เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก ‘ออกนอกระบบ’ และผู้บริหาร รพ.ไม่จำเป็นต้องเป็น ‘หมอ’ อีกต่อไป

เห็นด้วยหรือไม่ว่า ... เราทุกคนต่างมีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะเป็นผู้เติมแต่งหรือโจษขานในแง่มุมใด

หากแต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือ การตัดสินใจเมื่อ 12 ปีก่อนของชายผู้นี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับโลก

หน้าประวัติศาสตร์จึงมิอาจไม่จารึกชื่อของเขา โดยเฉพาะในแวดวงสุขภาพด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลงลืมวีรกรรมในครั้งนั้น

ชายผู้นี้คือผู้ประกาศมาตรการ “บังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา” หรือซีแอล

นพ.มงคล ณ สงขลา

ชื่อของเขาคือ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข (สธ.)

“You are the bad guy” คือเสียงสรรเสริญจากผู้เสียผลประโยชน์ที่แอบอิงอยู่ภายใต้ร่มเงาของบริษัทยายักษ์ใหญ่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการกระทำ

ทว่าผลพวงจากความกล้าหาญทางจริยธรรมนั้น ได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยอย่างน้อยๆ ปีละ 5 หมื่นชีวิต ซึ่งเสียชีวิตลงเนื่องด้วยยาต้านไวรัสมีราคาแพงได้

จากอดีตล่วงเลยสู่ปัจจุบัน ... ปี 2562 ประเทศไทยเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ณ วันที่การเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ บรรดาพรรคการเมืองประโคมนโยบายให้ประชาชนเลือกสรรและตั้งความหวัง

หนึ่งในนั้นคือข้อเสนอ ... “โรงพยาบาลออกนอกระบบ”

หมายถึงการปรับเปลี่ยนการบริหาร ทำให้โรงพยาบาลรัฐออกจากระบบราชการ จัดตั้งเป็นองค์การมหาชนในลักษณะเดียวกับ “โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” จ.สมุทรสาคร ซึ่งดำเนินการสำเร็จไปปี 2543

ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ สำนักข่าว Hfocus ได้พูดคุยกับ “นพ.มงคล” อีกครั้งหนึ่ง ด้วยเชื่อว่า “การตัดสินใจ” เชิงนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จะนำไปสู่การบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการสาธารณสุขไทยอีกครั้ง

“เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้โรงพยาบาลออกนอกระบบ ... ไม่ว่าพรรคไหนทำก็ตาม ผมเห็นด้วยทั้งสิ้น” นพ.มงคล ประกาศจุดยืน

“แต่คนในกระทรวงคงจะไม่ค่อยจะเห็นด้วย” จากประสบการณ์เขา เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น

อาจารย์มงคล อธิบายว่า ทุกวันนี้ สธ.มีบทบาทในการกำกับดูแลหน่วยบริการ (โรงพยาบาล) ระดับต่างๆ แต่ถ้าเอาโรงพยาบาลออกนอกระบบย่อมก็เท่ากับว่า สธ.จะถูกลอดทอนอำนาจลง

“ทุกวันนี้คนในกระทรวงไม่ค่อยเห็นด้วย เขาไม่อยากให้กระจายอำนาจเพราะกลัวว่าถ้าปล่อยออกไปหมดแล้วคงจะไม่มีใครเดินเข้ามาหาผู้บริหารในกระทรวง ดูเหมือนว่ามันจะทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นผู้ใหญ่น้อยลง”

“ผมเข้าใจว่าคนที่มีอัตตายังมีอยู่ตั้งแต่ในอดีตจวบจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งที่จริงแล้วในสมัยที่มีการทำเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อราวๆ ปี 2544-2545 หมอสงวน (นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) เคยบอกว่า ถ้าเผื่อกระทรวงสาธารณสุขยอมปล่อยให้โรงพยาบาลเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ในการควบคุมกำกับของตัวเองอีกต่อไป ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขึ้น

“นั่นเพราะกระทรวงสาธารณสุขก็จะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ให้กระทรวงสาธารณสุขนั่นแหละมาทำหน้าที่บริหารงบประมาณของ สปสช.ในปัจจุบัน”

สำหรับแนวคิดโรงพยาบาลออกนอกระบบนั้น มีต้นแบบและรูปธรรมความสำเร็จจากการดำเนินการของ “โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” (องค์การมหาชน) ซึ่งมี พ.ร.ฎ.จัดตั้งโรงพยาบาลของตัวเองโดยเฉพาะ มีคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลที่มาจากทุกภาคส่วน

จากเดิมที่เป็นโรงพยาบาลอำเภอขนาด 30 เตียง เมื่อปี 2543 ปัจจุบันกลายเป็นโรงพยาบาล 300 เตียง ที่อยู่ระหว่างขยายเป็น 500 เตียง โดยมีรายรับมากถึงปีละ 1,600 ล้านบาท

“เมื่อเขามีโอกาส มีความเป็นอิสระในการออกนอกระบบ การบริหารไม่ยึดติดกับราชการ ไม่มีกฎระเบียบ หรือ สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) คอยมาคุม ไม่มีคำสั่ง KPI ต่างๆ มากมาย การทำงานจึงสิ้นเปลืองน้อย แต่เกิดประสิทธิภาพสูง”

“ที่จริงเรามีโรงพยาบาลที่พร้อมออกนอกระบบจำนวนมาก ในสมัยที่ผมทำงานอยู่ ก็อยากให้โรงพยาบาลป่าตอง จ.ภูเก็ต ออกจากระบบ ขณะนั้นเขาพร้อมมากๆ แต่กลับเกิดข้อขัดข้องบางประการจนไม่สามารถออกนอกระบบได้ นั่นเพราะมีคนไม่เห็นด้วย”

“แต่แท้ที่จริงแล้ว หากเราลองไปศึกษารูปแบบของโรงพยาบาลบ้านแพ้วก็จะพบว่า แม้จะออกนอกระบบไปก็จริง แต่มันมีความยึดโยงกับกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ปลัดกระทรวงก็ไปเป็นกรรมการบริหารโรงพยาบาล”

เราถาม “นพ.มงคล” ว่า ถ้าผู้บริหารประเทศในอนาคตเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ จังหวะก้าวควรเป็นอย่างไร ?

“เราไม่ต้องเอาโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากหรอก โรงพยาบาลบ้านแพ้วก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไร และพื้นที่ตรงนั้นก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ร่ำรวย หัวใจสำคัญของการออกนอกระบบคือวิธีการบริหาร”

อดีต รมว.สาธารณสุข เน้นย้ำว่า การบริหารโรงพยาบาลที่ออกนอกระบบ ต้องไม่เหมือนกับวิธีการบริหารโรงพยาบาลสังกัดรัฐบาล

“ผู้บริหารต้องมีหัวทางธุรกิจ แต่ก็ไม่ต้องถึงขั้นเป็นคนที่มีหัวธุรกิจเลิศเลออะไร คือเป็นนักธุรกิจที่อยากทำงานเพื่อสังคม ไม่ใช่จะเอาหมอคนหนึ่งคนใดมาเป็นผู้บริหารก็ได้ เพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้รู้เรื่องการบริหารองค์กรให้อยู่รอด

“ผู้บริหารโรงพยาบาลในปัจจุบันนี้ เราตั้งกันโดยตามความพอใจของผู้ตั้ง ตั้งตามความอยากของผู้อยาก ไม่ได้ตั้งเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ฉะนั้นต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ คือผู้บริหารโรงพยาบาล “ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์” เลย

“ถ้าจะบอกว่าผู้อำนวยการต้องเป็นนายแพทย์เท่านั้น มันก็ไปไม่รอด เพราะแพทย์ไม่ได้เรียนมาหรือถูกสอนมาให้เป็นผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ใช้เงินหลวงมาตลอด ใช้หมดปีนี้ปีหน้าก็ได้ใหม่ เขาจะไม่เคยรู้จักคำว่าเจ๊ง เพราะเขาใช้แต่เงินภาษีจากคนอื่น

“แต่ถ้าออกนอกระบบ มัน do or die เลยนะ คือถ้าบริหารไม่ดีก็เจ๊ง แล้วคนที่บริหารจนเจ๊งก็คงอยู่ไม่รอด ชาวบ้านเขาก็จะไม่เอาด้วย ถ้าเราเอาคนในพื้นที่ช่วยบริหารด้วย ถ้าผู้บริหารบริหารไม่ดีเขาก็ขอให้เปลี่ยน ตรงนี้จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงสำหรับผู้ที่ขาดความรู้ความสามารถในการบริหารธุรกิจ”

อาจารย์มงคล ชี้ประเด็นอีกว่า หนึ่งในความสำเร็จของโรงพยาบาลบ้านแพ้วก็คือคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลที่มีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม มีการชักชวนชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เข้ามาบริหาร นั่นทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ มีส่วนได้ส่วนเสีย

ที่สุดแล้ว ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ก็เป็นคนช่วยหาเงินให้โรงพยาบาล คือแทนที่จะไปสร้างศาลาวัด ก็ไปสร้างอาคารให้กับโรงพยาบาล หรือซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงพยาบาลแทน

“ผมไม่เห็นว่าแนวทางนี้จะเป็นความเสี่ยงเลย เพียงแต่เราต้องกล้าเปลี่ยนแปลง มันไม่ได้เสี่ยงหรอก เพราะโรงพยาบาลเนี่ยลูกค้าก็ชัดเจน ใครเป็นคนจ่ายเงินก็ชัดเจน รายรับ-รายจ่ายเราสามารถบริหารได้ ฉะนั้นไม่จริงหรอกที่พูดกันว่าเงินไม่พอ งบประมาณไม่พอ”

