‘บอร์ดหลัก-บอร์ดควบคุม สปสช.’ ประชุมระดมสมองถก “แผนปฏิรูปประเทศด้านระบบสาธารณสุข”

Fri, 2018-04-20 15:50 -- hfocus
Print this pagePrint this page

2 บอร์ด สปสช.ร่วมประชุมระดมสมอง (Retreat) ถก “แผนปฏิรูปประเทศด้านระบบสาธารณสุข” หลังประกาศในราชกิจจาฯ เพื่อขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “หมอปิยะสกล” ระบุ แผนปฏิรูปฯ เป็นเพียงข้อเสนอ จะทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประเมินของหน่วยงาน

ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต – เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดการประชุม Retreat คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ในประเด็น “ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อบูรณาการความเห็นและการดำเนินงานร่วมกันของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การประชุม Retreat ของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด เป็นการประชุมครั้งที่ 3 แล้ว โดยผลการประชุม 2 ครั้งกอ่นหน้านี้ ได้เห็นความร่วมมือและการบูรณาการความเห็นต่างร่วมกัน ส่งผลให้หลายเรื่องสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้การ Retreat เป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้มี “แผนการปฏิรูปประเทศด้านระบบสาธารณสุข” ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้สรรหาและจัดทำข้อเสนอมานี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะนี่เป็นเพียงข้อเสนอปฏิรูปที่มีรายละเอียดทั้งการตั้งสำนักงานใหม่ ตลอดถึงการดำเนินงานต่างๆ ที่ใช้งบประมาณนับหมื่นๆ ล้าน ดังนั้นในที่ประชุม ครม.จึงบอกว่า แผนปฏิรูปนี้เเป็นเพียงข้อเสนอในหลักการเท่านั้น

แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอเกิดขึ้นได้ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อเสนอเหล่านี้ไปพินิจและพิเคราะห์ พูดคุยกับส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอใดที่มีความเห็นเหมือนกันและทำได้ให้ดำเนินการต่อ แต่เรื่องใดที่ยังมีความเห็นที่ต่างกันก็ให้พูดคุยตกลงกันก่อน หากตกลงไม่ได้ก็ยังมีคณะกรรมการยุทธศาตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การประชุม Retreat ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความเห็น ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับทิศทางแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ทั้งสร้างการมีส่วนร่วมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ นำไปสู่การกำหนดทิศทางนโยบายและขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป โดยในครั้งนี้ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ได้มาชี้แจงถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ที่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และการดำเนินการจากนี้

สำหรับการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการ 2 คณะ ได้หารือร่วมกันถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ สปสช. ทั้งการร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างการบริหารระบบสุขภาพแห่งชาติฯ ที่เสนอจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Policy Board, NHPB), ศูนย์สารสนเทศกลางเพื่อการจัดการข้อมูลหลักประกันสุขภาพ (National Data Clearing House), กองทุนสุขภาพระดับเขต และกองทุนบริการปฐมภูมิ เป็นต้น การตรากฎหมายเพื่อเป็นกรอบปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างกองทุน อาทิ งบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค, ชุดสิทธิประโยชน์หลักและสิทธิประโยชน์เสริม, ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ, มาตรการรองรับความยั่งยืนระบบหลักประกันสุขภาพ การเยียวยาผู้เสียหายและกลไกการบริหารจัดการการคลังสุขภาพ เป็นต้น

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า เพื่อให้การหารือและการให้ข้อเสนอแนะดำเนินไปอย่างครอบคลุม จึงได้จัดประชุมในรูปแบบ World café กำหนดหัวข้ออภิปรายใน 4 ประเด็น คือ 1.ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ 2.ระบบบริการสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค 3.การบริหารจัดการทางการคลังสุขภาพระดับประเทศ และ 4.ความยั่งยืนและความเพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพ โดยกรรมการจากทั้ง 2 คณะ จะหมุนเวียนแสดงความเห็น อภิปราย และจะมีการสรุปแต่ละประเด็นและผลการประชุมเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทั้ง 2 คณะในเดือนพฤษภาคม 2561 เพื่อทราบและดำเนินการต่อไป

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม