รองปลัด สธ.เผยคืบหน้าส่งเรื่อง ก.พ.-บัญชีกลางพิจารณาปม 'นับอายุราชการ-เงินเดือนเหลื่อมล้ำ'

หมอไพศาล เผย สธ.จัดทำข้อมูลเสนอ ก.พ. เพื่อประกอบการพิจารณาปมชมรมอดีต พนง.รัฐสาธารณสุขร้องความเป็นธรรม “นับอายุราชการ-ปรับเงินเดือน” มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นอำนาจของ ก.พ.โดยตรง ส่วนประเด็นเรื่องการนับอายุราชการ ได้รับคำตอบจากกรมบัญชีกลางว่า ตามกฎหมายการนับระยะเวลาเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ จะนับเฉพาะช่วงที่เป็นข้าราชการเท่านั้น

จากกรณีชมรมอดีตพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข และทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ช่วยเหลือ 2 ประเด็น คือ 1.ขอสิทธิประโยชน์ในการนับระยะเวลาการเป็นพนักงานของรัฐเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ หรือให้มีการเยียวยาให้กับพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่เริ่มปฏิบัติงานจนถึงปัจจุบัน ในอัตราเทียบเท่าพนักงานมหาวิทยาลัย คือ อัตรา 1.5 เท่าของข้าราชการพลเรือนสามัญ และ 2.ขอให้มีการปรับแก้ไขเงินเดือน อัตราใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จากหลักเกณฑ์การเยียวยา ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1012.2/ 250 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2558 นั้น

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ในกลุ่มข้าราชการที่ออกมาเรียกร้อง เดิมพวกเขาเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่ปี 2543 จนกระทั่งปี 2547 จึงปรับเป็นข้าราชการ ซึ่งมีประมาณ 24,000 คน ณ ขณะนั้น แต่ปัจจุบันมีการย้ายไปกระทรวงอื่นๆ บ้าง ลาออกบ้างเหลือจำนวน 23,000 คน ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าใจปัญหาของบุคลากรในสังกัดดี และดำเนินการหาทางช่วยเหลือมาตลอด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรทุกคนทุกวิชาชีพ

นพ.ไพศาล กล่าวอีกว่า ประเด็นเงินเดือนเป็นเรื่องที่มีความหลากหลายพอสมควร จนมีการเปรียบเทียบกับข้าราชการกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการเยียวยามาก่อน โดยกลุ่มที่ได้รับการเยียวยามาก่อน เดิมเป็นลูกจ้างชั่วคราว หรือพนักงานราชการ ซึ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการก่อนวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ได้รับการปรับเงินเดือน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่ ก.พ. กำหนด ทำให้เงินที่ได้รับมีความแตกต่างกัน

“จากข้อเรียกร้องดังกล่าว ทางกระทรวงสาธารณสุขก็พยายามดูแลทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือ อำนาจตรงนี้อยู่ที่ ก.พ.จะพิจารณา โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำข้อมูลเสนอ ก.พ. เพื่อประกอบการพิจารณามาโดยตลอด เนื่องจากเป็นอำนาจของ ก.พ.โดยตรง ส่วนประเด็นเรื่องการนับอายุราชการนั้น ทางกระทรวงฯ ได้ส่งไปยัง กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณา และได้คำตอบว่า การนับระยะเวลาเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ จะนับเฉพาะช่วงที่เป็นข้าราชการเท่านั้น เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่ง ข้าราชการทุกประเภทต้องถือปฏิบัติเหมือนกัน” นพ.ไพศาล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางชมรมฯ ได้เรียกร้องเรื่องการนับอายุราชการตั้งแต่เป็นพนักงานของรัฐ ก่อนจะบรรจุเป็นข้าราชการด้วยนั้น เนื่องจากมองว่าสิทธิไม่แตกต่างน่าจะนับสิทธิเหมือนข้าราชการด้วย รองปลัด สธ. กล่าว ว่า คงต้องสอบถามทางกรมบัญชีกลาง แต่กฎก็มีอยู่ คือ เมื่อเป็นข้าราชการวันไหน ก็จะนับอายุราชการวันนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากระทรวงฯ จะนิ่งนอนใจ เราก็ดูแลบุคลากรของเรา อย่างเรื่องนี้ก็มีการทำข้อมูล พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการประสานงาน และส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้าราชการ สธ. เตรียมทวงถาม ก.พ. หลังแก้ปัญหา ‘เงินเดือนเหลื่อมล้ำ’ ไม่คืบหน้า

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ไร้คนรับผิดชอบ • 2019-06-15, 17:02
รากเหง้าของปัญหา"พนักงานของรัฐ"มันเกิดจากนโยบายห่วย ๆ ของ กพ.ของรัฐบาลในยุคนั้นที่ต้องการจำกัดอัตรากำลังข้าราชการสาธารณสุขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ยอมให้บรรจุเป็นข้าราชการกันอีกต่อไป ------- เอานักเรียนทุนทางสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ฯลฯ ไปบรรจุเป็นอัตราตำแหน่งลูกจ้างใหม่เอี่ยมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ "พนักงานของรัฐ(บาล)"เทียบได้ใกล้เคียงกับพนักงานมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งเขามีกฎหมายรองรับชัดเจนตามกฎหมายออกนออกระบบราชการ ---- ในตอนนั้นสธ.ก็เกิดปัญหาวิกฤตขาดแคลนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ฯลฯ ตามมาทันที แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ลาออกกันระนาวหลังจากปฎิบัติงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ทุนครบ หรือบางคนก็ชิงลาออกล่วงหน้าไปก่อนยอมชดใช้เงินแทนปฏิบัติงานชดใช้ทุนก็มี เพราะอยู่ปฎิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขต่อไปก็ไม่มีอนาคตที่จะได้บรรจุเป็นข้าราชการ ------ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งผู้บริหารระดับสูงที่ผ่านมา ๆ ดำรงตำแหน่งกันเพื่อเกียรติยศของตัวเองและวงศ์ตระกูล ส่วนใหญ่เป็นกันได้พนักงานธุรการระดับสูงเป็นเด็กดีของกพ. กพ.ว่าอะไรก็ว่าตาม คิดเองไม่ค่อยเป็น ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้แก่เด็ก ๆ ไม่ค่อยได้ ------ สธ.เจอปัญหาวิกฤตอย่างหนักเพราะแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช นักเรียนทุนลาออกกันเระนาว สธ.จึงต้องกลับไปขอร้องให้ กพ.ช่วยกำหนดอัตราตำแหน่งข้าราชใหม่บรรจุให้นักเรียนทุนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขอื่น ๆ เป็นข้าราชการกันอีกครั้ง เสียเวลาไปเปล่ากับนโยบายห่วย ๆ ที่รัฐบาล กพ.และ สธ.ในยุคนั้นร่วมกันคิดร่วมกันทำ พนักงานของรัฐกว่าจะได้บรรจุเป็นข้าราชการก็ล่าช้าไป 5 ปี (2543 - 2547) ------ อย่างไรก็ตามปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้ากพ.และสธ.ได้ร่วมกันบรรจุพนักงานของรัฐเหล่านี้ให้ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการย้อนหลังไปถึงวันแรกที่ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานของรัฐ ------ แต่ทั้ง กพ.และสธ.ก็ไม่ยอมบรรจุพนักงานของรัฐเป็นข้าราชการย้อนหลังให้ย้อนหลังให้ ------ กลุ่มนักเรียนทุนพนักงานของรัฐจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมหลาย ๆ ประการ เสียเปรียบทั้งในเรื่องอัตราเงินเดือนที่ต้องเริ่มต้นใหม่ อายุราชการและเสียสิทธิอื่น ๆ อีกมายที่ไม่อาจคำนวนเป็นเงินได้ เมื่อเทียบกับนักเรียนทุนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล ฯลฯ รุ่นหลัง ๆ ที่ได้บรรจุเป็นข้าราชกันทันทีที่สำเร็จการศึกษา ------- ความเสียหายความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ทั้ง กพ. กรมบัญชีกลางและรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่รับผิดชอบไม่ยอมเยียวยาให้แก่อดีตพนักงานของรัฐเหล่านี้ สธ.ก็เป็นได้แค่พนักงานธุรการระดับสูงส่งเรื่องส่งความเห็นขอความกรุณาไปให้ กพ. ไปให้กรมบัญชีกลางพิจารณาแค่นั้นเอง ไร้อำนาจไร้บารมีที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้แก่อดีตพนักงานของรัฐเหล่านี้ -------- ปัญหาอดีตพนักงานของรัฐไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ได้รับการเยียวยาจึงคาราคาซังมากว่า 20 ปี หาคน หาหน่วยงาน หารัฐบาลที่รับผิดไม่ได้ -------- สุดท้ายคงต้องพึ่งบารมีของ รมว.สาธารณสุคคนใหม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่(หน้าเดิม) หรือไม่ท้ายที่สุดจริง ๆ อาจจะต้องจบกันลงกันที่ศาลปกครองสูงสุด.
อย่าโทษแค่ กพ. • 2019-06-17, 14:10
นโยบายจำกัดอัตรากำลังข้าราชการของ กพ. หลังวิกฤตการต้มยำกุ้ง 2540 นั้น เป็นนโยบายที่ใช้จำกัดกับอัตรากำลังข้าราชการพลเรือนในทุกกระทรวงทบวงกรมที่ขึ้นกับ กพ. โดยให้มีการจ้างงานในรูปแบบอื่น และนโยบายดังกล่าวก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงทุกวันนี้ ----- ในยุคนั้นกระทรวงสาธารณสุขก็ได้เริ่มนำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกโดยการกระจายอำนาจแปรรูปโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอบ้านแพ้ว ไปเป็นโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) เมื่อปี 2543 จากโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอที่บริหารงานในระบบราชการไปเป็นโรงพยาบาลองค์การมหาชนนิติบุคคลของรัฐที่มีอิสระในการบริหารจัดการแบบเอกชนแต่อยู่ภายใต้การกำกับของ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ไม่ขึ้นกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือกรมกองต่างในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกต่อไป บุคลากรหลักของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน)ก็เปลี่ยนจากข้าราชการไปเป็นพนักงานองค์การมหาชน(พนักงานของรัฐ)ของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) ------- และประการสำคัญรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขในยุคนั้นก็มีนโยบายที่จะกระจายอำนาจโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศของทางราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปเป็นรูปแบบโรงพยาบาลองค์การมหาชนแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน)ทั้งหมด ------ ดังนั้นตั้งแต่ปี 2543 - 2547 กพ.จึงไม่มีการตั้งอัตราตำแหน่งข้าราชการตั้งใหม่และไม่มีการบรรจุข้าราชการใหม่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกเลย แต่ให้มีการจ้างงานในรูปแบบ"พนักงานของรัฐ"เพื่อรองรับการจ้างงานแบบใหม่ในการแปรรูปโรงพยาบาลทางราชการของกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดไปเป็นโรงพยาบาลองค์การมหาชน -------- แต่หลังจากปี 2547 นโยบายการแปรรูปโรงพยาบาลของทางราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งไปเป็นโรงพยาบาลองค์การมหาชนมีอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเมืองภายในและการเมืองภายนอกกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไม่อยากกระจายอำนาจไม่อยากสูญเสียอำนาจไปให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ------ นโยบายการกระจายอำนาจโรงพยาบาลทางราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข การจ้างงานแบบใหม่ในรูปแบบโรงพยาบาลองค์การมหาชนในระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาจึงสามารถดำเนินการได้เพียงแห่งเดียวคือที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) ซึ่งก็ประสบความสำเร็จพอสมควร จากโรงพยาบาลชุมชนบ้านแพ้ว 30 เตียง กลายเป็นโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน)ที่บริหารจัดการแบบเอกชน ขนาดกว่า 400 เตียง และมีสาขาหลายแห่ง ------ เมื่อไม่มีการกระจายอำนาจไม่มีนโยบายการแปรรูปโรงพยาบาลของทางราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปเป็นโรงพยาบาลองค์การมหาชนอีกแล้ว กลุ่ม"พนักงานของรัฐ"ที่เตรียมรองรับการจ้างงานแบบใหม่ในรูปแบบพนักงานองค์การมหาชน ก็ต้องปรับเปลี่ยการจ้างงานกลับมาเป็นข้าราชการกันอีกครั้ง ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจึงมีการตั้งอัตราตำแหน่งข้าราชการใหม่และมีการบรรจุข้าราชการใหม่ในโรงพยาบาลทางราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกันอีกครั้ง รวมทั้งบรรดา"พนักงานของรัฐ"ตั้งแต่ปี 2543 - 2547 ก็ให้บรรจุเป็นข้าราชการกันทุกตำแหน่ง แต่ เพราะกระทรวงสาธารณสุขและกพ.ไม่ได้ดำเนิการบรรจุแต่งตั้งพนักงานของรัฐเหล่านี้ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการย้อนหลังไปถึงวันแรกที่เริ่มปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานของรัฐ จึงทำให้เกิดปัญหาพนักงานของรัฐไม่ได้รับความเป็นธรรมหลาย ๆ ประการ เสียเปรียบทั้งในเรื่องอัตราเงินเดือนที่ต้องเริ่มต้นใหม่ อายุราชการในการคำนวนบำเหน็จบำนาญและเสียสิทธิอื่น ๆ อีกมามายที่ไม่อาจคำนวนเป็นเงินได้ ------ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงจะต้องมีความรับผิดชอบโดยตรงในปัญหาของ"อดีตพนักงานของรัฐ"ดังกล่าวเป็นหลัก สาเหตุเพราะไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายการกระจายอำนาจในการแปรรูปโรงพยาบาลทั้งหมดในสังกัดไปเป็นโรงพยาบาลองค์การมหาชน ไม่สามารถจ้างงานแบบใหม่ในรูปแบบพนักงานของรัฐ(พนักงานองค์การมหาชน)ได้ กระทรวงสาธารณสุขอย่าทำหน้าที่เป็นแค่พนักงานส่งเอกสาร การทำข้อมูล หรือแค่อำนวยความสะดวกในการประสานงาน โบ้ยไป กพ.บ้าง โบ้ยไปกรมบัญชีกลางบ้าง อย่างที่ทำกันมา สธ.ควรจะต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จ.

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
18 ชั่วโมง 11 นาที ago
Cleanimmiply
18 ชั่วโมง 14 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
18 ชั่วโมง 11 นาที ago
Cleanimmiply
18 ชั่วโมง 14 นาที ago
กลับด้านบน