สธ.จัดทำแผนดูแลประชากรข้ามชาติ เสนอสภาพัฒน์ ธ.ค.นี้ ก่อนเข้า ครม.พิจารณาต่อไป

Sat, 2019-11-23 15:11 -- hfocus
Print this pagePrint this page

วงเสวนาถก “ทิศทางการพัฒนาด้านการดูแลสุขภาพประชากรข้ามชาติระดับประเทศ” สธ.เผย จัดทำแผนการดูแลสุขภาพประชากรที่ไม่ใช่คนไทยแต่อยู่ในประเทศไทย ทั้งแรงงานข้ามชาติที่จะเข้ามาจาก EEC นักท่องเที่ยวต่างชาติ ประชากรข้ามชาติตามแนวชายแดน คาดเข้าสู่การพิจารณาของสภาพัฒน์ ธ.ค.นี้ ก่อนเสนอเข้า ครม.ต่อไป

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้จัดประชุมวิชาการระดับชาติด้านสุขภาพของประชากรข้ามชาติ ประจำปี 2562 พร้อมทั้งจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทางการพัฒนาด้านการดูแลสุขภาพประชากรข้ามชาติระดับประเทศ” โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.วรัญชัย จึงสำราญพงศ์ รองผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นายอำนาจ สังข์ศรีแก้ว จากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน และนายวรพงศ์ จันทร์มานะเจริญ จากสำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ร่วมเสวนา โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุม และมีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและแรงงานทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติมีทั้งข้อดีข้อเสีย ซึ่งข้อดีคือช่วยเข้ามาทำงานที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ไม่ทำ ซึ่งมีผลต่อจีดีพีของประเทศถึงร้อยละ 6.2 ส่วนที่เข้ามาแล้วมีปัญหาก็มี แต่ก็ต้องแก้ไขไป อย่างความต้องการดูแลเรื่องสุขภาพนั้นไม่แบ่งชนชั้นวรรณะอยู่แล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องการประกันสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการซื้อประกันสุขภาพค่อยๆ ลดลง เพราะแรงงานข้ามชาติส่วนหนึ่งต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม คิดเป็นสัดส่วน 40 : 60 อย่างไรก็ตามจากการสอบถามพบว่าแรงงานข้ามชาติอยากซื้อประกันสุขภาพเองมากกว่าเพราะจ่ายเพียงปีละ 1,600 บาท ในขณะที่ประกันสังคมเขาต้องจ่ายถึงปีละประมาณ 5,000 บาท ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าจะส่งเสริมสุขภาพแรงงานข้ามชาติแบบใดที่จะเหมาะสม ไม่เป็นภาระกับแรงงาน แต่ก็ไม่เป็นภาระกับประเทศไทยเกินไป ซึ่งมี 2 เรื่อง

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เรื่องแรกคือการจัดทำแผนการดูแลสุขภาพประชากรที่ไม่ใช่คนไทยแต่อยู่ในประเทศไทย คือ 1. แผนการพัฒนาระบบสาธารณสุขเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่กำลังจะเติบโตทางเศรษฐกิจและคาดว่ามีคนหลั่งไหลเข้าไป 8-9 ล้านคน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ 2.พัฒนาระบบสาธารณสุขทางทะเล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ 3. การดูแลประชากรข้ามชาติในจังหวัดชายแดน และ 4.การดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการทำงานถึงปี 2565 คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในต้นเดือนหน้า ก่อนส่งเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 การของบประมาณในการให้บริการสาธารณสุขบางอย่างฟรีกับคนที่ไม่ใช่ประชากรคนไทย โดยได้ตั้งของบประมาณ 80-90 ล้านบาท สำหรับ 1. การจัดหาวัคซีนป้องกันโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน 2.การรักษาโรควัณโรคให้หายขาด และ 3.การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งการดูแลดังกล่าวก็เพื่อสิทธิมนุษยชนและเพื่อป้องกันคนไทยส่วนใหญ่ไม่ให้ติดโรคเหล่านี้ด้วย โดยตนได้ฝากให้นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ช่วยผลักดัน

ด้าน นายอำนาจ กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติในไทยแบ่งเป็นแรงงานมีฝีมือ และแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งมีทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย กรณีที่มีการนำเข้าผ่านเอ็มโอยู หรือการนำเข้าตามกฎหมายนั้นยอมรับว่าเราดูเพียงแค่ว่ามีใบรับรองแพทย์หรือไม่ เป็นโรคต้องห้ามหรือไม่ หากผ่านตรงนี้ก็อนุญาตให้ทำงานในไทยได้ แต่ยังมีปัญหาอยู่บ้างกับแรงงานที่เข้ามาตามศูนย์แรกรับตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งการตรวจสุขภาพต้องใช้เวลา ดังนั้นจะสามารถทำอย่างไรให้ทราบผลได้เร็ว อย่างไรก็ตาม แรงงานที่เข้ามาจะทยอยเข้าสู่ระบบประกันสังคม ส่วนที่ยังไม่ได้สิทธิตรงนี้ก็ต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข แต่วันนี้ ก็ตอบได้ไม่เต็มปากว่าซื้อประกันสุขภาพ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ดังนั้นต้องมีการหารือและนำเสนอเรื่องระบบการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

Comments

Submitted by สามัญสำนึก on
"เพราะแรงงานข้ามชาติส่วนหนึ่งต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม คิดเป็นสัดส่วน 40 : 60 อย่างไรก็ตามจากการสอบถามพบว่าแรงงานข้ามชาติอยากซื้อประกันสุขภาพเองมากกว่าเพราะจ่ายเพียงปีละ 1,600 บาท ในขณะที่ประกันสังคมเขาต้องจ่ายถึงปีละประมาณ 5,000 บาท" ........ มารตรการที่ให้แรงงานข้ามชาติทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมนั้น ผมเห็นว่าน่าจะเป็นมาตรการที่น่าจะดีที่สุด ถูกต้องตรงประเด็นแล้วในการจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ“ทิศทางการพัฒนาด้านการดูแลสุขภาพประชากรข้ามชาติระดับประเทศ” เพราะประชากรข้ามชาติส่วนใหญ่คือกรรมกรแรงงานข้ามชาติ ควรจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคมตามกฎหมายประกันสังคม ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนามายาวนานเกือบ 40 ปีแล้ว มีความมั่นคงยั่งยืน ทั้งในเรื่องระบบการเงินการคลัง บุคลากร และอื่น ๆ .....ที่สำคัญคือ ปกส.ไม่ค่อยสร้างปัญหาความขัดแย้งกับหน่วยบริการ ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการชักดาบเบี้ยวหนี้กับหน่วยบริการ ....... ตัวเลขที่เขาต้องจ่ายปีละ 5,000 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม ยอมรับได้ สอดคล้องกับความเป็นจริงพอสมควร เพราะหลักประกันสุขภาพแห่งชาติบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคของคนไทย รัฐยังต้องจัดสรรงบประมาณรายหัวให้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3000 บาทต่อหัว ยังไม่ค่อยจะเพียงพอต่อการให้บริการเสียด้วยซ้ำ บางครั้งบางปียังมีการชักดาบเบี้ยวหนี้กันตอนปลายปีงบประมาณกันเกือบทุกปีงบประมาณ..... ตัวเลข 1600 บาท ของ สธ.ในการขายบัตรประกันสุขภาพประชากรข้ามชาตินั้นน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงที่มีวาระซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง ของบางหน่วยงานที่อยากจะเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้เสียเอง... แค่ใช้สามัญสำนึกไม่ต้องใช้งานวิจัยระดับชาติให้ยุ่งยากก็คงไม่มีบริษัทประกันสุภาพภาคเอกชนรายไหนในโลกที่ยอมขายประกันสุขภาพให้แก่แรงงานชาวต่างชาติในประเทศไทยในราคาต่ำกว่าแค่ 5000 บาทต่อปี........ ในส่วนของนักท่องเที่ยว หรือชาวต่างชาติตามชายแดน ถ้าหาก สธ.อยากจะร่วมรับผิดชอบเองก็ต้องแก้กฎหมายให้ชาวต่างชาติที่อาศัยตามชายแดนหรือมาท่องเที่ยวอาศัยอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยสามารถมีสิทธิบัตรทองได้ด้วย แต่ต้องซื้อบัตรทองจ่ายค่าเหมาจ่ายรายหัวเอาเองให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. ในราคาที่ไม่น้อยไม่น้อยกว่างบประมาณต่อหัวบัตรทองของคนไทย นั่นคือประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 3000 บาทต่อหัว......มีเหตุผลรองรับ ต้องยอมรับได้ มาตรฐานเดียวกับคนไทย ไม่สร้างปัญหาให้กับหน่วยบริการและภาระงบประมาณของประเทศมากมายนัก. ...... อย่าเอาตัวเลข 1600 บาทมาเป็นตัวล่อให้แรงงานข้ามชาติอยากซื้อประกันสุขภาพเอง....... ใครที่เสนอให้เอาตัวเลขนี้มาใช้ก็ขอให้ไปจัดตั้งบริษัทขายบัตรหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างชาติในราคานี้เอาเองลองดู ดูซิว่าจะไม่ขาดทุน ไม่สร้างปัญหาให้กับหน่วยบริการหรือไม่.

Add new comment