‘เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่’ หมอ GP อังกฤษแห่ลาออกระบบ NHS แม้ได้เงินเดือนมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 เท่า

Tue, 2019-12-24 17:47 -- hfocus
Print this pagePrint this page

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือ หมอ GP (General Practitioner) ที่ทำงานภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพอังกฤษ หรือ National Health Service (NHS) กำลัง “สมองไหล” มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ค่าตอบแทนที่ได้รับจะสูงกว่าเงินเดือนเฉลี่ยของอาชีพอื่น ๆ ในอังกฤษถึง 3 เท่า และมีเพียงเยอรมนีประเทศเดียวเท่านั้น ที่ค่าตอบแทนของหมอสูงกว่าอังกฤษ

ปัจจุบันแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปภายใต้ระบบ NHS ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าปีละ 1.13 แสนปอนด์ (4.4 ล้านบาท) ต่อปี สูงกว่าอาชีพอื่น ๆ ในอังกฤษประมาณ 3.1 เท่า

อย่างไรก็ตาม มากกว่า 1 ใน 3 ของหมอครอบครัว เลือกที่จะ “เลิก” ทำงานในโรงพยาบาล - คลินิก ของรัฐ และ 6 ใน 10 เลือกที่จะเกษียณอายุตัวเองก่อนอายุ 60 จนทำให้อังกฤษขาดหมอประจำครอบครัวอย่างมาก

ตัวเลขล่าสุดที่สำรวจ พบว่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา หมอ GP มากกว่า 1,000 คน ลาออกจากการทำงาน Full Time ภายใต้ระบบ NHS ทำให้คนไข้ในอังกฤษต้องใช้เวลา “นัดหมอ” นานขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน หมอ GP ที่มีอยู่ ก็ถูกจำกัดเวลาในการพบคนไข้ เพื่อลดระยะเวลาการรอคิว โดยจากการสำรวจเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่าคนไข้ทั่วอังกฤษ มีเวลาเฉลี่ยในการพบหมอครอบครัว เพียงคนละ 9.2 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเวลาพบแพทย์ที่น้อยที่สุด หากเทียบกับประเทศที่ “พัฒนาแล้ว” อื่น ๆ

ก่อนหน้านี้ มีความพยายามจากราชวิทยาลัยแพทย์ GP ในการแก้ปัญหาดังเปล่า โดยกำหนดเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2573 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า จะต้องเพิ่มเวลาในการพบแพทย์ทั่วไป ให้ได้อย่างน้อย 15 นาที และปัจจุบัน 9.2 นาที ถือว่าน้อยเกินไป

“ปกติคนไข้จะไม่มาหาหมอด้วยอาการป่วยอาการเดียว พวกเขาจะมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บที่มากกว่า 1 โรคเสมอ และถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับพวกเรา ในการที่จะให้คำปรึกษา หรือวินิจฉัยโรคด้วยเวลาเพียงแค่นั้น” เฮเลน สโตกส์-แลมพาร์ด ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ GP ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The Sun

แน่นอน นั่นทำให้แพทย์ GP จำนวนมากรู้สึกว่าทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ และ 2 ใน 3 ระบุว่า เวลาในการตรวจคนไข้ที่น้อยไปนั้น ทำให้พวกเขารู้สึกว่าคุณภาพการรักษา “ดรอปลง” โดยปัจจุบันความต้องการพบแพทย์ในระบบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ความต้องการพบแพทย์มากขึ้นถึง 16% ในขณะที่จำนวนแพทย์ซึ่งลาออกจากระบบกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานล่าสุด พบว่า 1 ใน 10 ของคนไข้ถูกบีบให้รออย่างน้อย 3 สัปดาห์ หากจะนัดแพทย์ประจำครอบครัว ขณะเดียวกัน ก็พบว่าคนไข้มาพบแพทย์ด้วยการปรึกษาความผิดปกติในร่างกายอย่างน้อย 2.5 อาการ ต่อการนัดพบแพทย์แต่ละครั้ง ซึ่งทำให้แพทย์ไม่มีเวลาเพียงพอในการซักอาการได้ทั้งหมด

