กกร.ออกประกาศคุมราคายา ให้ รพ.เอกชนแจ้งใน 45 วัน เผยส่วนต่างค่ายามีตั้งแต่ 10 บาทถึงกว่า 2 หมื่น

คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ออกประกาศแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และอื่นๆ มีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมส่งหนังสือให้โรงพยาบาลทราบและแจ้งราคากลับ ภายใน 45 วัน ก่อนมีการหารือราคา เผยโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง มีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายตั้งแต่ 29.33% จนถึงสูงสุด 8,766.79% หรือมีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 10.83 บาท จนถึงสูงสุด 28,862 บาท และมีกำไรตั้งแต่ 47.73% ไปจนสูงสุด 16,566.67%

นายวิชัย โภชนกิจ

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ลงนามประกาศ กกร. ฉบับที่ 52 พ.ศ. 2562 เรื่อง การแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล โดยให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป ซึ่งมาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ คือ

1) ราคาโปร่งใส-เป็นธรรม (Fair Price) ให้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายส่ง ต้องแจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการฯ ตามรายการที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) และในอนาคตจะขยายผลให้ครอบคลุมรายการยาตามรหัสบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานไทย (TMT) กรณีที่โรงพยาบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงราคายาต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบก่อนปรับราคา

ทั้งนี้ หากไม่แจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายตามที่ประกาศกำหนดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี /ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง

2) ผู้บริโภคต้องมีทางเลือก (Consumers’ Choices) ดังนี้

- ให้โรงพยาบาลเอกชนแสดง QR Code (ข้อมูลเปรียบเทียบราคาจำหน่ายยาที่กรมการค้าภายในจัดทำไว้อย่างเปิดเผยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยสะดวก

- โรงพยาบาลเอกชนประเมินค่ารักษาเบื้องต้นให้ผู้ป่วยทราบ และต้องแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยทราบ ก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ เมื่อผู้ป่วยร้องขอ

- ในการจำหน่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอก ให้โรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และใบแจ้งราคายา ให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ใบสั่งยาอย่างน้อย ต้องประกอบด้วยชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้า รูปแบบยา ขนาดหรือปริมาณ จำนวน วิธีใช้ ระยะเวลาในการใช้ ส่วนใบแจ้งราคายาต้องประกอบด้วยชื่อยาตามใบสั่งยาและราคาต่อหน่วย
ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี /ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3) การรักษาที่สมเหตุสมผล (Reasonable Treatment) ให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในส่วนกลางและส่วนจังหวัดเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย กรณีมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการรักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นและ/หรือการคิดค่าบริการรักษาพยาบาลสูงเกินสมควร โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งหากเห็นว่ามีการคิดราคาสูงเกินสมควรจริงจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี /ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ภายใต้ประกาศ กกร.ดังกล่าว ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายส่ง ต้องแจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการ ตามรายการที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP) เบื้องต้นอยู่ที่ 3,892 รายการ และในอนาคตจะขยายผลให้ครอบคลุมรายการยาตามรหัสบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานไทย (TMT) โดยบัญชียามีจำนวน 32,000 รายการ บัญชีเวชภัณฑ์ 868 รายการ และค่าบริการทางการแพทย์ 5,286 รายการ และยังกำหนดให้โรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงราคายาต้องแจ้งให้กรมฯ ทราบก่อนปรับราคาภายใน 15 วัน หากไม่แจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายตามที่ประกาศกำหนดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง ซึ่งกรมฯได้ทำหนังสือให้สถานพยาบาล 353 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ

จากที่ส่งหนังสือแจ้งไปนั้น ให้ระยะเวลาในการแจ้งราคาซื้อขาย ภายใน 45 วัน กลับมาที่กรมการค้าภายใน หากไม่แจ้งจะมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากได้ข้อมูลมาครบแล้ว กรมการค้าภายในจะนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรมฯการค้าภายใน และโรงพยาบาลเอกชนต้องแสดง QR Code เปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกด้วย รวมทั้งจะเรียกรายที่คิดราคาแพงเกินจริง หรือคิดกำไรเกินจริงมาสอบถามเหตุผลด้วย

ขณะที่ผลการตรวจสอบข้อมูลสำหรับราคายา พบว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง มีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายตั้งแต่ 29.33% จนถึงสูงสุด 8,766.79% หรือมีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 10.83 บาท จนถึงสูงสุด 28,862 บาท และมีกำไรตั้งแต่ 47.73% ไปจนสูงสุด 16,566.67% โดยมีตัวอย่างยา เช่น ยา S_DOPROCT ราคายา 17 บาท ขายเฉลี่ย 148 บาท ขายสูงสุด 303 บาท ยา ORFARIN ราคายา 2 บาท ขายเฉลี่ย 13.75 บาท สูงสุด 36 บาท ยา XANDASE ราคายา 3 บาท ขายเฉลี่ย 6 บาท สูงสุด 20 บาท ยา AMPHOTERICIN-B ราคายา 452 บาท ขายเฉลี่ย 937 บาท ขายสูงสุด 2,200 บาท เป็นต้น

 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ท่าดีทีเหลว • 2019-05-31, 16:22
ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะใช้กฎหมายมาควบคุมอัตราค่ายาและค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน เพราะธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยในทุกวันนี้มีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป้นเรื่อง MEDICAL HUB ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ของภูมิภาค นโยบายในตลาดหลักทรัพซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้ รพ.เข้าไปซื้อขายหุ้น รพ.เอกชนในตลาดหลักทรัพย์ได้ สามารถมุ่งแสวงหากำไรสูงสุดมาแบ่งปันแก่เจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นได้ มูลค่าหุ้น รพ.เอกชนก็นับได้ว่ายิ่งใหญ่พอสมควรมูลค่านับแสน ๆ ล้านบาท ซึ่งหลาย ๆ ฝ่ายรวมถึงรัฐบาลคงไม่อยากให้เกิดผลกระทบต่อตลาดหุ้น เพราะจะกระทบต่อนักลงทุนทั้งในระดับชาติและนานาชาติ อิทธิพลทั้งทางการเงิน ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ คงจะหาหนูตัวไหนที่กล้าหาญยืนหยัดเอากระพรวนไปผูกคอราชสีห์นั้นคงจะเป้นเรื่องที่ยากมาก ๆ อย่างดีก็แค่ออกประกาศให้เป็นข่าวเป้นระยะ ๆ ว่าหน่วยงานของรัฐได้ออกมาตรการควบคุมแล้วเพื่ลดแรงกดดันของสังคม ส่วนเนื้อหาสาระในทางปฏิบัติก็คงคล้าย ๆ กับสถานการณ์ที่ผ่าน ๆ มา....... ท่าดี ทีเหลว.

ความคิดเห็นล่าสุด

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์
2 ชั่วโมง 3 นาที ago
สุรศักดิ์
5 ชั่วโมง 40 นาที ago
ประสาร นัฏสถาพร
9 ชั่วโมง 54 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์
2 ชั่วโมง 3 นาที ago
สุรศักดิ์
5 ชั่วโมง 40 นาที ago
ประสาร นัฏสถาพร
9 ชั่วโมง 54 นาที ago
กลับด้านบน