“ที่ไม่พอก็เพราะว่ามองกันแต่ในแง่ของการไม่ได้หา มองในแง่การใช้อย่างเดียว ประเด็นคือต้องมีการบริหารจัดการตรงนี้ด้วย มองในแง่ของการหาเข้ามาด้วย คือมันจะต้องเปลี่ยนการบริหารงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร มาเป็นการบริหารเงินเพื่อบริหารธุรกิจให้องค์กรตัวเองอยู่ได้”

อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข พูดตรงไปตรงมาว่า คนที่มีวิธีคิดแบบ “ข้าราชการ” คงไม่สามารถบริหารโรงพยาบาลได้อย่างแน่นอน

“คนในราชการแบบเก่า เขารอเงินภาษีแล้วก็ใช้ไป เช้าตื่นมาทำราชการ เย็นไปทำคลินิก แบบนี้มันไม่เหนื่อย แต่ถ้าออกนอกระบบจริงๆ เขาจะทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้ มันจะต้องจริงจังกับองค์กรมากขึ้น เพราะถ้าทำไม่ดีมันจะไม่รอด ดังนั้นเขาจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งแน่นอนว่าคนที่มีวิธีคิดแบบนั้นคงไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร”

“ข้าราชการปกติที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องการเอาตัวรอด ความอยู่รอด ย่อมไม่มีทางที่จะมาทำตรงนี้ได้ และคนเหล่านี้นี่แหละที่ไม่อยากให้เอาโรงพยาบาลออกจากระบบ เพราะความตั้งใจในการเอาใจใส่ระหว่างการทำธุรกิจกับการทำราชการไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะเอาราชการมาทำธุรกิจก็คงไม่ง่าย”

นพ.มงคล ย้ำว่า โรงพยาบาลขนาดเล็กหรือใหญ่ก็สามารถออกนอกระบบได้ ถ้าโรงพยาบาลใดพร้อมก่อนก็สามารถทำได้ทันที แต่พร้อมในที่นี้หมายถึงความพร้อมของ “คน”

“ความพร้อมนี้ไม่ใช่พร้อมด้วยเงิน พร้อมด้วยจำนวนเตียง แต่มันต้องพร้อมที่คน เพราะทุกวันนี้เรายังมีคนอยากเป็นข้าราชการ อยากเป็นผู้อำนวยการ อยากเป็นหัวหน้าส่วนราชการ หรืออะไรต่างๆ แต่ในการบริหารโรงพยาบาลนอกระบบนั้นเป็นการบริหารแบบองค์กรธุรกิจ ซึ่งแตกต่างกับหน่วยงานรัฐ”

“ดังนั้น มันจะไม่มีท่านผู้อำนวยการ ไม่มีท่านรอง คือทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไป ฉะนั้นถามว่าใจของคนทำงานพร้อมหรือไม่ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยน ไม่ปฏิรูป ถามต่อว่าแล้วจะอยู่กันได้อย่างไร จะอยู่กันแบบกินภาษีไปเรื่อยๆ แบบนี้หรือ ถ้าทำแบบนี้ต่อไปประสิทธิภาพย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

