คาดปี 65 ไทยจะมีผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตในทุกสิทธิกว่า 3 แสนราย

บอร์ด สปสช.รับทราบรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย คาดปี 2565 ผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตทั่วประเทศในทุกสิทธิกว่า 3 แสนราย ใช้งบดูแลกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท “หมอชาตรี” ชี้โจทย์ใหญ่คือภาระดูแลผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย สร้างความเป็นธรรมบำบัดทดแทนไตตามข้อบ่งชี้ ไม่ใช่ยกเลิกล้างไตผ่านช่องท้อง

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้แทนสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาไต นำเสนอรายงานความก้าวหน้าการให้บริการทดแทนไตด้วยวิธีล้างไตผ่านช่องท้องอย่างต่อเนื่อง (CAPD) ต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีการดำเนินนโยบายล้างไตผ่านช่องท้องเป็นทางเลือกแรก (CAPD First Policy) แต่ไม่ได้บังคับให้ผู้ป่วยต้องล้างไตผ่านช่องท้องไปตลอด มีการเปิดให้ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนบำบัดโดยการฟอกไตได้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่นเดียวกับผู้ป่วยรายใหม่ที่จำเป็นต้องฟอกไตสามารถอุทธรณ์ได้

เมื่อเปรียบเทียบวิธีการบำบัดทดแทนไต ด้วยการฟอกไตที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยี ศูนย์ฟอกไตส่วนใหญ่จึงอยู่ในเขตเมือง ซึ่งผู้ป่วยต้องบำบัด 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลมีความลำบากในการเข้าถึง ขณะที่การล้างไตผ่านช่องท้องผู้ป่วยสามารถทำเองได้ และเมื่อดูอัตราเสียชีวิตในผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง ตามเกณฑ์ของสมาคมโรคไตฯ กำหนดให้ศูนย์ล้างไตผ่านช่องท้องต้องมีอัตราผู้ป่วยรอดชีวิตใน 1 ปีแรก มากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งปี 2560 นี้ มีจำนวนศูนย์ล้างไตผ่านช่องท้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 57 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 45 สะท้อนถึงการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยดีขึ้น และเมื่อดูข้อมูลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องใน 1 ปีแรกมีอัตรารอดชีวิตร้อยละ 80 และปีที่ 5 มีอัตรารอดชีวิตร้อยละ 35 เป็นอัตราใกล้เคียงกับสหรัฐฯ ส่วนการติดเชื้อในช่องท้องมีอัตราลดลงต่อเนื่อง ตามเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 0.5 ครั้งต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 0.38 ครั้งต่อคนต่อปี

นพ.สกานต์ กล่าวว่า ในการวางนโยบายเหมาะสมเพื่อดูแลผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้คำนวณเพื่อคาดการสถานการณ์และค่าใช้จ่ายดูแลผู้ป่วยโรคไตในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยทุกสิทธิที่ขึ้นทะเบียนรับบำบัดทดแทนไตย้อนหลัง 5 ปีของสมาคมโรคไตฯ ซึ่งเฉลี่ยมีผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้าสู่การบำบัดทดแทนไตร้อยละ 18 ต่อปี ดังนั้นเมื่อนำอัตราดังกล่าวมาคำนวณในอีก 5 ปีจากนี้ คือปี 2565 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตทุกสิทธิถึง 310,806 คน โดยต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 54,231 ล้านบาท

นพ.สกานต์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ทั้งในผู้ป่วยฟอกไตและล้างไตผ่านช่องท้อง ยังมีค่าใช้จ่ายทางอ้อม อาทิ ค่าเดินทาง ค่าเรียกเก็บจากโรงพยาบาล ค่าที่พักและอาหาร โดยจากข้อมูลของ นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบว่ากรณีผู้ป่วยฟอกไตจะมีภาระมากกว่าเนื่องจากต้องเดินทางเพื่อรับบริการที่ศูนย์ฟอกไตต่อเนื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ 56,992-85,488 บาทต่อปี และผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องอยู่ที่ 7,092 บาทต่อปี ขณะที่ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตอยู่ที่ 23,424 บาทต่อปี   

