เมื่อบุคลากรสาธารณสุขต้องกลายเป็นผู้ป่วย

"ขณะที่การเจ็บป่วยทั่วๆไป หากเป็นการเจ็บป่วยระยะสั้นลาไม่ได้ แม้เป็นไข้หวัดยังต้องเดินฉีดยาอยู่เลย และในเวลารีบเร่ง เวลาจะล้างมือมีน้อยหรือไม่ล้างเลย รวมทั้งระยะของเตียงผู้ป่วยที่ชิดมาก แหล่งเชื้อโรคอยู่ในนี้หมด ดังนั้นถ้าพยาบาลเจ็บป่วยขึ้นมามักเจ็บป่วยอันตรายหรือมีอาการหนัก"

วันที่เร็วๆนี้ สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป จัดการประชุมสัมมนา "When health personnel get sick" ณ ห้องประชุมไพจิตร ปวะบุตร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจในการสัมมนาครั้งนี้ มีเรื่อง "เมื่อบุคลากรกลายเป็นผู้ป่วย : ประสบการณ์และปัญหา" โดยมี นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์, นพ.วินัย วิริยกิจจา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายกสมาคมข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข, น.ส.ปุญญิศา วัจฉละอนันท์ พยาบาลจากโรงพยาบาลโนนสูง จ.นครราชสีมา และ นพ.พีรพงษ์ กุนอก แพทย์จากโรงพยาบาลนาแก จ.นครพนม ร่วมอภิปรายในประเด็นนี้

นพ.วินัย วิริยกิจจา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวัยของข้าราชการบำนาญ เราใช้บริการทางการแพทย์มากขึ้น และในฐานะที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็มีความคาดหวังว่าเมื่อไหร่ที่เจ็บป่วยเราควรได้รับบริการที่ดี

"เราควรมีบริการในลักษณะของการป้องกัน ผมพากรรมการสมาคมไปหารือกับท่านปลัดกระทรวงฯ และอยากให้ท่านมีการสั่งการกระบวนการบริการสำหรับเพื่อนข้าราชการแบบเดียวกับโรงพยาบาลทรวงอก คือมีช่องบริการเฉพาะ ไม่ใช่ให้นั่งรอกับคนไข้ปกติ สิ่งเหล่านี้คือความคาดหวังว่าระบบบริการของกระทรวงจะดูแลเพื่อนข้าราชการผู้สูงอายุให้ได้บริการที่ดีและมีสุขภาพที่ดี" นพ.วินัย กล่าว

นพ.วินัยยังให้ข้อคิดอีกว่า เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เงินทองไม่มีประโยชน์ถ้าสุขภาพไม่ดี ดังนั้นเราต้องรักษาสุขภาพ เมื่อไหร่ที่แก่ตัวไป ทำอะไรได้ต้องทำ เดินได้ต้องเดิน ขับรถได้ ออกกำลังกายได้ก็ต้องออกกำลัง อย่าหยุด ถ้าหยุดแล้วจะทำอีกไม่ได้

ด้าน นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เล่าถึงประการณ์เจ็บป่วยส่วนตัวที่เคยตกจากที่สูงประมาณ 5 เมตร ในวินาทีที่ร่วงหล่นนั้น คิดในใจว่าบาดเจ็บรุนแรงแน่นอน ซึ่งหลังจากตกลงมาแล้ว สิ่งที่ได้รับหลังจากนั้นเป็นเรื่องเชิงระบบ จากวินาทีที่ได้รับการดูแลเบื้องต้นจากทีม EMS ไปจนถึงโรงพยาบาลและส่งตัวกลับมารักษาในกรุงเทพฯ โดยส่วนตัวได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นบุคลากรทางการแพทย์และอยู่ในระดับบริหารด้วยส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ดี อยากให้กำลังใจบุคลากรว่าถ้าเจ็บป่วยแล้วจะได้รับบริการที่ดีและเหมาะสม และในฐานะที่ตัวเองได้รับประสบการณ์แบบนี้มา ก็ต้องหันกลับมามองบุคลากร ตนลงไปมีปฏิสัมพันธ์กับบุคลากรมากขึ้นและรับฟังเสียงต่างๆเพื่อนำกลับมาดูแลเท่าที่สามารถทำได้

ด้าน น.ส.ปุญญิศา วัจฉละอนันท์ โรงพยาบาลโนนสูง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในส่วนของพยาบาลมี 2 กลุ่มและการเจ็บป่วยก็มี 2 แบบ กลุ่มแรกคือพยาบาลกลุ่มที่มีความเครียดสูง เช่น คนที่ปฏิบัติงานอยู่ในห้อง ICU, ER, LR, OR หรือ R ทั้งหลาย มีความเครียดจากภาระงานและการต้องทำงานแข่งกับเวลา ส่วนพยาบาลอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ใจดีที่สุดในโลก เช่น พยาบาลที่ดูทางด้านโรคเรื้อรัง การปรับพฤติกรรม กล่าวคือมีอะไรก็รับหมด จากการสำรวจของสหภาพพยาบาลพบว่ากว่า 80% ของเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพตามจริงทั้งหมดเพราะไม่มีเวลา และ 80% ก็ไม่ได้ออกกำลังกายเหมือนที่บอกคนไข้เพราะไม่มีเวลาเช่นกัน

"สหภาพพยาบาลเคยสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานว่าทำไมไม่อยากออกกำลังกาย เขาบอกว่าเหนื่อยแล้ว เครียด สิ่งแรกที่จะทำคือนอนไม่ใช่ออกกำลังกาย และถ้าให้ไปออกกำลังกาย พยาบาลที่ไม่ทำมากที่สุดคือพยาบาล ER และห้อง R ทั้งหลาย และยังพบว่าพยาบาลที่เจ็บป่วยเยอะที่สุดก็อยู่ที่ห้อง R เหมือนกัน" น.ส.ปุญญิศา กล่าว

ในส่วนของการเจ็บป่วยนั้นก็มี 2 แบบคือ การเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ และการเจ็บป่วยทั่วๆ ไป ซึ่งในส่วนของอุบัติเหตุ รถ Refer มักชนกับต้นไม้และรถสิบล้อเสมอ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างกลับจาก Refer ทั้งนั้น เพราะตอนขาไปอะดรีนาลีนหลั่งทุกคนแม้กระทั่งคนขับรถ แต่พอขากลับจะรู้สึกผ่อนคลายกว่า และจุดที่เกิดอุบัติเหตุพบว่าคือจุดที่เดินทางเลยระยะทางประมาณครึ่งทาง กับใกล้จะถึงโรงพยาบาล และจุดที่เจ็บหนักมากที่สุดคือด้านซ้ายของคนขับซึ่งก็คือพยาบาลทั้งหมด

ขณะที่การเจ็บป่วยทั่วๆไป หากเป็นการเจ็บป่วยระยะสั้นลาไม่ได้ แม้เป็นไข้หวัดยังต้องเดินฉีดยาอยู่เลย และในเวลารีบเร่ง เวลาจะล้างมือมีน้อยหรือไม่ล้างเลย รวมทั้งระยะของเตียงผู้ป่วยที่ชิดมาก แหล่งเชื้อโรคอยู่ในนี้หมด ดังนั้นถ้าพยาบาลเจ็บป่วยขึ้นมามักเจ็บป่วยอันตรายหรือมีอาการหนัก

ด้าน นพ.พีรพงษ์ กุนอก โรงพยาบาลนาแก จ.นครพนม เล่าถึงเพื่อนแพทย์คนหนึ่งซึ่งเกิดอาการหลอดเลือดในสมองตีบที่ก้านสมอง ส่งผลให้ไม่สามารถขยับตัวได้ตั้งแต่ส่วนคอลงมา ทำได้แค่กรอกตาเท่านั้น ปัญหาคือลักษณะแบบนี้เป็นการเจ็บป่วยยาวนานและมีค่าใช้จ่ายในการรักษา ครอบครัวมีปัญหาในการดูแลระยะยาวทั้งเรื่องจิตใจ เรื่อง care giver และค่าใช้จ่ายต่างๆ ขณะที่เงินเดือนตามระเบียบก็จะได้รับไม่เกิน 3 เดือน เบื้องต้นทางกลุ่มเพื่อนๆพยายามช่วยเหลือด้วยการรวบรวมเงินช่วยเหลือเดือนละ 10,000 บาท และเนื่องจากกลายเป็นข่าว ทำให้มีผู้คนช่วยบริจาคด้วย มียอดรวมทั้งหมด 4 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างมากแต่เชื่อว่าในระยะยาวแล้วไม่พอ

"ผมมองว่าถ้าเป็นบุคลากรทางการแพทย์น่าจะมีอะไรมาช่วยเหลือรองรับมากกว่านี้ เพราะพวกเราโดยเฉพาะที่อยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนก็ไม่ได้มีฐานะอะไร ครอบครัวก็เป็นคนธรรมดา อาจเป็นกองทุนที่ช่วยสนับสนุนครอบครัวก็ได้" นพ.พีรพงษ์ กล่าว

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 35 นาที ago
Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 38 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 35 นาที ago
Cleanimmiply
17 ชั่วโมง 38 นาที ago
กลับด้านบน