“มันทำไม่ยาก แล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ทางเลือกยังมีอยู่ • 2019-01-22, 09:25
อยู่ที่ว่าท่านจะเลือกหรือไม่
ทางเลือก 1 • 2019-01-22, 09:41
รพ.อบจ.ภูเก็ต “ขาดทุนทุกปี แต่ไม่ใช่ปัญหา ยังมีรายได้อื่น ทำเพื่อดูแลประชาชน” ........................................................................................................................................................................... 'เนชั่นสุดสัปดาห์' เชื่อว่าทุกคนคงมีประสบการณ์ใช้บริการโรงพยาบาล หากเป็นโรงพยาบาลรัฐ-ข้อดีคือ ค่าบริการสมเหตุผล ไม่ต้องกังวลว่าจะกระเป๋าฉีก แต่ว่า..ต้องมีเวลาและความอดทนสูงมากๆ เพราะคนไข้เยอะ ต้องรออย่างน้อยครึ่งวันกว่าจะได้พบแพทย์ หากไม่อยากรอนาน ก็ไป รพ.เอกชน ข้อจำกัดคือแพง แถมบางครั้งจะให้เข้าเครื่องตรวจโน่นนี่ ซึ่งทุกอย่างเป็นเงินทั้งนั้น มนุษย์เงินเดือน (น้อย) อย่างเรา มิคู่ควร ...................... แต่คนภูเก็ตมีทางเลือกที่ 'ดีกว่า' เพราะมี 'โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต' ที่เน้นการบริการแบบเอกชน คิดค่าบริการเท่าภาครัฐ เพราะเจ้าของคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ....................... ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ เป็นโรงพยาบาล อบจ.แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ใช้งบการดำเนินงานจาก อบจ. โดยจ้างแพทย์และบุคลากรจาก บริษัท โรงพยาบาลธนบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ รพ.ธนบุรี .................... โรงพยาบาลแห่งนี้มีขนาด 129 เตียง เปิดให้บริการผู้ป่วยนอก 31 พฤษภาคม 2554 มีคนไข้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในเขตรับผิดชอบ พื้นที่หมู่ 4 และหมู่ 7 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ณ กันยายน 2557 จำนวน 11,273 คน เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงปัจจุบัน และผู้ที่ปลุกปั้นให้โรงพยาบาลดำเนินการมาได้ถึงทุกวันนี้คือ ไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต (สมัยที่สอง) ....................... ไพบูลย์ จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา และทำธุรกิจของครอบครัวอุปัติศฤงค์ ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ของภูเก็ต ปี 2529 เข้าสู่วงการพัฒนาที่ดิน เป็นนักพัฒนาที่ดินที่โด่งที่สุดคนหนึ่งของจังหวัด รวมทั้งเป็นอดีตประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ................... เข้าสู่สนามการเมืองโดยลงสมัครเป็น ส.ว.ภูเก็ต ปี 2543 รับเลือกตั้งสองสมัย เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นเข้ารับเลือกตั้งในตำแหน่ง นายก อบจ. แข่งกับ อัญชลี วานิช เทพบุตร และอาคารโรงพยาบาลหลังนี้ อัญชลีได้ซื้อไว้ และบอกประชาชนว่าจะสร้างโรงพยาบาล ....................... เมื่อชนะการเลือกตั้งในปี 2551 ไพบูลย์จึงก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้นมา และนั่นเป็นเหตุให้เขาถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะ 'ทุบกำแพงห้อง' เพื่อปรับจากห้องเดี่ยว เป็นห้องผู้ป่วยรวม ดังที่เจ้าตัวเล่าว่า .............. "นายกฯ ไม่มีอำนาจทุบกำแพง หากไม่ทุบทำห้องรวมไม่ได้ เพื่อให้ทันกำหนดการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งขึ้นทะเบียนปีละครั้ง ต้องทำให้ทัน นั่นเป็นสาเหตุว่าต้องทำให้เร็วที่สุด พอเห็นว่าต้องทุบกำแพงห้อง ก็ทำ พอ สตง.มาสอบ ผลการสอบบอกว่าไม่มีความเสียหาย แต่ไม่มีอำนาจ แม้กระทั่งการซื้อเครื่องมือก็ไม่มีอำนาจ ต้องขออนุญาตจากกรมการแพทย์ให้ช่วยดูแล" ................ 'เนชั่นสุดสัปดาห์' มีโอกาสพบกับ นายก อบจ.ภูเก็ต ในโอกาสที่ สปสช.ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาล .................... ก่อนทำเคยคิดไหมว่าจะเจอปัญหาตามที่กล่าวมาข้างต้น? ..............ก่อนอื่นต้องขอบคุณ คุณอัญชลี วานิช เทพบุตร ท่านเป็นนายก อบจ. ผมมาเป็นต่อจากท่าน และท่านซื้อโรงพยาบาลนี้ไว้ เป็นโรงพยาบาลพญาไทซึ่งปิดตัวไป อบจ.ซื้อมา ผมเป็นนายกฯ ก็เอามาพัฒนาต่อ ทำให้เป็นโรงพยาบาลที่รองรับ สปสช.ได้ เมื่อก่อนมีเฉพาะเตียงเดี่ยว เตียงคู่เพราะเป็นโรงพยาบาลเอกชน ไม่ได้รองรับผู้ป่วยตามสิทธิ สปสช. และคนยากจน สปสช.ให้คำแนะนำว่าถ้าจะให้เป็นโรงพยาบาลท้องถิ่น ต้องทำเตียงรวม รองรับพี่น้อง ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ประชาชนทั่วไปตอนนั้นได้รับงบรายหัวจาก สปสช.แล้ว ? .............. ยังครับ เป็นงบ อบจ. อย่างเดียว พอเราได้รับคำแนะนำก็ปรับปรุงสถานที่มีห้องรวม ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้บริการจากเดิมเป็นโรงพยาบาลเอกชน รองรับคนมีฐานะ............... ถึงวันนี้ประเมินว่าได้ตามเป้าหมายแค่ไหน ประสบความสำเร็จหรือยัง? ............ โรงพยาบาลเปิดให้บริการเป็นปีที่สี่ ถือว่าประสบความสำเร็จมาก จากคนไข้ต่อวันไม่ถึง 100 คนเป็น 700 คน เตียงที่เตรียมไว้เต็มแล้ว ห้องเดี่ยวหลายๆ ครั้งแทบไม่เพียงพอ ห้องไอซียูแทบไม่พอ ต้องมีแผนขยายห้องไอซียู ขยายเตียงเพิ่มขึ้นอีก 20 กว่าเตียง................... สี่ปีที่ผ่านมาขาดทุนตลอด? .............. ปีนี้ตั้งเป้าว่างบรายได้ของที่นี่ 200 กว่าล้านบาท แต่ใช้งบ 300 กว่าล้านบาทในการบริหารจัดการ ฉะนั้น ขาดทุนปี 2558 เป็นเงินร้อยกว่าล้าน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาว่าเรารองรับไม่ได้ เนื่องจากเรามีงบฯ จากค่าธรรมเนียมโรงแรมปีละร้อยกว่าล้าน มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ล้อเลื่อนบุหรี่ และรายรับจากเงินอุดหนุน (จากรัฐบาล) ปีละพันกว่าล้าน รวมแล้ว อบจ.มีรายได้ทั้งหมดปีละ 1,400 ล้านบาทสามารถเกลี่ยรายได้จากส่วนอื่นมาโปะครับ เรามีงบต้องใช้ด้านการศึกษา 300 กว่าล้าน นั่นคือที่มาว่าเราพร้อมจะขยายโรงพยาบาลแห่งนี้ไปอำเภอถลาง อาจมีหน่วยบริการทางการแพทย์ที่อำเภอถลาง ............... ตกลงรายจ่ายเกินรายรับไม่ใช่ปัญหา? ............. ครับ เราสามารถรองรับการขาดทุนได้ เนื่องจากเราเก็บค่าบริการถูก ค่าบริการแค่ 1 ใน 3 ของโรงพยาบาลเอกชน เราคิดอัตราเดียวกับโรงพยาบาลรัฐบาล เราให้บริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน ในราคาไม่แพง สถานที่สะดวกสบาย มีทีมงานแพทย์เฉพาะทางมีความพร้อม นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนมาใช้บริการที่นี่เยอะ เรามีแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลอื่นก็มี แต่รอคิวผ่าตัดนาน ของเรามีแพทย์เฉพาะทางด้านนัยน์ตา กระดูก หัวใจ ที่จะมาดูแล ตอนนี้เรามีชื่อเสียงมาก มีคนมารับบริการเยอะ คนไข้ใช้สิทธิประกันสังคม สปสช.และสิทธิข้าราชการได้ นอกนั้นเป็นคนไข้วอล์คอิน ต้องจ่ายเงิน............พื้นที่ดูแลตามสิทธิบัตรทอง มีประชาชนแค่สองหมู่บ้าน? ........... เนื่องจากเราคุยกับสาธารณสุขจังหวัด เขาให้พื้นที่ประชากรหมู่ 4 และ 7 ให้เรารับผิดชอบ นั่นเป็นที่มาตั้งแต่ตอนแรก เราก็ไม่อยากมีปัญหากับการแบ่งพื้นที่ ให้อะไรเราก็เอา แต่พอบริการเป็นปีที่สี่คนมาใช้บริการเยอะมาก จำเป็นต้องเอาข้อเท็จจริงมาคุยกันว่าพี่น้องประชาชนยอมรับบริการเรา หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ควรมาคุยกันใหม่ว่า การขึ้นทะเบียนของผู้ใช้บริการเป็นอย่างไร มีคนลงทะเบียนใช้สิทธิที่โรงพยาบาลถลาง โรงพยาบาลวชิระ โรงพยาบาลป่าตอง แต่บางส่วนมาใช้บริการที่นี่ เราต้องส่งไปเก็บเงินที่โน่น แต่ไม่คุ้ม หากขึ้นทะเบียนตรงจะดีกว่า ....................... ความยั่งยืนที่โรงพยาบาลจะมีรายได้เลี้ยงตัวเอง หากนายกฯ หมดวาระไป ? ...................... ขึ้นกับรัฐบาลว่าจะออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไร จะยุบ อบจ.