ริชาร์ด วัลเทรย์ จากสมาพันธ์การแพทย์อังกฤษ บอกว่า หมอประจำครอบครัวจำนวนมาก ต้องทำงานล่วงเวลาเกิน “สัญญาจ้าง” และเริ่มจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขาเอง

จอยซ์ โรบินส์ จากเครือข่ายผู้ป่วย บอกว่า ขณะนี้ระบบสุขภาพของอังกฤษกำลัง “สิ้นหวัง” จากจำนวนหมอประจำครอบครัวที่น้อยลงเรื่อย ๆ และคิวตรวจของคนไข้ ก็ยาวขึ้นอย่างไม่มีจุดหมาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจว่า แม้รัฐบาลจะจ่ายให้หมอมากขนาดนั้น แต่หมอก็ยังเลือกที่จะลาออก นั่นทำให้น่ากังวลเป็นอย่างมากว่าระบบ NHS จะเผชิญกับวิกฤตที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

รัฐบาลบอริส จอห์นสัน ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ประกาศแผนปฏิรูประบบ NHS ทั้งระบบ โดยตั้งใจจะอัดงบประมาณด้านสุขภาพเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 3.4% ภายใน 5 ปีข้างหน้า และหนึ่งในแผนของการปฏิรูป NHS ก็คือการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุด้วยการสร้างสถานพยาบาลขนาดเล็ก - กลาง เพิ่มอีกอย่างน้อย 1.4 หมื่นแห่ง

ขณะเดียวกัน ก็จะเพิ่มสวัสดิการให้กับหมอในระบบ เพื่อลดปรากฏการณ์ “สมองไหล” หลังจากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปอย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาก็คือการ “นำเข้า” หมอจากต่างประเทศ เพื่อเข้ามาทำงานในอังกฤษเพิ่ม เพื่อให้ปริมาณหมอ GP เพียงพอกับความต้องการ โดยรัฐบาลจอห์นสัน จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งค่าตอบแทนพิเศษและวีซ่าพิเศษ โดย NHS คาดการณ์ว่าจะต้องนำเข้าหมอมากกว่า 6,000 คน ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการ

ในเวลาเดียวกัน อังกฤษก็เผชิญกับวิกฤตพยาบาลสมองไหลไปแล้วรอบหนึ่ง จนรัฐบาลถึงขั้นต้องออกนโยบาย จ่ายทุนการศึกษาแบบให้เปล่าแก่นักเรียนพยาบาลปีละกว่า 5,000 ปอนด์ (ประมาณ 1.98 แสนบาท) เพื่อเลี้ยงนักเรียนพยาบาลเหล่านี้ให้อยู่ในระบบต่อไป

ทั้งหมดนี้ ยังไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อย ก็ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เรื่องระบบ“สุขภาพ” กลายเป็นนโยบายสำคัญของนักการเมือง แทนที่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องปากท้อง อย่างที่เป็นมาตลอด

แปลและเรียบเรียงโดย สุภชาติ เล็บนาค

แหล่งที่มา

1.DOCTOR WON'T SEE YOU NOW Family doctors quitting NHS in droves despite being among the best paid in the world [www.thesun.co.uk]

2.TICK TOCK DOC Top GP says traditional ten-minute appointments are too short to treat patients effectively and wants 15 mins instead [www.thesun.co.uk]

