‘นพ.สุวิทย์’ ชี้แนวคิดเก็บเงินผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 10-20% เป็นวิธีการที่ดีน้อยที่สุด

Tue, 2018-09-04 19:29 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติชี้ แนวคิดให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองร่วมจ่าย 10-20% เป็นวิธีการที่ดีน้อยที่สุด ประหยัดเงินแค่หลักพันล้านแต่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยทำให้มารับบริการน้อยลง ย้ำถ้าจะเก็บจริงต้องเก็บเหมือนกันทุกกองทุนและต้องหาวิธีแก้ไขผลกระทบด้วย

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สัดส่วนภาคประชาชน ให้ความเห็นกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังมีแนวคิดลดสิทธิประชาชนที่ใช้สิทธิระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง โดยคนที่มีรายได้เกิน 100,000 บาท/ปี สิทธิในบัตรทองควรลดลง เช่น อาจจ่ายเอง 10-20% ส่วนอีก 80-90% ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้จ่าย ส่วนคนจนผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาท/ปีซึ่งมีอยู่ 11.4 ล้านคน ยังคงสิทธิเดิมไว้ (ดูข่าว ที่นี่) โดย นพ.สุวิทย์ ระบุว่า วิธีการจ่ายดังกล่าวเป็นวิธีการที่ดีน้อยที่สุด

นพ.สุวิทย์ อธิบายว่า ประเด็นแรก การมองระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่เพียงมองในเชิงว่าเป็นสิทธิของประชาชนอย่างเดียว แต่ยังพิสูจน์แล้วว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่าการลงทุนในระบบหลักประกันสุขภาพ 100 บาท จะได้ได้ผลตอบแทน 20 บาท เพราะมีผลที่ได้รับไม่เพียงแค่สุขภาพประชาชน แต่มีผลได้ในเชิงเศรษฐกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยา เครื่องมือแพทย์ โลจิสติกส์ ฯลฯ

ที่สำคัญคือธนาคารโลกประเมินแล้วพบว่าการที่ไทยลงทุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่มีรายได้ระดับล่างสุด 20% มีอำนาจซื้อมากขึ้นทุกปีเพราะไม่ต้องเก็บเงินไว้สำหรับสุขภาพ สามารถเก็บเงินไว้ใช้จ่ายสิ่งของจำเป็นอื่นๆ มากขึ้น นอกจากคุณภาพชีวิตดีขึ้นยังทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน ขณะที่ประเทศที่ไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพ อำนาจการซื้อของคนที่มีรายได้ต่ำสุด 20% ลดลงเรื่อยๆ

“ดังนั้นข้อแรก ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกจากเป็นสิทธิแล้วยังเป็นการลงทุนด้วย งบประมาณต่างๆ ที่ใช้ไป ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ไม่ควรมองเป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าได้ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ” นพ.สุวิทย์ กล่าว

ประเด็นต่อมาคือ เมื่อมองเป็นการลงทุน ก็เป็นคำถามว่าประชาชนควรร่วมลงทุนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการร่วมลงทุนหรือร่วมจ่ายมี 2 ประเภทคือ จ่ายก่อนป่วย และจ่ายหลังป่วย

“การจ่ายก่อนป่วยก็คือเบี้ยประกัน ขณะนี้มีเพียงประกันสังคมเท่านั้นที่มีเบี้ยประกัน บัตรทองและสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไม่มี ถ้าจะมีเบี้ยประกันกับบัตรทอง ก็ควรมีเบี้ยประกันสำหรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการด้วย ถ้าให้บัตรทองจ่ายแต่ข้าราชการไม่ต้องจ่าย ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม และต้องจ่ายอย่างเป็นธรรม ใครรายได้มากก็จ่ายมาก ใครรายได้น้อยก็จ่ายน้อย นี่เป็นหลักการความเสมอภาค ถ้าทำก็ทำให้เหมือนๆ กัน” นพ.สุวิทย์ กล่าว