หรือเปล่า ถ้ายุบ-ต้องคิดว่าจะดูแลโรงพยาบาลนี้อย่างไร มันเกินหน้าที่ที่ผมต้องตอบ สิ่งที่เราเรียกร้องคือขอให้ดูกฎกติกา ระเบียบที่จะสนับสนุนโรงพยาบาลท้องถิ่น เพราะเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่บริหารงานโดย อบจ. เพราะฉะนั้น กระทรวงมหาดไทยไม่เคยทำมาก่อน ต้องแก้กติกาให้เข้าให้ได้ เช่น การซื้อเครื่องมือแพทย์ การซื้อยานอกบัญชี เป็นยังไง ซึ่งเขาไม่เคยทำมาก่อน หากเกิดความยั่งยืนจริงๆ แพทย์-พยาบาลต้องเป็นคนของ อบจ. แต่ตอนนี้เงินเดือนนายก อบจ. 7 หมื่นบาท แต่เงินเดือนแพทย์ 150,000 บาท ไม่เหมือน กทม.ที่มีกฎหมายพิเศษ ............... ตามที่บอกว่ามีเรื่องถูกสอบสวนสองกรณี ? .............. ครับ เขาบอกรัฐไม่เสียหาย เพียงแต่ผมไม่มีอำนาจในการทุบ (หัวเราะ) อีกเรื่องเช่น สตง.บอกรถโดยสารสาธารณะ (รถสองแถวสีชมพูที่วิ่งในตัวเมืองภูเก็ต จำนวน 30 กว่าคัน) ดูแลพี่น้องประชาชนวันละ 6-7 พันคน นักเรียนนักศึกษานั่งฟรี ประชาชนทั่วไปคนละ 10 บาท ดำเนินการแล้วขาดทุนปีละประมาณ 10 กว่าล้าน สตง.บอกขอให้หยุดให้บริการ ส่งเรื่องมาจังหวัด จังหวัดก็บอกให้หยุด ผมชี้แจงว่าหยุดไม่ได้เพราะเป็นการบริการประชาชน กรุงเทพฯ ยังมีรถเมล์ฟรี ผมก็ไม่หยุด และว่าจะดำเนินการหาป้ายโฆษณามาติดข้างรถ และขึ้นราคาจาก 10 บาทเป็น 15 บาท เพื่อลดการขาดทุน ตอนนี้ผมก็ดำเนินการมาเรื่อยๆ นี่เป็นสองเรื่องที่ทักท้วงมา ก็พยายามทำ สร้างความโปร่งใส คิดว่าเดือนหน้าถ้าจำเป็นต้องขึ้นเป็น 15 บาท ก็ทำ เพื่อไม่ต้องหยุดให้บริการ เราปรับปรุงเพื่อให้อยู่ได้ตามกฎหมาย ขาดทุนน้อยหน่อย ............... หน้าที่ของ สตง. คือตรวจสอบ หน้าที่ของเราคือทำให้ทราบว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ได้ทุจริต เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชน นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ต้องไปโฆษณา ................... คิดว่าโรงพยาบาลลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้ไหม ถ้ามีคนอยากทำมีคำแนะนำอย่างไรบ้าง? ............... เมืองท่องเที่ยวหาแพทย์ พยาบาลได้ หากไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ก็ไม่ใช่เมืองที่แพทย์ พยาบาลจะมาง่ายๆ หากเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่าง สงขลา สุราษฎร์ฯ ซึ่งเขาอยากมาอยู่ด้วย และทำงานนอกเวลาได้ ............... ตั้งเป้ากับที่นี่ไว้อย่างไร? ............... ขยายห้องไอซียู รองรับคนไข้ให้ได้ ตอนนี้ไม่พอ มีไอซียู 4 ห้อง และจะเปิดห้องเดี่ยวอีก 27 เตียง ตอนนี้เต็มแล้ว อนาคตอาจขยายถึง 190 เตียง .....................สปสช.เกลี่ยงบฯ ให้ด้านไหน? ................การลงทะเบียนผู้รับบริการบัตรทอง ให้งบตามรายหัว ตอนนี้มีประมาณหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคน ทั้งจังหวัดประชากร 2 แสน 5 (ไม่รวมประชากรแฝง)..โรงพยาบาลตั้งอยู่ในตำบลตลาดใหญ่ ขอเพิ่มประชากรจากตำบลตลาดใหญ่ได้ไหม จากหมื่นเจ็ด เป็นสองหมื่นเจ็ด (ตลาดใหญ่ประชากรหมื่นคนเศษ) ประชากรขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต แต่มีคนไข้จากโรงพยาบาลวชิระมาใช้บริการเรา 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ และเราต้องไปเก็บเงินจากโรงพยาบาล ............. ช่วยขยายความที่บอกว่าเมื่อก่อนเป็นพ่อค้า ทำทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้าม? .............. เป็นพ่อค้าทำได้ทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้ามไว้ แต่ราชการทำอะไรไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่บอกให้คุณทำ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคุณ มันขัดใจไง (เน้นเสียง) ผมเคยอยู่เอกชนทำงานได้ไว เช่น ทุบกำแพง ผมสั่งทุบเลย ในเมื่อไม่ได้ทุจริต เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่ราชการบอกคุณไม่มีอำนาจทุบ ถ้าผมอยู่ราชการมาก่อนอาจทำไม่สำเร็จ เพราะต้องรอก่อนว่า ทำได้ไหม มีอำนาจทุบไหม มิน่าเมื่อก่อนเขาถึงบอกราชการเช้าชาม เย็นชาม คือไม่ใช่หน้าที่เขา ทำทำไม ถ้าไปทำ-ผิด ยิ่งทำมากผิดมาก ข้าราชการจึงอยู่นิ่งเฉยๆ แต่เอกชนอยู่เฉยๆ ไม่ได้นะ ถ้าไม่ทำไม่มีกิน ข้าราชการทำมากกว่านั้น คุณผิด ............. แล้วทำอย่างไร? ............. ผมพยายามเอาความรวดเร็วของภาคเอกชน กับระเบียบราชการมาผสานกัน ทำไงให้ราชการเร็วขึ้นและไม่ผิดระเบียบ นั่นคือที่มาว่าทำไมเราทำได้ ผมบอกทีมว่า ถ้าคิดแบบระบบราชการ ทำงานบริการประชาชนไม่ได้ ต้องปรับตัวเอง ทำงานให้เร็วขึ้น กฎกติกามีไว้แก้ไขให้ประชาชนได้รับความสะดวก เหมือนที่ สปสช.