กรมบัญชีกลางจับมือ รพ.ศิริราชปิยมหาราชฯ กำหนดแนวทางเบิกค่ารักษาสิทธิ ขรก.

Tue, 2017-07-25 17:00 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กรมบัญชีกลางร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กำหนดแนวทางการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์

นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่า โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโรงพยาบาลของรัฐ แต่เนื่องจากโรงพยาบาลไม่ได้จัดทำระบบเพื่อรองรับวิธีการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง จึงทำให้ผู้มีสิทธิต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน แล้วจึงนำใบเสร็จรับเงินมายื่นขอเบิกเงินจากส่วนราชการต้นสังกัด ซึ่งทำให้ผู้มีสิทธิไม่ได้รับความสะดวก

กรมบัญชีกลางจึงได้หารือร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เพื่อกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิที่เข้ารับการรักษาพยาบาล โดยจำแนกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

(1) ประเภทผู้ป่วยนอก ผู้มีสิทธิต้องแจ้งกับโรงพยาบาลฯ ให้ลงรหัสรายการอัตราค่าบริการสาธารณสุข แล้วนำไปยื่นเบิกที่ส่วนราชการต้นสังกัด โดยให้ส่วนราชการพิจารณาอนุมัติการเบิกเงินได้ตามสิทธิที่กระทรวงการคลังกำหนด

(2) ประเภทผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจะจัดทำแบบฟอร์มการบันทึกข้อมูลค่ารักษาพยาบาลตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด เพื่อให้ผู้มีสิทธินำมายื่นขอเบิกเงินต่อส่วนราชการต้นสังกัด เพื่อขออนุมัติต่อกรมบัญชีกลาง โดยกรมบัญชีกลางจะทำหน้าที่คำนวณเงินค่ารักษาพยาบาลแทนหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้กับผู้มีสิทธิต่อไป

โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวเสริมอีกว่า แนวทางการเบิกจ่ายเงินดังกล่าว จะช่วยทำให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนเร็วขึ้น มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กลุ่มงานกฎหมายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง โทรศัพท์ 0-2127-7396-98

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม