‘นพ.มงคล’ พยากรณ์ชะตาประเทศไทยจะเกิดจลาจลเร็วๆ นี้ หากธุรกิจยังกินรวบ ไม่เฉลี่ยทุกข์-สุข

อดีต รมว.สธ. เชื่อ หากภาคธุรกิจยังกินรวบ ไม่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ประเทศไทยจะเกิดจลาจลในระยะเวลาอันใกล้นี้ ปลุกประชาชนจิตอาสาผนึกกำลังสร้างความยั่งยืนให้ระบบหลักประกันสุขภาพ แนะภาคสุขภาพใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) จัดงาน “รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่นโฮเทล กทม. โดยมีภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 500 ราย

นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เรียนรู้จิตอาสาจากหมอสงวน” ตอนหนึ่งว่า ผู้ที่ทำงานอยู่ในชนบท ทำงานกับผู้ยากไร้ ทำงานกับผู้เจ็บป่วย เป็นกลุ่มคนที่มีจิตอาสามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเป็นจิตที่มีความรู้สึกอยากให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น อยากให้ความสุขเกิดขึ้นกับคนที่ตัวเองทำงานด้วย และอยากให้ความทุกข์ของคนเหล่านั้นหายไป

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบการล้มละลายจากการรักษาพยาบาลกับประชาชนไม่ต่ำกว่าปีละ 6 หมื่นครัวเรือน พบการขายบุตรสาวเพื่อรักษาโรคร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ล้มละลายจากโรคไต ล้มละลายจากโรคมะเร็ง ซึ่งประเทศไทยก็มีความพยายามในการแก้ไขมาตั้งแต่อดีต แต่สถานการณ์ก็ยังสืบเนื่องต่อมาจนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนหรือจุดพลิกผันในปี 2543 ที่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก สามารถประสานความร่วมมือกับนักการเมืองได้สำเร็จ จนกระทั่งเกิดเป็น พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2545

“หากย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2543 มาจนต้นปี 2544 คือในช่วง 3 เดือนนั้น ทุกคนได้ร่วมกันคิด ร่วมไม้ร่วมมือกันในการคิดชุดสิทธิประโยชน์ และวางระบบ จากโครงสร้างใหญ่ที่ นพ.สงวน วางเอาไว้ จนได้เป็น 16 จังหวัดนำร่องตั้งแต่ก่อนมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่าทุกคนสู้จริงๆ และก็สู้กันมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้” นพ.มงคล กล่าว

นพ.มงคล กล่าวอีกว่า กลุ่มบุคคลที่ทำงานเหล่านี้มีจิตที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับกลุ่มนักธุรกิจที่คิดแต่มีแล้วไม่รู้จักจบ มีแล้วไม่รู้จักพอ ไม่เคยคิดถึงการแบ่งปัน ทำกำไรโดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมีพื้นที่ทำมาหากินหรือไม่ คนเหล่านั้นใช้เงินของตัวเองเพื่อนักการเมือง เพื่อข้าราชการ เพื่อผู้มีอำนาจ เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเองต่อไป ฉะนั้นคนเหล่านี้จะวางจิตเอาไว้ในจุดที่มองแต่ว่าเงินมีเท่าไร ที่ดินเพิ่มขึ้นอีกกี่หมื่นไร่

“เราเห็นชัดเจนว่าตัวเลขของผู้มีอันจะกิน 2% ของคนกลุ่มบนที่สุดของประเทศไทยมีที่ดินเป็นแสนไร่ แค่ 2% ของคนในประเทศไทย ครอบครองทรัพย์สินทั้งหมด 96% คำถามคือแล้วเราจะอยู่กันต่อไปอย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าไม่ปล่อยให้มีการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข สักวันหนึ่งซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เราจะต้องมีจลาจลเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” นพ.มงคล กล่าว

นพ.มงคล กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศแม้จะไม่ใช่เมืองพุทธแต่ก็ยังพบนักธุรกิจหรือมูลนิธิต่างๆ ที่มีจิตที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีความทุกข์ แต่ในบ้านเรานั้นเห็นมีแต่มูลนิธิปอเต็กตึ๊งเท่านั้น ดังนั้นเนื่องในโอกาส 11 ปี ของ นพ.สงวน อยากจะทุกคนที่มีจิตเดียวกันที่อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์นั้น ช่วยกันคิดว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง

“แม้ว่าทุกวันนี้เงินจะยังพอเลี้ยงระบบได้ แต่มันก็ค่อยๆ ฝืดลง คำถามคือมันมีทางหรือไม่ที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องช่วยกันคิดในเรื่องนี้ ทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น ตัวผมเองตลอด 10 ปีมานี้ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย ผมออกกำลังกาย พักผ่อน กินในสิ่งที่สมควร ดังนั้นถ้าเราทำให้ทุกคนไม่เข้าโรงพยาบาลก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี” นพ.มงคล กล่าว

นพ.มงคล กล่าวต่อไปว่า ทุกวันนี้คลินิกใกล้บ้านใกล้ใจได้ผลจริงหรือไม่ เพราะถ้าต้องการให้ใกล้บ้านใกล้ใจจริงๆ คนที่ทำงานจะต้องใกล้ใจกับชุมชนจริงๆ หากใกล้ชุมชนแล้วเมื่อพูดหรือแนะนำอะไรก็จะทำให้เขาเชื่อ แต่ข้อเท็จจริงคือการประสานของทีมงานสุขภาพกับชุมชนกลับแตกต่างจากในอดีตมาก ซึ่งทุกวันนี้ชาวบ้านก็เปลี่ยนไป ชุมชนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

จากสิบล้านสู่แสนล้าน • 2019-01-15, 16:24
**............. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ จาก “10 ล้าน” สู่ “แสนล้าน” ...............** แม้นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แชมป์เศรษฐีหุ้น 4 ปีซ้อน ถือครองหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ถึง 3 แห่ง คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) มูลค่าหุ้นรวม 67,244.71 ล้านบาท รวมทั้งยังกระโดดเข้าสู่สมรภูมิใหม่ “ทีวีดิจิตอล” มีช่องพีพีทีวีและช่องวันอยู่ในกำมือ ................. แต่หากนับแหล่งรายได้สำคัญของกลุ่มตระกูลปราสาททองโอสถยังมาจากธุรกิจโรงพยาบาลเป็นหลัก เพราะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 63,000 ล้านบาทต่อปี และล่าสุด นพ.ปราเสริฐ หรือ “หมอเสริฐ” ประกาศเป้าหมายจะผลักดันรายได้แตะ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2561 โดยกำลังวางยุทธศาสตร์การก้าวกระโดดอย่างเข้มข้น ............. เส้นทางการเติบโตของ “กลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ” จนขยายเครือข่ายกลายเป็นธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยึดกุมส่วนแบ่งในตลาด 60-70% เริ่มต้นลงหลักปักฐานสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพแห่งแรกในซอยศูนย์วิจัย เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ด้วยเงินทุนจดทะเบียนก้อนแรกเพียง 10 ล้านบาท!!! ................ ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนกระทั่งนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2534 จดทะเบียนแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในปี 2537 สามารถเพิ่มเงินทุนจาก 10 ล้านบาท เป็น 1,700 ล้านบาท ............. เมื่อธุรกิจโรงพยาบาลเติบโต จังหวะและโอกาสเปิดทางให้ BDMS รุกขยายอาณาจักร ทั้งลงทุนเปิดโรงพยาบาลสาขา ซื้อหุ้นร่วมทุนกับโรงพยาบาลอื่นๆ และซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง .............. ปี 2553 เข้าลงทุนในบริษัท โรงพยาบาลกรุงธน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาด 150 เตียง โดยซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและปรับโฉมเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ในเวลาต่อมา ............... แต่ดีลสำคัญที่ทำให้วงการธุรกิจเห็นความยิ่งใหญ่ของกลุ่ม BDMS เมื่อนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ในฐานะประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาล BNH ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทจะควบรวมกิจการ โดยเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของเครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล เมโมเรียล จากบริษัทเฮลท์ เน็ตเวิร์ค ของวิชัย ทองแตง คิดเป็นมูลค่ารวม 9,825.36 ล้านบาท ............ การควบรวมกิจการครั้งนั้นเมื่อ 6 ปีก่อนทำให้กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากออสเตรเลีย วัดจากขนาดสินทรัพย์และมูลค่าตลาดรวม มีสินทรัพย์รวม 45,000 ล้านบาท มีรายได้รวมกัน 33,000 ล้านบาท และมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นจาก 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1,900 ล้านเหรียญฯ มีเตียงคนไข้เพิ่มขึ้นทันทีเป็น 4,639 เตียง จากจำนวนเตียงของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด 35,000-40,000 เตียง ส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจการแพทย์ในประเทศ เพิ่มเป็น 15% จาก 10% .......... ในปีเดียวกัน ทันทีที่กลุ่มเทมเส็คประกาศขายหุ้นที่ถืออยู่ในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) หมอเสริฐสั่งการรับซื้อหุ้นทั้ง 11% เพื่อปูทางสร้างฐานขยายเข้าสู่ตลาดโรงพยาบาลซูเปอร์พรีเมียม และยังทยอยซื้อหุ้น BH ต่อเนื่องจนล่าสุดถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 1 สัดส่วน 24% .............. อีกด้านหนึ่ง บริษัทเริ่มรุกออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยตั้ง Holding Company ในประเทศสิงคโปร์ ในนาม BDMS Inter Pte. Ltd. เพื่อรองรับการลงทุนของกลุ่มในต่างประเทศ ทุนจดทะเบียนจำนวน 40,000 เหรียญสหรัฐและตั้งบริษัท N Health Asia Pte. Ltd. สำหรับการลงทุนในธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Lab) ของกลุ่มในต่างประเทศ ทุนจดทะเบียน จำนวน 40,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ จัดตั้งบริษัทย่อยอีก 4 แห่ง เพื่อลงทุนสร้างโรงพยาบาลเอกชนและลงทุนด้านห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และเครื่องมือแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นการลงทุนผ่านบริษัทย่อยที่เป็น Holding Company ในประเทศสิงคโปร์ ........... จนกระทั่งปี 2559 กลุ่มทุนของหมอเสริฐใช้เงิน 1,395 ล้านบาท ซื้อกิจการทั้งหมดของบริษัท เมโยโพลีคลีนิค จำกัด (เมโย) ซึ่งประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภายใต้ชื่อ โรงพยาบาลเมโย และจะเปลี่ยนใช้แบรนด์ “เปาโล” เพื่อขยายฐานลูกค้าระดับกลางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมโยสะดวกต่อการเดินทางและใกล้เส้นทางการรถไฟฟ้าต่อขยายใหม่อีก 19 กิโลเมตร ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2562 สามารถครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยของประชากรใน 6 เขตใหญ่ คือ จตุจักร ลาดพร้าว บางเขน หลักสี่ และดอนเมือง ................ ก่อนส่งท้ายปีที่ผ่านมาด้วยดีลใหญ่ระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อบริษัทในเครือ บริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนสคลีนิก จำกัด เข้าซื้อโรงแรมเก่าแก่อายุ 33 ปี สวิส โฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 10,800 ล้านบาท จากตระกูล “สมบัติศิริ” และเตรียมงบลงทุนอีกกว่า 2,000 ล้านบาท พัฒนาที่ดิน 15 ไร่ใจกลางกรุง รวมกับสิ่งปลูกสร้าง ทั้งอาคารเพอเมอนาร์ด อาคารสต๊าฟ แคนทีน เนื้อที่มากกว่า 60,000 ตารางเมตร และอาคารโรงแรม เพื่อสร้างอาณาจักรศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร BDMS Wellness Clinic โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2560 ........... ช่วงระยะเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ ทั้งลงทุนสร้างโรงพยาบาล ขยายสาขา และซื้อกิจการ จนล่าสุด อาณาจักรธุรกิจของ BDMS มีเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งหมด 44 แห่ง ภายใต้แบรนด์โรงพยาบาลหลัก 5 แบรนด์ ประกอบด้วย โรงพยาบาลกรุงเทพ จำนวน 20 แห่ง โรงพยาบาลสมิติเวช 5 แห่ง โรงพยาบาลบีเอ็นเอช 1 แห่ง โรงพยาบาลพญาไท 5 แห่ง และโรงพยาบาลเปาโล 5 แห่ง ............ นอกจากนี้ มีโรงพยาบาลอีก 2 แห่งในประเทศกัมพูชาดำเนินงานภายใต้ชื่อ Royal International Hospital และมีโรงพยาบาลอีก 6 แห่งที่ดำเนินงานภายใต้ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลท้องถิ่น เช่น โรงพยาบาลสนามจันทร์ โรงพยาบาลเทพากร โรงพยาบาลเมืองเพชร โรงพยาบาลศรีระยอง รวมทั้งมีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่อีก 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลรามคำแหง และโรงพยาบาลเอกอุดร ............ บริษัทยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงพยาบาลอีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลที่จอมเทียน โรงพยาบาลที่สุราษฎร์ธานี และโรงพยาบาลที่เชียงราย โดยวางแผนเปิดให้บริการภายในปี 2560 และอีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างศึกษาแผนการลงทุน ทั้งการซื้อโรงพยาบาล หรือการลงทุนเอง ............ สำหรับคนในวงการธุรกิจและบรรดากูรูเชื่อมั่นว่า หมอเสริฐวางยุทธศาสตร์และเดินตามเกมทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกซื้อกิจการโรงพยาบาลที่มีแบรนด์แข็งแรงในแต่ละกลุ่มลูกค้า เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน ทำเลที่ตั้ง และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ โดยเฉพาะเริ่มลุยนโยบายสร้าง Center of Excellence ในโรงพยาบาลทั้ง 5 แบรนด์หลัก มีศูนย์ใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งอยู่ใกล้สุดกับบิ๊กโปรเจกต์ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติกลุ่มเมดิคอลทัวริซึ่มที่แห่เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย นับเม็ดเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ............ ทั้งนี้ หากแบ่งสัดส่วนรายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยยังมาจากกลุ่มลูกค้าคนไทยถึง 75% กลุ่มลูกค้าต่างชาติมีเพียง 25% ซึ่งหมายถึงโอกาสเติบโตอีกหลายเท่าตัว เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากเทรนด์ความนิยม การเติบโตด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมของภาครัฐและค่าใช้จ่ายที่ยังถูกกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก ............. ตามแผนเบื้องต้น “เวลเนส คลินิก” ของหมอเสริฐจะชูความโดดเด่นในแง่การเป็นพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง การเดินทางสะดวกสบาย ไม่ห่างจากเส้นทางรถไฟฟ้าและอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลหลักของกลุ่ม BDMS กลุ่มเป้าหมายหลักเน้นคนไทยใส่ใจสุขภาพ กำลังซื้อสูง และชาวต่างชาติที่ต้องการบริการด้านสุขภาพระดับพรีเมียม สัดส่วน 30 : 70 โดยบริการคนไข้นอก (OPD) จะเปิดทั่วไป ส่วนผู้ป่วยในจะให้บริการเฉพาะสมาชิก บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ............... นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายการลงทุนในหลายพื้นที่ ทั้งการร่วมทุนและเจรจาขอซื้อโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งเน้นธุรกิจ Wellness Spa และ BDMS ซื้อที่ดินอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พัฒนาเป็น Wellness Clinic เพื่อสร้างความครบวงจรและความหลากหลาย ลูกค้าสามารถเลือกพักผ่อนในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด .............. ส่วนตลาดคนไทยที่มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมากกว่า 3.4 แสนล้านบาทและเติบโตสูงขึ้นไม่แพ้กัน แม้กำลังซื้ออาจต่ำกว่าชาวต่างชาติ ในแง่วันพักและการจับจ่าย แต่ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่กลุ่ม BDMS สามารถยึดกุมได้เกือบทั้งหมด สามารถครอบคลุมทำเลและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย .............. ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายในต่างจังหวัดที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบี โรงพยาบาลเปาโลจับกลุ่มระดับซีถึงบี โรงพยาบาลพญาไทจับกลุ่มบีถึงบีบวก โรงพยาบาลสมิติเวชและบีเอ็นเอชจับกลุ่มเอ มีโรงพยาบาลกรุงเทพจับกลุ่มเอถึงเอบวก แต่หมอเสริฐส่งมอบนโยบายให้ทุกแห่งยกระดับมาตรฐานเพื่อรองรับลูกค้าพรีเมียมมากขึ้นและกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ทั้งตลาดอาเซียน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า จีน อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และภูฏาน ............. นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 ในเครือ BDMS กล่าวว่า ปีนี้ บริษัทใช้งบถึง 200 ล้านบาท เพื่อปรับมาตรฐานสถานที่และ International Ward ห้องพักอย่างหรูหรา ไม่ต่างจากห้องพักระดับพรีเมียมในคอนโดมิเนียม ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและสะดวกสบาย เพื่อให้ผู้ป่วยหรือลูกค้ามีความรู้สึกแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากตั้งเป้าเพิ่มลูกค้ากลุ่มต่างชาติจากปัจจุบันมีสัดส่วน 18-20% จะเพิ่มเป็น 40-50 ภายใน 3 ปี และลูกค้าระดับพรีเมียม รวมถึงทำเลที่ตั้งของพญาไท 2 อยู่ติดกับโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ของโรงพยาบาลด้วย ระยะ 1-2 ปีข้างหน้า จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะชี้อนาคตการก้าวกระโดดของกลุ่ม BDMS เป้าหมายรายได้ 1 แสนล้าน แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่น่าไกลเกินเอื้อมสำหรับ “หมอเสริฐ” แน่ ............ เครดิต: ผู้จัดการออนไลน์ http://gotomanager.com/content/ปราเสริฐ-ปราสาททองโอสถ-จาก-“10-ล้าน”-สู่-“แสนล้าน”/

ความคิดเห็นล่าสุด

สิ่งที่ชาวสธ.ต้องรู้
2 ชั่วโมง 10 นาที ago
อย่าเชื่อฝรั่งมากนัก
12 ชั่วโมง 7 นาที ago
ลีลาวดี
17 ชั่วโมง 21 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

สิ่งที่ชาวสธ.ต้องรู้
2 ชั่วโมง 10 นาที ago
อย่าเชื่อฝรั่งมากนัก
12 ชั่วโมง 7 นาที ago
ลีลาวดี
17 ชั่วโมง 21 นาที ago
กลับด้านบน