุใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ

Mon, 2014-01-06 15:24 -- hfocus
Print this pagePrint this page

คมชัดลึก - แล็บศิริราชยันเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ดื้อยามากขึ้น เหตุใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ส่งผลเชื้อพัฒนาตัวเองสู้ยา ระวังเชื้อในโรงพยาบาล

รศ.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยายังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากประเทศไทย ยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ และ เมื่อเชื้อดื้อยาก็ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นและแพงมากขึ้น เชื้อก็จะพัฒนาตัวมันเองให้สู้กับยาได้ยิ่งใช้ยาแรงเชื้อก็ยิ่งดื้อยามากขึ้น เป็นวงจร

ทั้งนี้จากห้องปฏิบัติการ (ห้องแล็บ) ของภาควิชาจุลชีววิทยา พบว่า เชื้อแบคทีเรียมีการดื้อยามากขึ้น โดยเชื้อแบคทีเรียที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแกรมบวก และประเภทแกรมลบ เชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาเป็นประเภทแกรมลบจนเป็นปัญหาในวงการสาธารณสุข

"การติดเชื้อในโรงพยาบาลจะมีโอกาสดื้อยาสูง เนื่องจากโรงพยาบาลจะมีการใช้ยาฆ่าเชื้อจำนวนมาก เชื้อแบคทีเรียจะมีกลไกในการต่อสู้กับยาฆ่าเชื้อ ดิ้นรนจนแข็งแกร่งมาก ดังนั้นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่อยากให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลนานจนเกินไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ หากติดเชื้อดื้อยาก็จะรักษาได้ยาก ซึ่งเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาที่พบได้บ่อยจะทำให้เกิดโรคปอดบวม แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคปอดบวมจะเกิดจากเชื้อดื้อยาทั้งหมด การใส่เครื่องช่วยหายใจ และการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น" รศ.นพ.ภัทรชัย กล่าว

รศ.นพ.ภัทรชัย กล่าวด้วยว่า มาตรการควบคุมไม่ให้เกิดการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล ได้แก่ 1.อย่าใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นหรือพร่ำเพรื่อ เพราะเชื้ออาจตายไม่หมดแล้วดื้อยาขึ้นมาได้ 2.หากคนไข้ติดเชื้อ แพทย์ พยาบาล ญาติผู้ป่วย ที่สัมผัสผู้ป่วยจะต้องล้างมือ และไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน และ 3.ต้องควบคุมโรคให้ได้ โดยเลือกใช้ยาให้เหมาะสม และไม่ให้อยู่โรงพยาบาลนานเกินจำเป็น สำหรับประชาชนโดยทั่วไปที่มาเยี่ยมผู้ป่วย หากมีการสัมผัสผู้ป่วยขอให้ล้างมือทันทีก่อนออกจากโรงพยาบาล ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนส่วนใหญ่มักจะลืมให้ความสำคัญกับการล้างมือ อย่างพอสัมผัสผู้ป่วยเสร็จก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ เชื้อก็จะไปติดอยู่ที่โทรศัพท์มือถือ เมื่อกลับไปถึงบ้านเชื้อก็จะไปแพร่กระจายที่บ้านตามที่ที่เราวางโทรศัพท์มือถือไว้ เป็นต้น

"การล้างมือล้างด้วยสบู่ธรรมดาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่หากมีประวัติเคยติดเชื้อมาก่อนก็อาจจะล้างด้วยสบู่ฆ่าเชื้อ แต่หากเผลอสัมผัสกับอุปกรณ์เครื่องใช้ภายหลังจากสัมผัสผู้ป่วยโดยไม่ได้ล้างมือ ก็อาจใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ควรจะต้องมีการรณรงค์ให้มากขึ้น รวมไปถึงเรื่องการไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น และหากไม่สบายเป็นหวัดก็ควรจะคาดหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ" รศ.นพ.ภัทรชัย กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก  วันที่ 6 มกราคม 2557