ส่วนการจ่ายหลังป่วย ก็มีการจ่าย 3 แบบ 1.Co-payment หรือเรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดิน (Co-payment) เข้าไปใช้บริการก็ต้องจ่ายทันที การจ่ายแบบนี้มีเฉพาะบัตรทอง ส่วนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการกับประกันสังคมไม่มีค่าเหยียบแผ่นดิน

2.Deductible หรือจ่ายขั้นต่ำก่อนประกันจ่าย เช่น ค่ารักษา 1,000 บาท ถ้ารักษาไม่เกิน 1,000 ก็จ่ายเต็มตามจำนวนเงินจ่ายจริง แต่ถ้าค่ารักษา 1,500 บาท ก็จ่ายที่เพดาน 1,000 บาท อีก 500 ประกันจ่าย เป็นต้น ขณะนี้กองทุนสุขภาพในเมืองไทยยังไม่มีการจ่ายแบบนี้

3.Co-insurance หรือร่วมประกัน ซึ่งเป็นข่าวในขณะนี้ เช่น ค่ารักษาพยาบาล 100 บาท ประกันจ่าย 90 บาท ผู้ป่วยจ่าย 10 บาท ระบบนี้ดีน้อยที่สุด การวิจัยทั่วโลกรวมทั้งงานวิจัยในประเทศไทยซึ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้โดย นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่าการร่วมจ่ายแบบนี้ทำให้คนใช้บริการน้อยลง โดยที่คนจนหรือคนที่มีรายได้ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ที่สำคัญคือการไปรับบริการที่น้อยลง เกิดทั้งกับบริการที่จำเป็นและไม่จำเป็น หรือพูดง่ายๆ ว่ายอมป่วยอยู่บ้านแม้ว่ามีความจำเป็นต้องใช้บริการ

“เรื่องนี้ไม่ได้เป็นข่าวที่มีแถลงการณ์หรือยืนยันอย่างเป็นทางการจากกรมบัญชีกลาง เราก็ว่ากันไปตามข่าวและข้อมูลเชิงวิชาการ สมมติถ้าจะทำกับบัตรทอง ปัจจุบันรัฐใช้งบประมาณปีละ 180,000 ล้านบาทกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถ้าจะให้ร่วมจ่าย 10% อย่างมากสุดก็ได้ 18,000 ล้านบาท แต่เมื่อไม่เก็บจากคนจนซึ่งขึ้นทะเบียนไว้ประมาณ 10 ล้านคนจากจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 45 ล้านคน ก็หักออกไปอีก 25-30% เงิน 18,000 ล้านบาท ก็เหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท และยังมีอีกส่วนที่มีสิทธิแต่ไม่ใช้สิทธิ เช่น ไปใช้บริการหน่วยบริการที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วควักเงินจ่ายเอง เมื่อหักลบออกไปอีก รวมๆ แล้วก็จะประหยัดงบประมาณได้ไม่มาก ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท” นพ.สุวิทย์ กล่าว

อย่างไรก็ดี การประหยัดงบประมาณไปได้หลักพันล้านแต่มีผลกระทบทำให้คนระดับล่าง เช่น คนที่ไม่มีบัตรคนจน ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ไปใช้บริการทั้งๆ ที่มีความจำเป็น แบบนี้จะเหมาะสมหรือไม่ และจะมีการแก้ไขผลกระทบอย่างไร นอกจากนี้ ถ้าจะเก็บ 10% จากบัตรทอง ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจะเก็บ 10% เหมือนกันหรือไม่

“เพราะฉะนั้นหลักการง่ายๆ คือถ้าจะเก็บก็ต้องเก็บให้ทั่วถึง ทำให้เหมือนกันทั้ง 3 กองทุนและหาทางปกป้องคนยากคนจนให้ได้ ถ้าทำได้ มันก็น่าจะรับการยอมรับ และถ้าจะทำจริงๆ กรมบัญชีกลางควรจะเก็บจากสวัสดิการข้าราชการก่อน เพราะเป็นสิทธิที่กรมบัญชีกลางบริหาร ส่วนประกันสังคมต้องให้กระทรวงแรงงานพิจารณา ขณะที่บัตรทองก็เป็นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพิจารณา แต่ละระบบมีคนรับผิดชอบอยู่” นพ.สุวิทย์ กล่าว