มาวันนี้ ผมบอกท่านเลขาธิการ สปสช.ว่า กฎกติกาใดที่ให้ผมทำงานได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ก็ขอบคุณท่านและทีมงานทั้งหมด ที่แนะนำตั้งแต่แรก เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ขอกฎกติกาที่ช่วยให้ทำงานได้ก่อน .............. ทำไมต้องการเปิดหน่วยบริการที่ถลาง ? .............. มีประชากรและนักท่องเที่ยวเยอะ แต่ไม่มีหน่วยให้บริการ ตอนนี้ผมเอารถอีเอ็มเอสไปให้บริการทั้งจังหวัด ทุกตำบล ถ้ามีปัญหา โทร 1669 เขาส่งมาโรงพยาบาลได้เลย เมื่อก่อนต้องเอารถจากเมืองไปถลาง ไปกลับ ตอนนี้มาขาเดียว ต่อไปมีโรงพยาบาลสาขาที่ถลาง ถ้า อบจ.มีโอกาสขึ้นทะเบียน..ขอคิดไว้ก่อน ทำได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง คือต้องมีวิชั่นก่อน ถ้าไม่ฝันก่อน ก็ไม่เกิด อย่ามองปัญหา เอาเป้าหมายก่อน ลุยไปเลย ระหว่างนั้นแก้ปัญหาไปด้วย ถ้าบอกว่าปัญหาเยอะแยะ มันไม่เกิดเลย แต่ตั้งเป้าว่าทำยังไงจะให้เกิดให้ได้ .............. ไม่หงุดหงิดหากมีปัญหาเข้ามาระหว่างทาง? .................... ต้องอธิษฐานทุกเช้า ผมเป็นคริสเตียน ขอให้พระผู้เป็นเจ้า พูดแบบพุทธคือเอาคนที่เคยทำบุญร่วมกันมาก่อน คนที่มีใจ มาทำงานร่วมกัน พระผู้เป็นเจ้านำคนดีๆ มาทำงานร่วมกัน โรงพยาบาลนี้สำเร็จได้ ไม่ใช่พวกผม แต่เป็นเพราะพระเจ้ากำหนดให้ทุกคนมาทำงานร่วมกัน ทั้งสาธารณสุข สปสช. โรงพยาบาลธนบุรี อบจ. มาทำงานด้วยใจ ............. อธิษฐานเรื่องสุขภาพด้วยไหม? ................... ครับ ขอให้ผมแข็งแรง อายุยืน ปีนี้เกือบ 60 ปีแล้ว มีกำลังจากพระเจ้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ให้เราเป็นเกลือและแสงสว่าง เมื่อก่อนเกลือเป็นของหายาก ............. ทราบว่าก่อนหน้านี้ป่วย? ............ เป็นมะเร็งลำไส้ ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าให้กลับมา ก็ปรับชีวิตใหม่ กินเฉพาะปลา ส่วนหมู เนื้อ ทานไม่ได้ กินผัก ผลไม้ พักผ่อนให้มากขึ้น น้ำหนักลดไป 10 กก. เมื่อก่อนอ้วน สาเหตุที่เป็นคงมาจากทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน อาจจะเป็นกรรมพันธุ์ด้วย คุณแม่ก็เป็น ส่วนใหญ่ฝั่งหงษ์หยกเป็นมะเร็งหลายคน (มารดาของไพบูลย์มาจากตระกูลหงษ์หยก) ................. ด้าน ทวีสา เครือแพ รองผู้อำนวยการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 11 สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงภาพรวมของหน่วยบริการในจังหวัดภูเก็ต ว่าเป็นของ กระทรวงสาธารณสุขหลัก 3 แห่งคือ รพ.วชิระภูเก็ต รพ.ถลาง รพ.ป่าตอง และว่าการมีโรงพยาบาล อบจ.แห่งแรกของไทย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงของประชาชน เดิมฝั่งนี้มีแต่ รพ.วชิระภูเก็ต เมื่อมีโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ทำให้คนไข้มีตัวเลือกมากขึ้น ............... "ข้อดีที่เห็นชัดเจนคือเป็นโรงพยาบาลรัฐแต่บริการแบบเอกชน เป็นที่นิยมของคนทั่วไป เพราะไม่ต้องรอนาน ที่พักคนไข้ก็ไม่แออัด พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส เอาหลักบริการเอกชนมาใช้กับรัฐ แต่ช่วงนี้ปัญหาคือ อบจ. ไม่มีกฎหมายรองรับ มันก็เหนื่อยหนัก ทำอะไรติดขัดไปหมด เช่น ซื้อเครื่องมือสักชิ้น ไม่มีเทียบราคากลาง เขาก็ต้องไปหาจากที่อื่น ตรงนี้ต้องทำอีกเยอะมาก อย่างไรก็ดี ผมว่าคนภูเก็ต และคนอาศัยอยู่ภูเก็ตได้ประโยชน์ ผมชื่นชมทีมงานที่คิดและทำตรงนี้ ต่างประเทศหรือที่อื่น หน่วยบริการไม่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นกับจังหวัดหรือรัฐ กระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่ออกกฎ ระเบียบ ควบคุมกฎหมาย คุณภาพบริการ แต่ประเทศไทยไม่ได้ดีไซน์แบบนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลของตนเอง" .................... โรงพยาบาลเปิดดำเนินการเป็นปีที่สี่ ขาดทุนสะสมทุกปี แต่ทำไมยังเปิดบริการได้ อบจ.