ด้าน นพ.ชาตรี บานชื่น ประธานคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข กล่าวว่า ชัดเจนว่า 10 ปีที่ผ่านมา คุณภาพการล้างไตผ่านช่องท้องดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลการรักษาไม่ต่างจากการฟอกไต ส่วนเรื่องราคาเมื่อดูค่าใช้จ่ายทางตรงไม่ต่างกัน แต่มีค่าใช้จ่ายทางอ้อมที่แตกต่าง ซึ่งการจะยกเลิกการล้างไตผ่านช่องท้องคงเป็นไปไม่ได้ แต่ปัญหาคือยังมีคนไข้เข้าไม่ถึงบริการ โจทย์ใหญ่ 5 ปีข้างหน้า คือจะมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 แสนคนและงบต้องใช้เพิ่มเป็นเท่าตัว รวมถึงบุคลากรที่ต้องเพิ่มเติม ซึ่งมติ ครม.ปี 2550 ที่ได้อนุมัติสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ระบุวรรคสุดท้ายให้คำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณที่ประเทศจำกัด อาจไม่เพียงพอดูแลผู้ป่วยภาพรวมทั้งหมด ควรกำหนดแนวทางให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ที่ระบุว่าจากสิทธิประโยชน์นี้จะเป็นภาระทางการเงินอย่างมากในอนาคต ดังนั้นโจทย์ใหญ่วันนี้ไม่ใช่การยกเลิกการล้างไตผ่านช่องท้อง แต่เราจะรองรับภาระผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างไร โดยสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ป่วยในการรับการรับบริการฟอกไตหรือล้างไตผ่านช่องท้องตามข้อบ่งชี้ที่แท้จริง

พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การล้างไตผ่านช่องท้องมีการดูแลผู้ป่วยมาเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งคุณภาพล้างไตช่องท้องวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีแล้ว แต่ผู้ป่วยยังติดอยู่ที่ภาพเดิม เรื่องนี้จึงต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ถูกจุด ทั้งไม่อยากให้คิดถึงการร่วมจ่ายเนื่องจากสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยไม่ล้มละลายและสามารถเข้าถึงการรักษาได้ ดังนั้นไม่ควรทำให้ผู้ป่วยต้องช๊อคซ้ำว่าต้องร่วมจ่ายอีก แต่ควรเดินทางสายกลางทำให้ผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องอย่างมีความสุขมากกว่า ขณะนี้มีการล้างไตผ่านช่องท้องแบบใหม่ที่ใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติทำตอนกลางคืนได้ นับเป็นทางเลือกที่ตรงกับ CAPD First และหากประเทศไทยสามารถผลิตเครื่องนี้เองได้ จะเป็นการช่วยคนไข้โรคไตมหาศาล  

ทั้งนี้ที่อยากฝากไว้คือที่ผ่านมาเราพูดถึงแต่นโยบาย CAPD First แต่ความจริงเป็นนโยบาย HD Second โดยให้เป็นการวินิจฉัยของแพทย์ เพียงแต่หลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องมีการอุทธรณ์โดยมีคณะกรรมการตัดสิน ทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นการบังคับ ทั้งที่เราให้สิทธิผู้ป่วยในการฟอกไตเท่ากับการล้างไตผ่านช่องท้อง จึงควรนำข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกไตมาแสดงให้สังคมรับทราบ นอกจากนี้ในการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการฟอกไตและล้างไตผ่านช่องท้อง เรามุ่งไปที่ค่าใช้จ่ายทางตรง ทั้งที่ค่าใช้จ่ายทางอ้อมมีความสำคัญกว่า ข้อมูลเหล่านี้ต้องประชาสัมพันธ์ แต่ตอนนี้ สปสช.เป็นกระโถนท้องพระโรงไปแล้ว ดังนั้นสมามคมโรคไตฯ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกโรงเรื่องนี้      

ขณะที่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากรายงานนี้เป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง การจะเดินไปข้างหน้าต้องใช้ข้อมูลเชื่อถือได้และดูว่าจะรับมืออย่างไร คงต้องมีการวางแผเพื่อปรับระบบให้ยั่งยืน โดยเราจะเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้กับคนในประเทศได้อย่างไร รวมถึงเหมาะสมกับสภาวะของประเทศไทย สำหรับเครื่องล้างไตอัตโนมัตินั้น ค่าใช้จ่ายเครื่องล้างไตบวกกับน้ำยาอยู่ที่ 60,000-70,000 บาทต่อคน ขณะนี้ได้ประสาน ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อช่วยวิจัยและผลิตเครื่องดังกล่าวเพื่อใช้กับผู้ป่วยในประเทศ

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
16 ชั่วโมง 10 นาที ago
Cleanimmiply
16 ชั่วโมง 12 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
16 ชั่วโมง 10 นาที ago
Cleanimmiply
16 ชั่วโมง 12 นาที ago
กลับด้านบน