Comments

Submitted by Anonymous on
"แลระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น" (2)........ Tue, 2013-12-10 10:47 -- hfocus......... วิชัย โชควิวัฒน............ ญี่ปุ่นมีพระราชบัญญัติประกันสุขภาพ(Health Insurance Act) ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 และมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2470 และใช้เวลาอีกราว 34 ปี จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวให้เป็นพระราชบัญญัติสุขภาพ "แห่งชาติ" ให้ประชาชนทั่วประเทศมีหลักประกันถ้วนหน้าตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ซึ่งตรงกับปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย จากนั้นก็มีการ "พัฒนาระบบ" อย่างต่อเนื่องได้แก่การเริ่ม "ระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ" (Elderly Health Care System) เมื่อพ.ศ.2526 โดยผูกระบบดูแลนี้กับระบบบริการสุขภาพ เมื่อพบว่าค่าใช้จ่ายการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุสูงมาก จึงเริ่มสร้าง "ความยั่งยืน" ให้แก่ระบบ โดยการตรากฎหมายให้มี "ระบบประกันการดูแลระยะยาว" (Long-term Care Insurance System) เมื่อปี2543 และพบว่ากลุ่มคนสูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี เป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลสุขภาพและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงเริ่มมี "ระบบประกันสุขภาพสำหรับผู้มีอายุเกิน 75 ปี" (Health Insurance System for the aged over 75)เมื่อพ.ศ. 2551......... ญี่ปุ่นเพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปี ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อปี2554 นี้เอง.......... ปัจจุบันญี่ปุ่นมีระบบประกันสุขภาพแก่ประชากรกลุ่มต่างๆ แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆได้แก่.......... หนึ่ง ระบบประกันสุขภาพผู้มีอายุสูงเกิน75 ปี ครอบคลุมประชากร 15 ล้านคน มี"องค์กร" หรือ "กองทุน" ดูแล 47 แห่ง ใน 47 จังหวัด......... ญี่ปุ่นเรียก "จังหวัด" ในภาษาอังกฤษว่าPrefecture ไม่เรียกว่า Province อย่างบ้านเรา โดยจังหวัดของญี่ปุ่น เกิดจากเดิมญี่ปุ่นแยกเป็นแคว้นอิสระราว 300 แคว้น เมื่อมีการปฏิรูปสมัยเมจิได้มีการรวมกลุ่มแคว้นเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ เข้าเป็นกลุ่มละหนึ่งจังหวัดเพื่อให้มีขนาดพอเหมาะในการปกครองและบริหารจัดการระยะแรกปรับลดเหลือ 75 "จังหวัด" ในปี 2431 และในที่สุดได้ปรับลงอีกจนเหลือ 47 จังหวัด จังหวัดเหล่านี้มีอำนาจอิสระระดับหนึ่ง ไม่ขึ้นตรงทั้งหมดกับส่วนกลางจึงไม่เรียกว่า Province ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นอิสระมากเท่ามลรัฐในสหรัฐ จึงไม่เรียก State แต่เรียกว่า Prefecture ปัจจุบันแต่ละจังหวัดจะเลือกผู้ว่าการของตนเอง และมีสภาจังหวัดเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อเกือบสี่สิบปีมาแล้วผู้เขียนไปเยือนญี่ปุ่นครั้งแรก มีโอกาสไปพบสมาชิกสภาจังหวัดท่านหนึ่งที่บ้าน ตอนไปเข้าห้องน้ำหลังบ้านพบเจ้าหน้าที่ 2 คน กำลังยุ่งอยู่กับเอกสารกองโตทราบต่อมาว่าทั้งสองคนเป็นเลขานุการกำลังเตรียมข้อมูลให้สมาชิกสภาจังหวัดอภิปรายในสภาวันรุ่งขึ้น.......... ญี่ปุ่นมีระบบการปกครองคล้ายคลึงกับประเทศเจริญแล้วอย่างอังกฤษ กล่าวคือ มีแต่การบริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีส่วนภูมิภาคอย่างของเรา ระบบการปกครองส่วนภูมิภาคบ้านเรานั้น แท้จริงแล้วเลียนแบบมาจากระบบที่อังกฤษใช้ปกครองเมืองขึ้น นั่นคือการแต่งตั้ง "ผู้ว่าราชการ" อาณานิคมอย่างอินเดีย สิงคโปร์ ขึ้นต่อกรุงลอนดอนเหมือนที่ปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดต้องฟังคำสั่งจากกรุงเทพฯ คือ มหาดไทยเป็นหลัก จึงมักไม่สามารถตอบสนองและแก้ปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง........ ระบบประกันสุขภาพผู้มีอายุเกิน 75 ปีครอบคลุมประชากรเพียง 15 ล้านคน แต่มีค่าใช้จ่ายถึง 13 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณ2556......... สอง "ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ" ทำหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับบำนาญ และผู้ทำงาน "บางเวลา" ครอบคลุมประชากรราว 38 ล้านคน มีกองทุนต่างๆดูแลอยู่ราว 1,800 กองทุน มีค่าใช้จ่ายราว 10 ล้านล้านเยน...... สาม "สมาคมประกันสุขภาพญี่ปุ่น" (Japan Health Insurance Association)ดูแลพนักงานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครอบคลุมประชากรราว 35 ล้านคนเป็นกองทุนขนาดใหญ่กองทุนเดียว ค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านล้านเยน........... สี่ "สมาคมประกันสุขภาพ" (Health Insurance Societies) ดูแลพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่ ครอบคลุมประชากรราว 30 ล้านคน ประกอบด้วยกองทุนราว 1,400 กองทุน........... ห้า "สมาคมสิทธิประโยชน์" (Benefit Societies) ดูแลข้าราชการและครอบครัวราว9 ล้านคน มี 85 กองทุน ค่าใช้จ่ายในกลุ่มที่สี่และห้ารวมราว 5 ล้านล้านเยน........... รวม 5 กลุ่ม มีกองทุนขนาดต่างๆ กันรวม 4,033 กองทุน ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 34 ล้านล้านเยน รวมกับกรณีที่มีการปรับค่าใช้จ่ายของประชากรกลุ่มอายุ 65-75 ปีราว 14 ล้านคน อีกราว 6 ล้านล้านเยน รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 40 ล้านล้านเยน ในปี2556 คิดเป็นเงินไทยราว 12.8 ล้านล้านบาท(1 บาท เท่ากับ 3.126 เยน) เท่ากับ 5.7 เท่าของงบประมาณประเทศไทยในปีเดียวกัน เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศคือ จีดีพี(GDP) เท่ากับ 9.5% ขณะที่ของสหรัฐสูงสุดถึง 17.8% เยอรมนีกับฝรั่งเศสเท่ากันคือ11.6% สหราชอาณาจักรเท่ากับสเปน คือ9.6% ของไทยประมาณ 4%......... ญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของตนเองมาก ประชาชนทั่วไปก็พอใจ และผู้ให้บริการคือ แพทย์พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร เป็นต้น ก็พึงพอใจ ทั้งนี้เพราะจุดเด่น 4 ประการ คือ1) สามารถครอบคลุมประชากรได้ทั้งประเทศ2) ประชาชนสามารถเลือกไปใช้บริการที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจ 3) บริการทางการแพทย์มีคุณภาพสูง โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจนถือได้ว่ามีราคา "ไม่แพง" เพราะใช้งบประมาณเพียง 9.5% ของจีดีพี 4) มาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยรัฐมีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรสนับสนุน (Subsidy) เพื่อให้สามารถครอบคลุมประชากรได้ถ้วนหน้า ทั้งนี้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถ คือจ่าย "เบี้ยประกัน" (Premium)และร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการ(Copayment)โดยร่วมจ่ายตามสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10-30 และมีเพดานการร่วมจ่ายแต่ละครั้ง .......... ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556....... https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750

Add new comment