3.Why NHS is front and centre of Queen's Speech www.bbc.com

ขอบคุณภาพจาก www.independent.co.uk

Comments

Submitted by เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน on
การแพทย์แผนตะวันตกหรือการแพทย์แผนปัจจุบันในอดีต เป็นเรื่องของมนุษยธรรม เป็นเรื่องของการกุศล เป็นเรื่องของศาสนา เป็นเรื่องสังคมสงเคราห์ แพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนตะวันตกในอตีตส่วนใหญ่คือนักบุญหมอสอนศาสนาทีทำการรักษาพยาบาลผู้ป่วยควบคู่ไปด้วยกัน ..... แพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนตะวันตกที่เข้ามาประเทศไทยครั้งแรกโดยหมอบรัดเลย์ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันก็เช่นเดียวกัน ....... หรือแม้แต่สมเด็จพระราชบิดา กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระบิดาแห่งวงการแพทย์ไทย พระองค์ก็ทรงเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลแมคคอมิค โรงพยาบาลของศาสนาคริสต์ ที่เชียงใหม่ ..... ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์คือนักบุญผู้ให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กับผู้รับการช่วยเหลือด้วยหลักมนุษย์ธรรม สังคมสงเคราะห์ ...... แต่ในยุคปัจจุบันการแพทย์และการรักษาพยาบาลถูกทำให้เป็นเรื่องการค้า กลายเป็นการแพทย์พาณิชย์ กลายเป็นอุตสาหกรรมการรักษาพยาบาล .......... ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและแพทย์เป็นความสัมพันธ์แบบการซื้อ-ขายบริการด้วยหลักกำไร-ขาดทุน ...... แม้แต่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาทรักษาทุกโรคซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐให้สวัสดิการ รัฐให้การสังคมสงเคราะห์การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนโดยโรงพยาบาลของรัฐเอง ก็ยังถูกทำให้เป็นการซื้อ-ขายบริการโดย สปสช. ! ........ การแพทย์ที่ให้บริการด้วยการยึดหลักศาสนา หลักมนุษยธรรม การกุศล สังคมสงเคราะห์ แพทย์ผู้ให้บริการแม้จะต้องทำงานหนัก คนไข้เยอะ เหน็ดเหนื่อย ทำงานด้วยความยากลำบาก ในถิ่นธุรกันดาร ทั้งกลางวันกลางคืน ก็มักจะไม่รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากใคร ทำงานด้วยความเต็มใจ อิ่มใจ. ......... แต่ในระบบการซื้อ-ขายบริการ ผู้ซื้อบริการไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประกันสุขภาพหรือ สปสช. ก็พยายามจะจ่ายให้น้อยที่สุด ในขณะที่ต้องการให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานให้มากที่สุด ....... ความรู้สึกที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยผู้ซื้อบริการจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แพทย์จำนวนไม่น้อยต้องจำใจลาออกจากราชการ ลาออกจากระบบประกันสุขภาพ ....ไม่ว่าในประเทศไทยหรือประเทศอังกฤษก็น่าจะเจอสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ....... แนวทางแก้ไขปัญหานี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก เพราะ"เงินไม่ใช่เรื่องใหญ" เรื่องใหญ่คือเราต้องแก้เรื่องระบบการซื้อ-ขายบริการทางการแพทย์ ไปเป็นเรื่องการแพทย์เพื่อมนุษยธรรมเป็นการแพทย์ระบบสังคมสงเคราะห์เหมือนในอดีต ........ ฉือจี้แห่งไต้หวันทำได้สำเร็จมาแล้ว https://www.doctor.or.th/article/detail/1455

Submitted by 93% on
"ลี โปชาง ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพไต้หวัน ระบุว่า เหตุที่ไต้หวัน สามารถเอาชนะเกาหลีใต้ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ประเทศที่มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลกได้ เป็นเพราะว่า ในเกาหลี มีแพทย์เพียง 50% เท่านั้น ที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพของรัฐ ขณะที่ในไต้หวัน มีแพทย์มากกว่า 93% ที่อยู่กับระบบประกันสุขภาพ ทำให้ไต้หวัน สามารถให้บริการอย่างมีคุณภาพตลอดทั้งปี ขณะเดียวกัน ลียังระบุอีกด้วยว่า ปัญหาใหญ่ของแพทย์ในเกาหลีใต้คือ ทำงานด้วยความกดดันสูง ทำให้เกิดปัญหาแพทย์ “สไตรค์” หรือหยุดงานประท้วงอยู่บ่อยครั้ง" https://www.hfocus.org/content/2019/12/18235

Add new comment