เอางบฯ จากไหน รวมทั้งคำอธิบายจากประโยคที่ว่า "พ่อค้าทำได้ทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้ามไว้ แต่ราชการทำอะไรไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่บอกให้คุณทำ" ฟังแล้วปวดใจดีแท้! ............. สินีพร มฤคพิทักษ์ : เรื่อง / พันศักดิ์ เต็งประเสริฐ : ภาพ ..................... ที่มา : หนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 - 12 ก.พ. 2558 คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ: 'เป็นพ่อค้าทำได้ทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้าม แต่ราชการทำอะไรไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่บอกให้ทำ' ไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ ............ https://www.hfocus.org/content/2015/02/9249
ทางเลือก 1/1 • 2019-01-22, 09:47
โรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จัดทำโครงการ 30,000 เตียง ............................................................................................................................................................................... ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าโครงการ โรงพยาบาล 30,000 เตียง เป็นโครงการหนึ่งที่โรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้เปิดดำเนินการให้บริการแก่ประชาชนในเขตเทศบาล โดยมีเป้าหมายหลักคือ การให้การดูแลรักษาประชาชนที่ป่วยเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคชรา ผู้ป่วยจิตเวช และอื่นๆ ที่ไม่สะดวกในการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ทั้งในเรื่องของการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ปัญหาผู้ดูแล รวมถึงปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพอีกด้วย ซึ่งโครงการโรงพยาบาล 30,000 เตียง จะให้บริการโดยยึดเอาบ้านเรือนในเขตเทศบาลซึ่งมีอยู่จำนวน 30,000 กว่าครัวเรือน เป็นเตียงผู้ป่วย ซึ่งเป็นบริการเชิงรุก เพื่ออำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายและให้บริการที่ครอบคลุมทั่วถึง โดยเปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 น. – 16.00 น. นักกายภาพออกเยี่ยมร่วมกับทีมพยาบาล ทุกวันจันทร์-วันอังคาร เวลา 08.00 น. – 12.00 น.ให้บริการคลินิกพิเศษโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ร่วมทีมแพทย์ พยาบาลและเภสัชกร วันจันทร์-วันพุธ เวลา 13.00 น. – 16.00 น. ให้บริการออกเยี่ยมบ้าน สมาชิก 30,000 เตียง และผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และโรงพยาบาลอื่นๆ จะให้บริการทำหัตการที่บ้าน เช่น เจาะเลือด ฉีดยา ทำแผล เปลี่ยนสาย NG tube เปลี่ยนสาย Foley s catheter ให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ญาติ และผู้ดูแลผู้ป่วย เรื่องโรค การรักษาอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตัว การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ให้บริการยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการดูแลรักษา เช่น เตียงผู้ป่วย ที่นอนลม รถเข็น ชนิดนั่ง ไม้เท้าสี่ขา ถังออกซิเจน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 075-356014 , 075-344789 http://www.nakhoncity.org/news_ad5/show_detail.php?sId=417

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกที่ 2
11 ชั่วโมง 47 นาที ago
อาภาพร
1 วัน 14 ชั่วโมง ago
อาภาพร
1 วัน 14 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกที่ 2
11 ชั่วโมง 47 นาที ago
อาภาพร
1 วัน 14 ชั่วโมง ago
อาภาพร
1 วัน 14 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน