ไม่ใช่ร้านขายยา รพ.เอกชนโต้ 'สาธารณสุข' 2 ฝ่ายหารือเครียด มีมติ 2 ข้อแก้แพง

นสพ.เดลินิวส์ : ปมค่ารักษาแพง สธ. ถกเครียดนานกว่า 2 ชม. กับผู้แทน รพ.เอกชน คลอดมติ 2 ข้อ สั่งตั้งจุดตรวจสอบราคาก่อน-หลังรับบริการและจัดทำเว็บไซต์กลางสอบถามค่ารักษา นายกสมาคม รพ.เอกชนลั่น รพ.ไม่ใช่ร้านขายยาและค่าบริหารจัดการเยอะ แนะอย่าเทียบชั้นกับ รพ.รัฐ ไล่ศึกษาข้อมูลก่อนคุมราคา ยันช่วยผู้ป่วยวิกฤติเต็มที่แต่ขอให้กำหนดนิยามระเบียบปฏิบัติให้ชัด ซัดกลับ รพ.รัฐต้องพัฒนาระบบรับผู้ป่วยส่งกลับตามสิทธิ อย่าอ้างแต่เตียงเต็มตลอด "พาณิชย์"  เตรียมส่งสายตรวจสอบขู่ รพ.เอกชนไม่ติดป้ายแสดงราคายา-ค่ารักษาพยาบาลอย่างชัดเจนมีโทษปรับ 1 หมื่นบาท

นสพ.เดลินิวส์ : เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณ สุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ได้หารือร่วมกับผู้แทน รพ.เอกชนทุกแห่งใน กทม. นำโดย นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคม รพ.เอกชน และ นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช เลขาธิการสมาคม รพ.เอกชน เพื่อรับฟังความเห็นและชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลใน รพ.เอกชน ตามมติที่ประชุมร่วมระหว่าง กระทรวงสาธารณสุขและกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาในการประชุมอย่างเคร่งเครียดนานกว่า 2 ชม.

จากนั้น นพ.ธเรศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติ 2 ข้อประกอบด้วย 1. ให้ รพ.เอกชนเพิ่มจุดบริการซักถาม ตรวจสอบราคาค่ารักษาพยาบาลพร้อมติดสัญลักษณ์ให้เห็นอย่างชัดเจน และในกรณีหลังการรักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถซักถามในข้อสงสัยเรื่องราคาค่าบริการและค่ายาได้เพื่อลดความเข้าใจผิดในอัตราค่ารักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม หากประชาชนยังสงสัย หรือยังไม่เชื่อมั่นก็สามารถสอบถามได้ที่ สบส. และ 2. จัดทำเว็บไซต์กลาง www.thailandmedicalhub.net เพื่อสอบถามข้อมูลค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นอิงตามฐานข้อมูลของกรมบัญชีกลางที่ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว กว่า 80 รายโรคหัตถการที่ใช้บ่อย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการรักษาโรคใด ๆ นั้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดกับ รพ.เอกชนอีกครั้ง

"เรื่องค่ารักษาพยาบาลเอกชนในภาพรวมนั้น จะต้องนำข้อสรุปเบื้องต้นและข้อเสนอแนะของเอกชนเข้าสู่คณะทำงานชุดที่ รมว.สาธารณสุขแต่งตั้งขึ้น ซึ่งจะมีการหารือในประเด็นต่างๆ ในบ่ายวันนี้" นพ.ธเรศ กล่าวส่วนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้น รพ.เอกชนทุกแห่งยินดีช่วยเหลือเข้าร่วมโครงการนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉิน เพียงแต่ในเรื่องระบบเบิกจ่ายจะต้องมีการพัฒนาร่วมกันโดยจะมีการหารือกับอีกคณะทำงานหนึ่งในวันที่ 19 พ.ค.

ด้าน นพ.เฉลิม กล่าวว่า รพ.เอกชนมีหลายระดับทำให้ค่ารักษาและค่ายาแตกต่างกัน ที่สำคัญจะเอาไปเปรียบเทียบกับ รพ.ของรัฐไม่ได้เพราะ รพ.เอกชนลงทุนเองทั้งหมด ส่วน รพ.รัฐเงินเดือนบุคลากรร้อยละ 60 ก็เอามาจากภาษีประชาชน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ทำตามกฎหมายของ สบส. อยู่แล้ว ดังนั้นหากจะมีการคุมราคาต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน อาทิ ค่าเสื่อม, ค่าก่อสร้าง และมูลค่าที่ดินเป็นต้น ขณะที่ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลของ รพ.เอกชนในประเทศไทยยังถูกกว่าสิงคโปร์ถึงร้อยละ 25-35 แต่อย่าลืมว่า รพ.เอกชนเป็นเพียงทางเลือกที่ประชาชนตัดสินใจเองว่าจะไปรับบริการหรือไม่

ส่วนกรณีที่จะมีการตั้งราคายาโดยให้บวกกำไรเพิ่มได้ไม่เกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดนั้น นายกสมาคม รพ.เอกชน กล่าวว่า เรื่องนี้ขอยังไม่แสดงความคิดเห็น ต้องรอที่ประชุมคณะทำงานหารือกันก่อน แต่เราเป็น รพ. มีการประกอบโรคศิลปะไม่ใช่ร้านขายยา การจ่ายยามีความเสี่ยง ดังนั้นต้องมีมาตรการวิธีกำกับควบคุมเฝ้าระวังเรื่องการแพ้ยาอย่างเข้มงวด ตรงนี้จึงถือเป็นต้นทุนที่มีผลต่อราคายาทั้งสิ้นไม่ใช่เพียงแค่เอาราคากลางมาขีดเส้นกำหนด ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษาราคาต้นทุนให้ละเอียดและรับรู้ว่าภาคเอกชนมีต้นทุนอย่างไร

"รพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมือในเรื่องการให้บริการในโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินอยู่แล้ว แต่ต้องเขียนให้ชัดเจนว่าฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตหมายถึงอะไร เพราะหมอกับผู้ป่วยเข้าใจไม่ตรงกัน และออกระเบียบวิธีปฏิบัติให้ชัดเจนต้องให้มีเจ้าหน้าที่ประจำที่ รพ. ตลอด 24 ชม. ที่สำคัญต้องไปพัฒนาระบบของตัวเองเพื่อรองรับการส่งตัวผู้ป่วยกลับไปรักษาตามสิทธิของผู้ป่วยด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาจะมีปัญหาเรื่องเตียงเต็มตลอด" นพ.เฉลิม ระบุ

นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมา รพ.เอกชนช่วยเหลือให้พ้นวิกฤติและส่งต่อกลับไปยัง รพ. ตามสิทธิผู้ป่วยเมื่อปลอดภัยแล้ว แต่อยากให้รัฐนิยามคำว่าฉุกเฉินให้ดีและคำนึงถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ รพ.เอกชนอยู่รอดด้วย

วันเดียวกันที่กระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังประชุมเรื่อง "ข้อกฎหมายการแสดงราคายาและค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน" ว่า กรมฯ เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ รพ.เอกชนทั่วประเทศเกี่ยวกับการติดป้ายราคายาและค่ารักษาพยาบาลภายในสัปดาห์นี้ โดยจะนำร่องในพื้นที่ กทม. จากนั้นจะตรวจสอบ รพ.เอกชนในต่างจังหวัด เบื้องต้นหากพบ รพ.เอกชนรายใดไม่ติดป้ายราคาให้ประชาชนมองเห็นได้สะดวกจะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้กรมฯกำลังศึกษาข้อกฎหมายอีกว่าสามารถกำหนดให้สถานพยาบาลและ รพ.เอกชนแยกแยะรายการค่ายาแต่ละชนิดไว้ในใบรับยาด้วยไม่ใช่คิดราคาแบบเหมารวม เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะใช้ยาของ รพ. หรือจะไปซื้อยาข้างนอกแทน

ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทางกระทรวงสาธารณสุขและ สบส. ได้มีการหารือเป็นการภายในเพื่อสรรหาคณะทำงานแก้ปัญหา รพ.เอกชนเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลแพงนั้น เบื้องต้นได้มีการตั้งคณะทำงานประมาณ 10 คน จากภาครัฐ, ภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยมี นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ กรรมการแพทยสภาและอดีตอธิบดี สบส. เป็นประธานคณะทำงาน แต่ นพ.ศุภชัยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์โดยให้เหตุผลว่ารอให้ รมช.สาธารณสุขลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน

ขณะที่กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพออกแถลงการณ์สนับสนุนการแก้ปัญหาโครง การเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้าได้ทุกที่ ดีทุกสิทธิ โดยต้องห้าม รพ.ทุกแห่งทั้งรัฐและเอกชนเก็บเงินผู้ป่วยฉุกเฉินในช่วง 72 ชม. หรือจนกว่าสัญญาณชีพจะอยู่ในภาวะคงที่หรือปลอดภัยเพียงพอที่จะนำส่งไปรับการรักษาพยาบาลต่อใน รพ.ต้นสังกัดตามสิทธิของผู้ป่วย ยืนยันขอให้ดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานประกันสังคมและกรมบัญชีกลางดำเนินการหาเตียงให้กับคนไข้ หากหาเตียงไม่ได้ทั้ง 3 กองทุนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ห้ามบังคับผู้ป่วยหรือญาติต้องเซ็นรับสภาพหนี้และห้ามกักตัวไว้ใน รพ. นอกจากนี้ขอให้ทำข้อตกลงกับ รพ.เอกชนให้ชัดว่าหากไม่ทำตามเงื่อนไขจะต้องมีบทลงโทษ

อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสถานพยาบาลโดยมีภาคประชาชนร่วมเป็นกรรมการไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งขอให้ปรับคณะกรรมการสถานพยาบาลในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นผู้แทนจากภาคประชาชนที่เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์เป็นผู้เสนอเร่งออก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ที่ไม่มีการตัดกลไกการควบคุมราคายา, ควบคุมการทำธุรกิจ รพ.เอกชนไม่ให้มุ่งเน้นผลกำไร, ยกเลิกการสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ รพ. และเร่งรัดการออกกฎหมายควบคุมการควบรวมกิจการแข่งขันทางการค้า เป็นต้น.

ที่มา : นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 พ.ค. 2558 (กรอบบ่าย)

ความคิดเห็นล่าสุด

Rogerdum
13 ชั่วโมง 17 นาที ago
Rogerdum
13 ชั่วโมง 20 นาที ago
Rogerdum
13 ชั่วโมง 24 นาที ago
Rogerdum
13 ชั่วโมง 28 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Rogerdum
13 ชั่วโมง 17 นาที ago
Rogerdum
13 ชั่วโมง 20 นาที ago
Rogerdum
13 ชั่วโมง 24 นาที ago
Rogerdum
13 ชั่วโมง 28 นาที ago
กลับด้านบน